"เดินด้วยใจแล้วไปโมโกจู" รีวิวโดย YOKMiSTerL

"หยกโมโกจูน่าไปจัง" นั้นคือคำพูดของแม่กับการโชว์ภาพการเดินขึ้นเขาระยะทางไกลที่กินเวลานานถึง 5 วัน 4 คืน กับระยะทางไป-กลับ 64 km. กับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,964 m. เดินกันแบบลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว 555 ตอนนั้นยังคงงงอยู่ว่า โมโกจูอยู่ที่ไหนวะ? อยู่ญี่ปุ่นหรอ ? จนแม่ต้องบอกว่าอยู่ จังหวัดกำแพง

"เดินด้วยใจแล้วไปโมโกจู"

"เดินด้วยใจแล้วไปโมโกจู"


"หยกโมโกจูน่าไปจัง" นั้นคือคำพูดของแม่กับการโชว์ภาพการเดินขึ้นเขาระยะทางไกลที่กินเวลานานถึง 5 วัน 4 คืน กับระยะทางไป-กลับ 64 km. กับความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,964 m. เดินกันแบบลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว 555 ตอนนั้นยังคงงงอยู่ว่า โมโกจูอยู่ที่ไหนวะ? อยู่ญี่ปุ่นหรอ ? จนแม่ต้องบอกว่าอยู่ จังหวัดกำแพงเพชรโว้ย 555 ตอนนั้นในใจเลยบอกว่าปีนี้ต้องไปพิชิตยอดโมโกจูให้ได้ จนเมื่อมีการเปิดจองให้เดินป่าระยะไกล (โมโกจู) ของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราก็เลยไม่ขอพลาดการจองครั้งนี้ เขาบอกกันว่าการจะจองทริปเดินป่าระยะไกลโมโกจูนี้ยากมาก แต่สำหรับทริปเราต้องขอบคุณ "ลุงตี๋" ผู้ที่สามารถจองทริปนี้ได้ ทำให้ได้เดินป่าระยะไกลโมโกจู และได้มาเล่าประสบการณ์การเดินป่าให้ทุกคนได้ฟัง ทริปของเราเป็นทริปที่ 3 กลุ่มที่ 2 วันที่ 17-21 ธันวาคม และสมาชิกทั้ง 12 คน พร้อมมุ่งหน้าสู่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

16.12.59


วันนี้ต้องเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องรายงานตัวตอน 08.00 น. เช้า จึงวางแผนกันว่าจะไปนอนที่บ้านพักอุทยานก่อน ขับรถกันไปเอง โดยมีสมาชิกร่วมเดินทางกัน 8 คน ทุกคนลองนึกภาพรถฟอร์จูนเนอร์ 7 ที่นั่งนะคะ แล้วมีอุปกรณ์ทำกับข้าว อาหารกระป๋อง ขนม อาหารแห้ง และสัมภาระในการเดินทางอยู่ในรถ พร้อมกับสมาชิกอีก 8 คน ที่อัดเต็มรถ และข้าวที่ต้องขนขึ้นโมโกจูอีก ถุงละ 2 กก. 10 ถุง ที่แวะซื้อกันที่ BigC นครสวรรค์ แทรกตามที่นั่งของทุกคน จน"ป้า" (เป็นผู้ชาย) บ่นขึ้นมาว่า "นี้ฉันนั่งอยู่บนรถ หรือบนขาหย่างกันแน่เนี่ย" 555 แค่เริ่มเดินทางก็สนุกกันแล้ว เรามาถึงอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร ตอนประมาณ 22.00 น. เราก็จัดการทำธุระและเตรียมตัวสำหรับลุยในวันพรุ่งนี้

17.12.59

เช้านี้เจ้าหน้าที่นัดเรามาทำการชี้แจ้งการเดินป่าระยะไกลโมโกจู โดยการเดินทางครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ไปกับเราทริปละ 2 คน และลูกหาบที่เราต้องทำการจ้างเขา (จำนวนลูกหาบแล้วแต่จำนวนที่เราต้องการ) ลูกหาบที่ไปกับทริปเรามี 3 คน ลูกหาบแต่ละคนจะแบกของให้เราได้ไปไม่เกินคนละ 20 กก. ต่อคน โดยก่อนจะกินข้าวเช้าเราต้องทำการนำของที่เราจะเอาขึ้นไป ทำการชั่งให้เรียบร้อยก่อน พวกของกินทั้งหลาย (ข้าวสาร,ปลากระป๋อง,มาม่า ฯลฯ) แนะนำนะคะใครจะขึ้นโมโกจูให้เอา ช็อคโกแลตขึ้นไปเยอะๆ เพราะจะช่วยเราเยอะมาก หรือน้ำหวานๆ ก็จะช่วยเราได้ดีมาก เตรียมของที่เราจำเป็นต้องใช้ไปด้วยนะคะ พวกถุงนอน เต็นท์ อีกอย่างที่ไม่ควรลืม ยาแก้แพ้ และยากันแมลง ยานวดและคลายกล้ามเนื้อ สำคัญมากค่ะวันแรกไม่ค่อยได้ใช้จะไปใช้มากวันที่ 3

อาหารเช้านี้คือ ผัดกระเพราหมู ใครหลายๆคนบอก ผัดกระเพราหมูที่นี่อร่อย เรามาขอบอกอีกเสียงว่าอร่อยจริงค่ะ


หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่ก็ทำการชี้แจ้งเรื่องการเดินป่าระยะไกล ว่าการเดินโมโกจูจะมีการเดินแบบ 3 แบบ แบบแรกคือ ไม่ได้หนักมากเดินแบบไม่ชันมากนัก เดินทางจากที่ทำการไปแคมป์แม่กระสา แบบที่สอง คือ การเดินแบบเก็บแรงออกแรงไม่มาก จากแคมป์แม่กระสาไปแคมป์แม่เรวา แบบที่สาม คือ แทบจะเดินขึ้นอย่างเดียว มีทางราบน้อยมากๆๆ (กำลังใจมาเต็มเลยค่ะ TT 555) จากแคมป์แม่เรวาไปพิชิตยอดโมโกจู หลังจากการชี้แจ้งการเดินทางเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็จะแจกอาหารกลางวันที่เราต้องถือไปกินระหว่างเดินทาง


ได้เวลาออกเดินทางแล้ว‼ วันนี้เราจะเดินทางจากที่ทำการไปแคมป์แม่กระสา ระยะทาง 16 km. โดยจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานเป็นผู้นำทางให้กับสมาชิกทั้ง 12 คน เส้นทางระหว่างการเดินทางค่อนข้างสบาย ถนนค่อนข้างกว้าง ยังคงชันไม่ค่อยมาก หยกนี่เดินชิวๆมาก แต่พอขึ้นมอ.ขี้แตกไปแปบเดียวจะเป็นลมเลยจ้า 555 แต่ระหว่างทางก็ได้ พี่ๆ ร่วมทริปที่ช่วยตลอดทาง ตอนเดินไปแคมป์แม่กระสา ทางจะมีแดดค่อนข้างร้อน ควรมีหมวก ไว้กันแดดด้วยนะคะ และการเดินทางครั้งนี้ต้องมีการลุยลำธาร แต่ไม่ลึกมาก แนะนำให้เอารองเท้าแตะห้อยกระเป๋าไว้เลยเพื่อสะดวกต่อการข้ามลำธารก็จะดี


เที่ยงนี้พักกินข้าวข้างทางที่แพ็คกันมาตั้งแต่เช้า เปลี่ยนบรรยากาศการกินข้าวแบบเดิมๆ ป่าแม่วงก์ผืนนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ ตลอดทางจะเจอขี้ช้าง รอยเท้าของสัตว์ต่างๆตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ อย่างแมวใหญ่ (เสือโคร่ง)


ใครรู้บ้างว่าแมลงตัวนี้ชื่อว่าอะไรค่ะ สวยและน่ารักดี คล้ายๆแมลงเต่าทอง


เฮ‼ 12 km. เห็นป้ายแล้วมีความหวังมากขึ้น ขอพักกันสักหน่อย แล้วออกเดินทางกันต่อ


ในที่สุดเราก็ถึงแคมป์แม่กระสาแล้ว จาก 10.00-16.00 ก็ถึงแคมป์แม่กระสากับระยะทาง 16 km. แคมป์แม่กระสาที่นี่จะมีห้องน้ำ ให้เข้าได้อยู่ แต่ใช้อาบน้ำไม่ได้ ใช่ทำธุระส่วนตัวได้เท่านั้น ที่นี่เวลาอาบน้ำต้องอาบน้ำจากลำธาร และกินน้ำจากลำธาร น้ำลำธารที่นี่สะอาด เย็น และอร่อย แนะนำมาโมโกจูต้องลองค่ะ 555


ขอนำเสนอเลยบุคคลนี้ "ลุงฟะ" เป็นชาวมูเซอ ลุงฟะเป็นลูกหาบที่แบกของมาให้ทริปของเรา ลุงน่ารักมาก มาถึงแคมป์ก็จะหุงข้าวให้กิน ต้มชาให้กิน เก็บผักกูดมาให้ทำอาหารและที่เด็ดลุงชอบเล่าเรื่องของลุงให้ฟัง ฟังไปก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง 555 ใครที่มาเดินโมโกจูแล้วได้เจอลุงฟะเป็นลูกหาบนะ ถือว่าโชคดีมากค่ะ


ที่ชอบอีกอย่างของโมโกจู คือการอาบน้ำที่ลำธาร สำหรับเราไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสอาบน้ำที่ลำธาร ทำในสิ่งที่ชีวิตไม่ได้ทำบ่อยนัก มันคือความสนุกที่ต้องมาลอง


อาหารเย็นมื้อนี้มีป้าเป็นเซฟ มือทอง "ป้า" คนที่เดินป่าเก่ง ความรู้แน่น และทำกับข้าวอร่อย อาหารมื้อเย็นนี้จึงกินข้าวใต้แสงเทียนแสนโรแมนติกไม่ใช่อะไรเพราะ ไม่มีไฟฟ้า 555


อันนี้เขาเรียกกันว่า "ชาหญ้าไม้กวาด" เป็นสมุนไพรที่หาได้จากในป่า โดยลุงฟะเป็นคนต้มให้กิน ลุงฟะบอกว่าสมุนไพรตัวนี้จะช่วยเรื่องการ ล้างกระเพาะปัสสาวะ กินมากก็จะทำให้ ปัสสาวะบ่อย ปล.กระบวยที่เห็นเป็นฝีมือของลุงฟะทำมาจากไม้ไผ่ด้วย


ตั้งแต่เข้าป่ามาไม่ได้จับมือถือเลย เนื่องจากสัญญาณไม่มี มันเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน มันทำให้เราได้อยู่กับสิ่งรอบตัวมากขึ้น คุยกับคนรอบข้างมากขึ้น เห็นธรรมชาติที่หาแสนยากในเมือง เห็นดาวที่เต็มท้องฟ้าที่ไม่มีพื้นที่ว่างเลย เป็นของขวัญสำหรับคนในเมืองอย่างเรามากเลยค่ะ ได้เวลาพักเพื่อลุยพรุ่งนี้ต่อ


18.12.59


วันที่ 2 ของการเดินทาง วันนี้จุดมุ่งหมายของเราคือการเดินจากแคมป์แม่กระสาไปแคมป์แม่เรวา ระยะทางในการเดิน 4 km. และจะเดินไปน้ำตกแม่รีวาอีก 6 km. ไป-กลับ ทุกคนคงสงสัยใช่ไหมค่ะว่าทำไมวันที่ 2 ถึงเดินแค่ 4 km. 555 ก็ของจริงมันอยู่วันที่ 3 เนี่ยละ เขาเลยให้เราเดินวันที่ 2 กันสบายๆ เพื่อจะได้มีแรงขึ้นในวันที่ 3 เช้านี้เราต้องเอาของที่ไม่จำเป็นออกจากกระเป๋าที่เราขนมาเพื่อลดการถือขึ้นในวันที่ 3 จะได้ไม่หนักและไม่เป็นภาระในการเดินทาง แต่ไม่แนะนำให้เอายาต่างๆออกจากกระเป๋า และขนมหวานต่างๆ จำเป็นอย่างมาก จะใช้มากในวันที่ 3

พร้อมเดินทางกันแล้ว ทางเดินก็สะดวกไม่หนักมากนัก ทางเดินยังคงเดินสบายๆ


ถึงแล้ว‼ ตอนนี้เราถึงแคมป์แม่เรวาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเริ่มออกแคมป์แม่กระสาตอน 08.00 ถึงแคมป์แม่เรวาก็พักกินข้าวเที่ยงพอดี ก่อนจะเดินไปน้ำตกแม่รีวาอีก 6 km. (ไป-กลับ) ที่แคมป์แม่เรวานี้จะมีห้องน้ำให้นะคะ แต่ต้องตักน้ำจากน้ำลำธาร มาทำธุระส่วนตัวเอง และมีลำธารให้เติมน้ำ


หลังจากกินข้าวกลางวันกันเสร็จก็ทำการเดินต่อ ไปน้ำตกแม่รีวา ตอนนั้นคิดในใจโอ้ย 3 km. จิ๊บๆๆ ไม่น่าหนัก 16 km. ยังเดินมาแล้ว หึหึไม่น่าคิดแบบนั้นเลย เป็น 3 km. ที่สุดยอด เรียกได้ว่าเป็นแบบทดสอบก่อนขึ้นโมโกจูได้เลย 555 ใครจะไปเล่นน้ำต้องเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วยนะคะ ไม่งั้นหนาว


เมื่อกลับมาจากน้ำตกแม่รีวาก็ทำการกระโดดอาบน้ำที่ลำธารใกล้ๆ กับแคมป์ที่กางเต็นท์ไว้ซะเลย หลังจากอาบน้ำกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว คุณลุงเจ้าหน้าที่ก็พากันเรียกลุงฟะมาเล่าเรื่องของลุงฟะ รอบกลางไฟกัน ลุงฟะเล่าเรื่องที่ลุงไปเจอมา ทั้งตลก และสนุก นี่สินะที่เขาเรียกว่าประสบการณ์ที่ได้มาจากการเรียนรู้ ที่ไม่ได้มาจากเพียงในหนังสือเท่านั้นแต่มันคือชีวิตประจำวันที่เป็นบทเรียนของชีวิต ที่ลุงฟะมีเต็ม 100


19.12.59


วันนี้คือวันที่เราจะขึ้นพิชิตยอดดอยโมโกจูกัน จึงต้องตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพื่อจะเดินทางให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน เราออกเดินตอน 05.00 น. ระยะทางที่เดินคือ 8 km. (8 km. แม้ว) เพื่อให้ไปถึงที่กางเต็นท์ 555 ทุกคนคงคิดว่า 8 km. จะไปโหดตรงไหน ที่แรกเราก็คิดอย่างนั้น หากแต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ บอกเลย"โคตรโหดดดดด" คือตอนเดินอะเหมือนมันหาจุดสิ้นสุดไม่ได้สักที และไม่ใช่เพียงเดินพื้นราบอย่างที่เดินมา 2 วันก่อน แต่ขึ้นเขาอย่างเดียว โดยทุกคนต้องข้ามเขาเป็นลูกๆ โดยเราแวะกินข้าวเที่ยงที่คลอง 1 ซึ่งคลอง 1 จะเป็นที่กรอกน้ำเพื่อใช้ดื่มระหว่างเดินทาง และจะมีให้เติมอีก 1 ครั้งที่คลอง 2 ก่อนจะขึ้นไปที่พัก แนะนำว่าเติมให้ได้พอสำหรับเรากินค่ะ เพราะข้างบนจะไม่มีน้ำให้เติมอีก หลายๆคนอาจจะได้ยินกิติศัพท์ของโมโกจู ว่าคุ่นและทากที่นี่มีเยอะ อันนี้ยอมว่าคุ่นเยอะจริง แต่ที่เด็ดกว่าคุ่นและทากคือ "เห็บลม" โอ้โฮ‼ บอกเลยว่าตัวนี้เด็ดค่ะ เพราะมันจะกัดเราไม่ปล่อย ใครไปเดินโมโกจู แนะนำอย่านั่งตรงที่มีขอนไม้ชื้นๆ และก็ก้อนหินที่มีความชื้นสูงเพราะเห็บลมจะอยู่เยอะมันตายยาก และควรใส่เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงเท้ายาว และข้างบนแคมป์จะไม่มีน้ำให้อาบน้ำ สมาชิกทั้งหมดจึงต้องดองเค็มกันทั่วหน้า 555 ฉะนั้นต้องระวังเห็บลมให้ดี

16.00 น. ในที่สุดก็ถึงงงงงง แคมป์ตีนดอยที่พักของเราแล้ว เย้เย้‼ เราใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 12 ชม. สิ่งแรกที่ทำเมื่อมาถึงคือ กิน กิน กิน 555 มาม่า มาม่าที่รู้สึกว่าอร่อยที่สุดเท่าที่กินมา แต่ระยะทางมันยังไม่จบเพียงจุดที่เราพัก แต่ยังมียอดที่มีหินเรือใบที่เลื่องชื่ออยู่บนนั้น ยอดโมโกจู เมื่อเติมพลังด้วยมาม่ากันเสร็จก็พากันออกเดินทางไปอีก 1 km. เมื่อเข้าเขตของทางเดินไปยอดโมโกจู ความรู้สึกที่เมื่อย เหนื่อย เมื่อกี้มันหายไปทั้งหมด มันสวยโคตรรร สวยจนลืมเมื่อยเลยละ


วิวระหว่างทางเดินที่จะขึ้นไปยอดโมโกจู ต้องรีบเดินให้ทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน


ไม่น่าเชื่อว่าผืนป่าแห่งนี้จะถูกทำเป็นเขื่อน เพราะจากมุมสูงสุดที่ยอดนี้เป็นสิ่งที่บอกทุกอย่างได้เลยว่า แม่วงก์สมควรสร้างเขื่อนหรือไม่… NO DAM หากใครขึ้นไปโมโกจูแล้วอย่าลืมมองไปรอบๆ แล้วให้คุณตัดสินด้วยตาว่าสมควรแล้วหรือที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์??


ถึงแล้ว ‼ พิชิตยอดโมโกจูแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นรู้สึก ภูมิใจที่ชนะความเหนื่อยที่ตัวเองมีได้ ชนะความเมื่อยที่ตัวเองมี ชนะความท้อที่เดินเท่าไรก็ไม่ถึงสักที ขอบคุณหัวใจที่สู้ไม่ถอย ขอบคุณสองขาที่พยายามก้าวไปข้างหน้าแม้จะล้ามากแล้วก็ตาม


พระอาทิตย์ตกดินพอดี พระอาทิตย์ตกดินมันเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก ได้แต่ยืนมองนิ่งๆแล้วเก็บความรู้สึกนี้ไว้อย่างดี โมโกจูสวยสมชื่อคำที่ใครหลายๆคนกล่าวไว้


20.12.59


เสียงปลุกตอน 04.00 น. เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาดูพระอาทิตย์ขึ้น ได้เวลาเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ทำงานแล้ว ระหว่างทางเดินค่อนข้างมืดอยู่และลื่น ต้องระวังลื่นตกหน้าผานะคะ เพราะระหว่างทางจะเป็นหน้าผาตลอดทางเดินไปยอดโมโกจูค่ะ

ตอนเย็นว่าสวยแล้ว ตอนเช้าก็สวยไปอีกแบบ พระอาทิตย์ออกมาทำงานแล้ว เป็นสัญญาณบอกว่า เราก็ต้องเดินทางต่อกันอีกแล้ว 555


"คิดถึงพ่อ" ถึงแม้ว่าโมโกจูจะไม่ใช่ภูเขาที่สูงที่สุด…แต่สามารถใกล้พ่อได้มากที่สุด


หลังจากลงมาจากยอดดอยโมโกจู เจ้าหน้าที่ก็ทำการแจกริชแบน"ผู้พิชิตยอดเขาโมโกจู" ปีนี้มีการแจกปีแรก เนื่องจากครบรอบ 30 ปี


ถึงเวลาต้อง บ๊ายบายหินเรือใบบนยอดเขาโมโกจูซะแล้วTT หลังจากเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำแล้วก็พากันลงมากินข้าวเช้าเพื่อจะกลับไปแคมป์แม่กระสา ใช่ค่ะ เราจะไม่มีการพักที่แคมป์แม่เรวาก่อน แต่เราจะลงไปที่แคมป์แม่กระสาเลยโดย จะแค่แวะเก็บของและพักกินข้าวเที่ยงที่แคมป์แม่เรวาเท่านั้น ตอนขึ้นมายอดดอยโมโกจูว่าโหดแล้ว ตอนลงนี้โหดเป็น 2 เท่า เพราะเราต้องลงเขาอย่างเดียวเลย ทำให้เกิดการปวดเข่า ขา และน่องได้ เวลาลงจะใช้เวลาไม่นานเพราะลงอย่างเดียว มีขึ้นเขาบ้างแต่ไม่มาก ระหว่างเดินทางระวังลื่น เพราะเขามีความชันสูง อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นะคะ เราถึงแคมป์แม่กระสาตอน 16.00 มาถึงก็ขอกระโดดอาบน้ำก่อนเลย ไม่ได้อาบน้ำมา 1 วันเต็มเน่าในมาก 555


21.12.59


วันสุดท้ายของการเดินทาง บอกเลยใจหาย ไม่อยากกลับเลย 555 เช้านี้หลังกินข้าวเช้ามื้อสุดท้ายที่กินในป่า เราเริ่มออกเดินทางตอน 07.00 น. เพื่อให้ถึงที่ทำการอุทยานให้ทันตอน 12.00 น. วันนี้ท้องฟ้าสวยเป็นพิเศษ และแดดร้อนเป็นพิเศษด้วย

หอยทากตัวเล็กออกมาส่งพวกเรากลับบ้าน ไว้คราวหน้ามาเจอกันใหม่นะ


เมื่อลุงสมบัติ เจ้าหน้าที่อุทยาน หันหน้ามาบอกว่า หันหลังกลับไปดูสิ เห็นยอดตรงก้อนเมฆนั้นไหม นั้นละยอดเขาโมโกจู ตรงนั้นละที่เราไปกันมา ตอนนั้นในใจบอกกับตัวเองว่าเดินไปได้ไงนะวะเนี่ย 555


เรามาถึงที่ทำการอุทยานตอน 14.00 น. เป็นการจบทริปเดินป่าระยะไกล โมโกจู ขอบคุณนะโมโกจูการเดินป่าครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดินป่าที่ยาวนานที่สุด ที่เคยเข้าป่ามา เราได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม แม้ใครหลายๆคนอาจจะบอกว่าโมโกจูไม่คุ้มค่ากับการเดินขึ้น เพราะวิวระหว่างทางที่เดินไม่สวยเท่าที่ควร หลายคนบอกว่าโมโกจูมีเพียงแค่หินเรือใบที่ถือว่าเป็นจุดที่พิชิตยอดโมโกจูได้สำเร็จเท่านั้น แต่สำหรับเราแล้วโมโกจูให้มากกว่าหินเรือใบแค่ก้อนเดียว แต่โมโกจูยังให้มิตรภาพระหว่างเดินทาง และเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีอีกด้วย ขอบคุณนะโมโกจู แล้วคุณจะอยากมาใช้หัวใจเดินแล้วไปโมโกจู


ขอบคุณที่ชนะความเหนื่อยของตัวเอง
ขอบคุณที่ชนะความเมื่อยของตัวเอง
ขอบคุณสองขาที่พยายามก้าวไปข้างหน้าแม้จะล้ามากแล้วก็ตาม
ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทั้ง 12 คนที่ดูแลอย่างดีมาตลอด
ขอบคุณลุงสมบัติ ลุงหนู และแบงค์ (เจ้าหน้าที่) ที่ดูมาตลอดทางและตลอดเวลา 5 วัน
ขอบคุณลุงฟะ ที่เป็นลูกหาบที่ดูแลลูกทริปได้อย่างดีตลอดทั้งทริป
ขอบคุณลุงตี๋ที่มีขนมมาให้กินเสมอเวลาหมดแรง ได้แรงเดินเพราะขนมลุงตี๋
ขอบคุณลุงเอที่ช่วยตลอดทาง ขอบคุณสำหรับถุงเท้าที่ให้มาด้วยนะคะ
ขอบคุณพี่ตั๊กและพี่หยก ที่ทำให้หัวเราะและยิ้มได้ตลอดการเดินทาง
ขอบคุณป้า ที่ดูแลแพะมาตลอด ทำอาหารให้กินและสร้างสียงหัวเราะให้ทุกคนด้วย
ขอบคุณพี่ปาล์ม ที่คอยดูแลป้าและแพะมาตลอด ขอบคุณสำหรับฟลายซีตด้วยนะคะ
ขอบคุณพี่อาร์มที่สอนถ่ายดาว ขอบคุณที่คอยดูแลตลอดการเดินทาง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้
ขอบคุณแม่ ลุง และป้า ที่คอยดูแลมาโดยตลอดทริป
ที่สำคัญ ขอบคุณเจ้าของรองเท้าคู่นี้ พี่ฝัน ที่ให้ยืมรองเท้า หากไม่มีรองเท้าคู่นี้ก็คงไม่มีทางที่จะขึ้นไปข้างบนยอดโมโกจู เนื่องจากรองเท้าที่ใส่มาแหกตั้งแต่แคมป์แม่กระสาเลยค่ะ 555 ขอบคุณจริงๆค่ะ


ขอบคุณโมโกจูที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้มีดีแค่หินเรือใบ…
ขอบคุณความยากลำบาก ที่ทำให้รู้ว่าใครรักและใส่ใจเรามากแค่ไหน
ขอบคุณนะหัวใจที่สู้ไม่ถอย
ขอบคุณนะโมโกจู
ขอบคุณผู้ที่เข้ามาอ่านรีวิวนี้ทุกท่าน หากใครไปแล้วกลับมาอย่าลืมเอามาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ มาแชร์ความรู้สึกกัน


ความคิดเห็น