ค้นหาหัวใจที่ นรา ยะลา ตานี รีวิวโดย YOKMiSTerL

CHAPTER 1 BANGKOK-HALABALA หลายคนมีเป้าหมายและความฝัน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เราเป็นเด็กในเมืองคนหนึ่งที่เคยเห็นภาพถ่ายที่มีนกเงือกหลายร้อยตัวบินอพยพผ่านหมอกของผืนป่าฮาลา-บาลา ภาพนั่นยังคงติดตาเรามาตลอด และตั้งเป้าไว้ว่า “สักวันฉันจะไปยืนอยู่ที่นั่นให้ได้” จนวันนี้ไ

ค้นหาหัวใจที่ นรา ยะลา ตานี

ค้นหาหัวใจที่ นรา ยะลา ตานี

 วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 18.53 น.

 วันที่เดินทาง 12 เม.ย. 2564

CHAPTER 1

BANGKOK-HALABALA


หลายคนมีเป้าหมายและความฝัน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เราเป็นเด็กในเมืองคนหนึ่งที่เคยเห็นภาพถ่ายที่มีนกเงือกหลายร้อยตัวบินอพยพผ่านหมอกของผืนป่าฮาลา-บาลา ภาพนั่นยังคงติดตาเรามาตลอด และตั้งเป้าไว้ว่า “สักวันฉันจะไปยืนอยู่ที่นั่นให้ได้” จนวันนี้ได้รับโอกาสจากอาและนักวิจัยมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ให้เข้าไปดูการทำงานของนักวิจัย เรื่องราวทั้งหมดเราขอเดินเรื่องผ่านกล้องฟิล์มคู่ใจอย่าง CannonGIII QL พ่วงด้วย film KodakUltramax 400 อยากให้ทุกคนเดินทางไปกับเรานะคะ

อ่าวมะนาว

อ่าวมะนาวสำหรับเรานอกจากจะสวยแล้วยังมีไฮไลท์อีกอย่างคือ “แพะ” ตั้งแต่เรามาที่ 3 จังหวัดเราจะเจอสุนัขน้อยมาก จะเจอบ่อยคือ “แมว” แล้วก็แพะนี้ละ แต่ที่พิเศษกว่าคือ แพะที่นี่ชอบขโมยของกิน ทุกคนอาจจะงงว่า ออ!!แพะหรือลิง แพะที่นี่แสบพอๆกับลิง ลพบุรีเลยละ 555 และมักจะเก่งเรื่องของการขุ้ยขยะกินด้วย ใครมาอ่าวมะนาวที่นราก็อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับเขานะคะ เขาเป็นนายแบบและนางแบบกันเก่งมาก 5555

สถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ ป่าฮาลา-บาลา 

“ฮาลา หรือ บาลา ที่เขาเรียกกัน” 

ผืนป่าฮาลา-บาลาครอบคลุมไปถึง 2 จังหวัดด้วยกันคือ นราและยะลา ทางฝั่งนราจะเรียกว่า “บาลาฮาลา” ส่วนฝั่งยะลาจะเรียกว่า “ฮาลาบาลา” โดยฝั่งที่เราไปเป็นฝั่งอ.แว้ง จ.นราธิวาส โดยมีพี่ๆนักวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายทำงานเก็บมูลและขน “นกกก” สายพันธุ์หนึ่งของนกเงือก คนชอบนกเงือกอย่างเรามีหรือจะพลาด  ที่บาลามีฝนตกเกือบทุกวัน ทำให้ที่นี่แทบจะชื้นตลอดเวลา นอกจากชื้นแล้วสิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือ “ทาก”ทากที่โคตรโหดบอกเลยว่าใส่ถุงกั้นทากก็ยังมุดมากัดถึงก้นเราได้ 5555 นอกจากทากที่โหดแล้วก็คงมียุงที่โหดกว่า คือไม่ใช่แค่ ฮาลา-บาลา หรอกที่โหด แต่ยุงโหดทั้ง 3 จังหวัดเลยค่ะ กางเกงยีนส์ยังกัดทะลุเนื้อผ้ามาแล้ว แต่ต้องขอบคุณ “น้ำมันเหลืองของแม่สมถวิล” ช่วยได้เยอะมากๆ 555 

ทะเลหมอกสองแผ่นดิน
 
ทะเลหมอกสองแผ่นดินชื่อก็บอกเป็นนัยไว้แล้วว่าสองแผ่นดิน ที่มีทั้งฝั่งไทยและมาเลเซียโดยมีพื้นที่ป่าที่ติดกับเรา หากใครดูสารคดีที่ถ่ายทำเมืองไทยทุกคนก็ต้องเจอภาพทะเลหมอกที่มีต้นสยาเด่นแตะตา เราเป็นคนหนึ่งที่ดูสารคดีแล้วถามตลอดว่าที่นี่ที่ไหน? จนวันนี้เราได้คำตอบแล้ว “บาลาฮาลา”

น้ำตกสิรินธร

หลังจากที่เราไปสำรวจโพรงรังนกเงือกกับพี่นักวิจัยที่เก็บมูลและขนนกเงือกเรียบร้อย ระวังทางกลับ พี่ๆก็เลยพากันแวะที่น้ำตกสิรินธรก่อนกลับที่พัก น้ำตกที่นี่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของชาวอ.แว้งเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะฤดูไหน จะมีน้ำตลอดทุกฤดู ใครไปนราก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเขาได้นะคะ ช่วยกันรักษาและดูแลเขาให้อยู่กับเราไปนานๆด้วยนะคะ

สถานีสุไหงโก-ลก

เด็กๆเวลาเราขึ้นรถไฟมักจะเจอป้ายเขียนว่า “สุไหงโก-ลก” เป็นป้ายสุดท้ายของรถไฟสายใต้ ใครจะไปคิดว่าในชีวิตนี้จะได้ไปเหยียบป้ายสถานีสุดท้ายอย่างสุไหงโก-ลก 555 ที่ห่างจากกรุงเทพฯ ตั้ง 1,142 กม.แหนะ 0_0

ป่าพรุโต๊ะแดง

“ป่าพรุที่ไม่ใช่...ป่าชายเลน”

ป่าพรุเป็นป่าดิบที่มีน้ำขังตลอดเวลา ที่นี่ถือว่าเป็นป่าพรุที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบ “นกเงือกดำ”ที่หาได้ยากและแทบจะเหลือน้อยเต็มที ที่นี่มีการสร้างรังเทียมให้นกเงือกดำได้อยู่ด้วยใครไปก็สามารถดูได้นะคะ แต่ต้องเสียงเบาเบากันหน่อยเพราะ นกเงือกเขาตกใจง่าย ;)


วัดชลธาราสิงเห

“ทำไมต้องชื่อ วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย” 

วัดนี้มีประวัติศาสตร์ คำเล่าจาก “พี่ปุ๊ก” ผู้เชี่ยวชาญด้านนกเงือกและพันธุ์ไม้ต่างๆ พี่ปุ๊กยังคงพูดต่อไปว่า ที่นี่เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 สหภาพมาลายา (มาเลเซียในปัจจุบัน) ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อังกฤษต้องการรวมนราธิวาสให้เป็นของสหภาพมาลายาด้วย โดยอ้างการปักเขตรัฐกลันตันยาวไปถึงเขตอำเภอเมืองตากใบในปัจจุบัน แต่เนื่องจากร.5 ท่านยึดถือเอาพระพุทธศาสนาและประติมากรรมบ้านทรงไทยของวัดชลธาราสิงเหที่เป็นมรดกคู่บ้านคู่เมืองมานาน ทำให้อังกฤษยอมจำนนต่อเหตุผล ไม่สามารถรวมนราธิวาสเข้ากับสหภาพมาลายาได้ และยังคงเป็นจังหวัดนราธิวาสในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อฟังเรื่องที่พี่ปุ๊กเล่าจบ โคตรขนลุก เหมือนเราได้มาในที่ที่มีประวัติศาสตร์มานาน ดีใจที่มีโอกาสและมาเห็นด้วยตัวเอง

คุณลุงดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านทรงไทยที่มีอายุเกือบ 100 กว่าปี คุณลุงเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่ซ่อมมาหลายรอบแล้ว” เล่าพร้อมยิ้มให้กับเรา เมื่อก่อนเป็นกุฏิเจ้าอาวาสแต่ตอนนี้ท่านให้มาทำเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว คุณลุงยังเล่าต่อไปเรื่อยๆ พร้อมรอยยิ้มให้เราตลอด เราเลยขออนุญาตคุณลุงถ่ายรูป หากใครไปวัดอย่าลืมไปคุยกับคุณลุงนะคะคุณลุงคุยสนุกและมีเรื่องเล่าให้ฟังตลอด


ที่จริงเรื่องเล่าของผืนป่าฮาลา-บาลายาวจนแทบจะเล่าไม่หมด ที่นี่สวยและมีเสน่ห์มากๆ พอเราได้มาสัมผัสถึงรู้และเข้าใจถึงความสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ มีเรื่องราวเยอะมากจนเราแทบจะไม่ได้จับโทรศัพท์มาเล่นเลย (ไม่มีสัญญาณด้วยมั้ง 555) ได้ทำอะไรหลายอย่าง ได้รู้จักนกเงือกมากขึ้นและรักเขามากกว่าเดิม ได้เดินป่าที่เราฝันมานาน ได้เห็นกเงือกคู่หนึ่งบินผ่านหน้าไป เขาสวยมากเมื่ออยู่ในบ้านของเขาเอง สำหรับเราคงถึงเวลาบอกลาฮาลา-บาลาและถึงเวลาเดินทางต่อ ขอบคุณหัวหน้าสุเนตร การพันธุ์, หัวหน้าบัง ขอบคุณเจ้าหน้าที่ฮาลา-บาลาทุกคน รักเธอนะฮาลา-บาลา 

ที่สุดนราธิวาส

ที่รักฮาลา-บาลา 

                                -สุนทร โต๊ะดำ-


CHAPTER 2

HALABALA-BUDO


“บุหรง ออรัง”

บุหรง แปลว่า นก

ออรัง แปลว่า คน


 อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี 

“ถ้าเปรียบกรุงเทพฯเป็นบ้านเกิด บูโดก็คงเป็นเมืองนอน”

หลายๆคนคงคุ้นชื่อ “น้ำตกปาโจ” แต่นอกจากที่บูโดจะมีน้ำตกที่สวยแล้ว ที่นี่มีสิ่งมีชีวิตที่มาแล้วต้องเจอ “บุหรง ออรัง ภาษายาวี แปลว่า นกเงือก” คำพูดพร้อมรอยยิ้มของ “พี่ปรีดา บูโด” นักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก เทือกเขาบูโด ที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านที่อดีตเคยเป็นนายพรานขโมยลูกนกเงือกมาก่อน และผันตัวเป็นผู้ช่วยนักวิจัยนกเงือก เราเป็นเด็กในเมืองคนหนึ่งที่เห็นนกเงือกจากในหนังสือและทีวี และไม่มีโอกาสได้เห็นเขาจริงๆเลยสักที แต่ครั้งนี้ได้รับโอกาสตามพี่ๆนักวิจัยเข้าป่าไปดูโพรงรังนกเงือกในธรรมชาติ เรื่องราวของนกเงือกจากเราคงเริ่มต้นจากตรงนี้

เช้าวันที่สองของบูโด วันนี้เราเริ่มเดินป่าสำรวจเก็บมูลและขนนกเงือกกับพี่ๆนักวิจัย โดยจะมีพี่ๆเจ้าของรังที่คอยดูแลและเก็บข้อมูลของนกเงือกมาเดินนำทาง โดยรังที่เราเข้าไปดูเป็น “รังนกกก” ที่มีแม่นกเข้าไปอยู่ในรังเรียบร้อยแล้ว ในระหว่างเดินทางก็จะได้ฟังเรื่องเล่าจากพี่ปรีดา พี่กัญญา และพี่ๆนักวิจัยตลอดทาง ระหว่างทางมีเรื่องราวให้ได้พูดถึงตลอดเวลา มีบ้างช่วงที่ทุกคนเงียบ เงียบจนเราได้ยินเสียงของธรรมชาติ ฟังแล้วโคตรสบายใจเลย 

“เหมือนพัดจีนของขงจื๊อมั้ย” คำถามจากพี่ปรีดา “เหมือนค่ะ” เนี่ยเราเอาไปพัดตอนเดินป่าก็ได้นะ ต้องเอาใบที่แข็งๆหน่อยจะได้พัดดี 555 เรารอดตายมาก็เพราะใบพัดจากพี่ปรีดานี้ละ 

พวกเราถึงรังนกกกตอนประมาณ 09.00 น. ทุกคนต้องรีบเข้ากำบังเพื่อไม่ให้นกเงือกเห็นเพราะเขาเป็นนกที่สายตาดีและได้ยินเสียงดีมาก พี่ฮันเล่าว่า พ่อนกจะมาป้อนอาหารแม่นกเวลาเดิมเสมอ ทีแรกเราก็แอบหวั่นว่าพ่อนกจะมาหรือเปล่า แต่เรารอไปได้ 1 ชม. พ่อนกก็มาจริงแต่เขาเหมือนได้ยินเสียงจากเราทำให้เขาระวังตัวเองเป็นพิเศษและไม่ยอมป้อนอาหารที่ตัวเองหามา พยายามชะโงกมองหาต้นตอจากเสียงที่ได้ยิน พี่ฮันยังคงเล่าต่อว่า บางทีเขาอาจจะระแวงจนไม่ป้อนอาหารเลย หรือบางทีเขาอาจจะทิ้งรังไปทั้งคู่เลยก็ได้ ถ้าไม่ได้กกไข่ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมป้อนอาหารให้แม่นก “เคยเห็นพ่อนกป้อนอาหารแม่นกมั้ย ถ้าเห็นแล้วจะประทับใจ เขาจะคอยๆป้อนทีละเมล็ด” คำพูดทิ้งทายของพี่กัญญาก่อนจะไปเดินดูรังนกเงือก ก็จริงตามที่พี่กัญญาพูด เราได้เห็นแล้วโคตรรู้สึกประทับใจมันทั้งดีใจ มันทั้งภูมิใจ เราได้เห็นเขาอยู่ในบ้านของเขาจริง ไม่รู้สิเราอาจจะบรรยายไม่เห็นภาพ ถ้าคุณมีโอกาสได้เห็นคุณก็จะรู้สึกและสัมผัสมันได้

หลังจากที่พ่อนกป้อนแม่นกเรียบร้อยและบินไปหาอาหารต่อ พี่ฮันและพี่ฟา พาออกมาเก็บมูลและขนนกใต้รังที่ตัวเมียอยู่ ขณะที่ทุกคนกำลังหาๆอยู่ ก็มีมูลประทานจากฟ้า ตกลงมาเกือบโดยหัวพี่แก้ว ที่ทำโปรเจ็คนี้เข้าให้ 5555 พี่แก้วก็เลยได้มูลนกกกกลับไปทำงานวิจัยสบายใจตามระเบียบ


พี่ฟาเจ้าของรังนกกกที่เก่งและชำนาญในการเฝ้าดูนกเงือกเป็นไหนๆ ส่วนพี่ฮัน หญิงแกร่งแห่งบูโด ผู้ที่ปืนรังนกเงือกที่สูงเกือบเท่าตึก 10 ชั้นเพื่อซ่อมรังและติดตั้งรังนกเงือกมาแล้ว ถ้าไม่มีพวกเขา เราเองก็คงไม่ได้เห็นนกเงือกสวยๆแบบนี้ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ

พี่แก้วที่ได้ประทานพรจากฟ้าได้มูลนกเงือกมา 1 กระบุง พร้อมขนนกกกเพื่อไปทำงานวิจัยต่อ สายอึดและอดทนต้องให้พี่แก้วเขาเลยค่ะ

หลังจากลงมาจากรังนกเงือกแล้ว เราก็ลงไปดูพี่ๆนักวิจัยเก็บตัวอย่างจากรังนกเงือกที่มาทำรังในสวนของชาวบ้านต่อ พอกลับมาที่พัก ก็มีเด็กๆแถวนั้นมาเรียนวาดภาพนกเงือกกับพี่ปรีดา โดยพี่ปรีดาให้เด็กๆเรียนฟรีนะคะ ที่บ้านพักนักวิจัย เราก็เลยไปนั่งดูและให้น้องๆสอนภาษายาวีให้เราซะเลย 555 เด็กๆน่ารักกันมาก พี่ปรีดาบอกว่า อนาคตเด็กพวกนี้ละเขาจะเป็นอีกแรงที่ช่วยอนุรักษ์นกเงือก “พี่ไปเที่ยวน้ำตกมั้ย” เจ้าหัวหน้าแก็งค์ตัวเล็กถามเราขึ้นมา รออะไรละพี่ไปด้วย 5555 พอไปถึงก็รีบโดดน้ำโชว์ให้เราดูทันที เรานั่งดูเด็กๆเล่นน้ำตกและหัวเราะไปกับเด็กๆ เขาดูสนุกและเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ตัวเราเองก็เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกรอบเลย

พอเรากลับมาที่บ้านพักนักวิจัย ก็เห็นพี่ไผ่ พี่โฟล์ค และพี่ปรีดากำลังคั่วกาแฟ พี่ปรีดาคั่วกาแฟขายเองค่ะ เงินที่ได้ส่วนหนึ่งก็สนับสนุนอุปกรณ์การเรียนวาดภาพของเด็กๆ โดยพี่ปรีดาจะวาดภาพลงซองที่บรรจุเมล็ดกาแฟเองเป็นรูปนกเงือกทุกถุงนะคะ ทุกคนสามารถอุดหนุนเมล็ดกาแฟจากพี่ปรีดาได้ ที่ facebook: Preeda Budo ได้เลยค่ะ เรายืนยันอีก 1 เสียงว่าเมล็ดกาแฟหอมและดีมากๆเลยค่ะ นอกจากนี้ทางมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกก็มีโครงการอุปการะครอบครัวนกเงือกนะคะ ถ้าใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ facebook: THAILAND HORNBILL PROJECT หนึ่งในนั่นคือ โกฝันได้อุปการะครอบครัวนกเงือกหัวแรดไปเรียบร้อย โดยทางมูลนิธิจะมีการส่งรายงานความคืบหน้าให้กับผู้อุปการะทุกๆปี เราจะได้รู้ว่าครอบครัวนกเขาเข้ารังเมื่อไหร่ ออกจากรังเหมือนไหร่ นอกจากนี้เงินที่ได้จากการอุปการะจะเป็นรายได้ให้กับผู้ช่วยนักวิจัย (ชาวบ้านที่ช่วยดูแลนกเงือก) ให้เขาได้มีรายได้ในการใช้ชีวิต เราอาจจะไม่มีโอกาสได้มาเห็นเขาด้วยตัวเองบ่อยๆ แต่เราสามารถสนันสนุนเขาให้อยู่กับเราไปนานๆได้นะคะ

น้ำตกปาโจ

“ปาโจ แปลว่า น้ำตก”

เขาบอกกันว่าตอนเช้าน้ำตกปาโจจะเปลี่ยนเป็นสีทอง เพราะกระทบกับแสงแรกของพระอาทิตย์ มีหรือเราชาวคณะจะพลาดไม่ไปดู 555 น้ำตกปาโจถือว่าเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ของบูโด มีน้ำตลอดทั้งปี ครั้งแรกที่ดูในรูปเรามองว่าคงไม่ใหญ่มากมั้ง แต่ที่ไหนได้ “แม่เจ้า” ของจริงใหญ่มากถ้าเทียบกับตึกก็ประมาณ 20 ชั้น แต่ของจริงสวยจริงๆค่ะ สวยแบบสวยอะ 555

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ พี่ปรีดา, พี่ปุ๊ก และพี่กัญญาก็พาไปเจอกับผู้ช่วยนักวิจัยนกเงือก (ชาวบ้านที่อดีตบางคนเคยเป็นพรานขโมยลูกนกเงือกแต่เปลี่ยนใจมาช่วยกันอนุรักษ์) ที่บ้านของ “แบมุ หรือ นิมุ รายอคารี” ที่นี่จะมีศาลาที่ชื่อว่า “ศาลานกเงือก

ขณะที่เรานั่งฟังพี่ๆประชุมเรื่องการเข้าโพรงรังของนกเงือก ก็มีคุณตาคนหนึ่งเดินมานั่งลงข้างๆเรา พร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ ทำให้ตัวเราเองก็อดไม่ได้ที่ต้องขอเข้าไปนั่งคุยด้วยสักหน่อย คำแรกที่คุณตาถามเราคือ กินข้าวมาหรือยัง? เรายิ้มรับและตอบกลับไปว่า “กินแล้วค่ะ” จากนั้นคุณตาก็เริ่มชวนคุยว่าเมื่อก่อน คุณตาเป็นคนพรานขโมยลูกนกเงือกมาก่อนนะ แต่มากลับใจตอนปี 2537 เพราะอ.พิไล มาบอกให้เลิกและชวนมาดูแลนกเงือกแทน หลังจากที่เล่าให้เราฟังจบก็อมยิ้มกับเรา และเริ่มเล่าเรื่องต่อ ว่าสมัยหนุ่มๆ ปืนต้นไม้เพื่อไปซ่อมโพรงรังนกเงือกเป็นว่าเล่น 555 คุณตายังคงเล่าเรื่องราวต่างๆในชีวิตให้เราฟัง เรารู้สึกสนุกและลุ้นไปกับทุกเรื่องเล่าของคุณตา คุยกันมาตั้งนานยังไม่รู้ชื่อคุณตาเลย  “คุณตาชื่ออะไรคะ” อืมมม “แบมุ” “นิมุ รายอคารี” คุณตาพูดพร้อมหันมายิ้มให้กับเรา

มัสยิดวาดีลฮูเซ็น หรือ  มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด 300 ปี)

มัสยิดที่นี่จะแตกต่างจากมัสยิดหลายๆที่เพราะ ที่นี่สร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง รูปทรงอาคารเป็นแบบไทยประยุกต์เข้ากับศิลปะจีนและมาลายู และที่สำคัญอยู่มานานถึง 300 ปีแล้วค่ะ 0.o

หาดบ้านทอน

หาดบ้านทอนนอกจากชายหาดสวย ทรายขาว ยังมีของเด็ดและดังในเมืองนราอย่าง “เรือกอและ” ที่นี่เขาใช้เรือกอและในการจับปลา ตอนเห็นเรือลอยอยู่กลางทะเลสวยมากๆเลยค่ะ ใครไปหาดบ้านทอนอย่าลืมแวะไปดูเรือกอและกันนะคะ

ถ้าจะให้เล่าเรื่องราวของนราก็คงจะยาวและเล่ายังไงก็ไม่จบ ถ้าเริ่มก็คงต้องเริ่มจาก คนที่นี่เรียกว่า นราธิวาส ว่า “นรา” คนที่นี้น่ารักกับเรามาก เขาเป็นกันเองและใจดี เราผูกพันกับที่นี้มาก ความรู้สึกดียังคงอยู่ในใจของเรา เราได้รู้เรื่องราวของนกเงือกเพิ่มมากขึ้น ได้รับรู้ว่าเขาสำคัญมากแค่ไหน อ.พิไลเคยพูดไว้ว่า “นกเงือกเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า” เขาเป็นมากกว่านกที่อาศัยในป่า เขาทำหน้าที่สร้างป่าให้เรา เขาควรค่าแก่การอนุรักษ์และรักษา เรื่องราวของที่นี่คงถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เราคงต้องบอกลานราและเดินทางต่อ

ขอบคุณพี่ปรีดา บูโด ที่คอยให้ความรู้ ทำให้รักและเข้าใจนกเงือกมากขึ้น สอนและเล่าในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ขอบคุณพี่ปุ๊ก, พี่กัญญา ที่ให้เด็กตาดำๆคนนี้ได้รู้จักนกเงือกมากขึ้นและมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ฝันไว้

ขอบคุณพี่โฟล์ค, พี่ไผ่ และพี่แก้ว ที่น่ารักกับเด็กคนนี้เสมอ

ขอบคุณโกฝันที่คอยสนับสนุนให้หนูได้ทำในสิ่งที่หนูชอบและรัก

ขอบคุณมามี๊ที่พร้อมจะลุยไปกับลูกในทุกที่ ที่หนูไปเลย

รักเธอนะนรา หวังว่าคราวหน้าเราจะได้เจอกันอีก


CHAPTER 3

BUDO-YALA


“มานิ แปลว่า มนุษย์”

สะพานโต๊ะกูแช-ฆอแย

สะพานข้ามทะเลสาบฮาลา-บาลา เราจะสามารถเห็นวิวของทะเลสาบแบบมุมกว้าง สวยมากๆเลยค่ะ ใครที่ขับรถมาเที่ยวเบตงแนะนำให้แวะถ่ายรูปที่นี่นะคะ รับรองได้ภาพสวยแน่นอนค่ะ

ทะเลสาปฮาลา-บาลา

หลังจากแวะถ่ายรูปที่สะพานข้ามทะเลสาบฮาลา-บาลาไปแล้ว พี่ๆ ก็พามารู้จักกับพี่หมึก แฟนและลูกๆของพี่หมึก พี่หมึกเป็นเจ้าหน้าเก็บกู้ระเบิดที่ยะลา พี่หมึกพาลงเรือเพื่อพาไปชมความสวยของทะเลสาบฮาลา-บาลา และแวะไหว้พระที่เกาะทวด ที่ใครหลายๆคนต้องมาขอพรจาก “ทวดบูเกี๊ยะ” ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่นับถือของคนที่นี

หลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเกาะเรียบร้อย ก็พากันลงเรือเพื่อกลับ ระหว่างทางก็ได้เจอกับ “มานิ หรือ โอรัง อัสลี” ที่ใครหลายๆ คนเรียกเขาว่า “ซาไก” ที่จริงเขาไม่ค่อยชอบให้เรียกว่า ซาไกเท่าไร เพราะซาไกในภาษามาเลเซียแปลว่า “ทาสผู้รับใช้” หากใครมีโอกาสเจอเขาให้เรียกเขาว่า “มานิ” นะคะ ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะได้เจอพวกเขาเหมือนกันค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ พี่ปรีดา พี่ปุ๊ก พี่กัญญาก็เล่าเรื่องของเขาให้ฟังอยู่บ้างว่าพวกเขามักจะชอบนำทางให้นักวิจัยนกเงือกเขาไปศึกษานกเงือกในป่าฮาลา-บาลาฝั่งจ.ยะลาบ่อยๆ เหมือนบุคคลที่เล่าถึงมาอยู่ตรงหน้าเลย ถือว่าโชคดีที่ได้เจอ เขากำลังจะกลับบ้านและขับเรือผ่านมาพอดี ทำให้เราได้เจอและได้พูดคุยกับเขาอยู่บ้าง

Skywalk Aiyerweng

มาเบตงมีหรือจะพลาดดูทะเลหมอกอัยเยอร์เวง หลายคนก็คงจะได้เห็นทะเลหมอกยามเช้า แต่กลับกันครั้งนี้เราไปดูตอน 15.00 น. ทุกคนอย่างสงสัยว่าจะสวยเหมือนตอนเช้าหรือ สำหรับเรา เราว่าสวยนะ สวยคนละแบบกับตอนเช้า อาจจะเพราะฝนกำลังจะตกด้วยทำให้เราเห็นฝนตกเป้นช่วงๆ เอาเป็นว่ามีเสน่ห์ทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเลยค่ะ

Cool Camping Resort

ที่จริงที่พักของเราก็เห็นวิวของหมอกสวยมากๆนะคะ ตื่นมาก็เจอกับทะเลหมอกเลยนะคะสวยมากๆค่ะ

สะพานแตปูซู

เป็นสะพานแขวนแบบพื้นไม้ อยู่ไม่ห่างจากจุดชมวิว skywalk เท่าไรนะคะ แต่ตอนเราไปคนเยอะ เดินไปได้ครึ่งสะพานก็เดินกลับเลยเลยกลัวสาพานจะหักเพราะเขารับน้ำหนักได้แค่ 50 คน แต่คาดจากตาแล้วน่าจะถึง 70 คนบนสะพาน

อุโมงค์ปิยะมิตร

อดีตที่นี่เป็นอุโมงค์ดินของขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายาสร้างขึ้น เพื่อใช้หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง พี่กัญญาบอกว่าเขาเอาจักรยานไปขี่ในอุโมงค์ได้เลยนะ ปัจจุบันเป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ นอกจากนี้หลังจากเดินชมอุโมงค์แล้วก็มีของเด็ดอีกอย่างค่ะคือ ต้นไทรพันปี เขาใหญ่และสวยมากใครไปอุโมงค์ต้องไปเยี่ยมเขาให้ได้นะคะ

บ่อน้ำร้อนเบตง

มาที่นี่ต้องขอมาต้มไข่สักหน่อย 55555 กินไข่ต้มบ่อน้ำร้อนกันค่ะ

ถ่ายยังไงให้ไข่หลุดโฟกัสนะหยก

Betong immigration

เที่ยวเบตงแบบใหม่ตามสไตล์ ตชด. 55555 พี่ปอนด์ที่เป็นตชด.เป็นคนพาเที่ยวเบตงและปัตตานี พี่ปอนด์สนิทกับพี่ปุ๊ก พี่กัญญา ทำให้ระหว่างที่เที่ยวยะลากับปัตตานีก็มีพี่ปอนด์นี้ละเป็นไกด์ให้ ดั่งที่เคยกล่าวไว้ว่า “มาเที่ยวกับตชด.ก็พามาทัวร์ตะเข็บชายแดนระหว่างไทยมาเลเซียนี้ละ” อ่าห์แปบๆแวะหลักเขต เอ้ย!! เจ๋งนะเว้ยหลักเขตยังใช้คำว่า “สยาม” อยู่เลยทุกคนคิดดูว่าตั้งแต่รัชกาลที่เท่าไร เราอย่างชอบอะ

อำเภอเบตง

ใครๆก็ต้องพูดถึงอำเภอสุดท้ายของไทยอย่าง “เบตง” มีหนังหลายๆเรื่องใช้เบตงเป็นสถานที่ถ่ายทำ ที่นี่ยังคงมีเสน่ห์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย จะให้ความรู้สึกเหมือนภูเก็ตสาขาย่อยก็ว่าได้ ของกินอร่อยและถ้าอยากกินก็มีแค่เฉพาะเบตงเท่านั้น พูดแล้วก็อยากกินไก่ต้มของพี่หมึกอีก 5555

วัดพุทธาธิวาส

วัดตั้งเด่นสง่าอยู่บนเนินเขามีพระธาตุเจดีย์ ศิลปกรรมแบบศรีวิชัยประยุกต์ ของจริงๆสวยมากเลยค่ะ ใครไปเบตงต้องแวะไปนะคะ ถ้าเดินจากหอนาฬิกาจะไม่ไกลนะคะสามารถเดินได้

วัดคูหาภิมุข หรือ วัดหน้าถ้ำ

เป็นวัดที่สำคัญของเมืองยะลา ที่นี่มีจุดเด็นสำคัญคือมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ปั้นด้วยดินเหนียวโดยใช้ไม้ไผ่เป็นโครง สร้างในสมัยศรีวิชัย ที่พระพุทธรูปแต่ละองค์สวยมากค่ะ


CHAPTER 4

YALA-PATTANI-BANGKOK


วัดช้างให้

“หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด”

เป็นวัดที่สร้างมานานกว่า 300 ปี ถือว่าเป็นวัดแรกที่หลวงปู่ทวดเป็นเจ้าอาวาส ที่นี่มักจะมีคนมาสักการะไม่ขาดสาย นอกจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ยังดังเรื่องของวัตถุมงคล พระเครื่อง หลวงปู่ทวด เขาเชื่อว่าหากใครมีไว้จะแคล้วคลาดปลอดภัย

มัสยิดกรือเซะ

“มัสยิดที่สร้างไม่เสร็จ”

มัสยิดที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี มีตำนานเล่าต่อกันมาเรื่องของการสร้างมัสยิดไม่เสร็จ เพราะ เชื่อว่ามัสยิดสร้างโดย ลิ้มโต๊ะเคี่ยม เป็นชาวจีนที่แต่งงานกับธิดาพระยาปัตตานี แต่ต่อมาน้องสาว (ลิ้มกอเหนี่ยว) ได้มาตามพี่ชายลิ้มโต๊ะเคี่ยมกลับบ้าน แต่ไม่สำเร็จเพราะได้ทำการสร้างมัสยิดขึ้น สุดท้ายเจ้าแม่ได้สาปแช่งไว้ขอให้มัสยิดสร้างไม่เสร็จ และผูกคอตายใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ต่อมามัสยิดก็ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ เมื่อสร้างต่อก็จะมีเหตุให้ต้องสร้างไม่เสร็จ คนที่นี่จึงนับถือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่าศักดิ์สิทธิ์ ได้บูชาเจ้าแม่และนำต้นไม้ที่เจ้าแม่ผูกคอตายมาทำการแกะเป็นรูปบูชา

แหลมตาชี

“ปลายสุดแหลมตาชี”

แหลมตาชีเกิดจากการก่อตัวของสันทรายที่ยื่นออกไปในทะเลลักษณะแบบจะงอย ปลายแหลมจะเจอเรือประมงคอยหาปลาเสมอ ที่นี่สวยและเงียบมากค่ะ เขาจะอยู่จนสุดปลายของชายทะเลเลย สุดแบบรถไม่สามารถวิ่งไปต่อได้แล้ว

สกายวอล์คหลังสวนปัตตานี

สกายวอล์คที่นี่จะแตกต่างจากที่อื่นเลยค่ะ เพราะวิวจะเป็นป่าชายเลน ที่นี่เหมาะมากกับการนั่งส่องนกตอนเช้า มีนกหลายสายพันธุ์ให้ดูและทำให้เราเพลินไปกับเขาเลยค่ะ

มัสยิดกลาง

มัสยิดกลางมีต้นแบบมาจากทัชมาฮาล หากมาปัตตานีก็ต้องแวะ ถ้าไม่แวะก็เหมือนมาไม่ถึง ที่นี่สวยจริงๆค่ะ สวยแบบมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะถ่ายตรงไหนก็ยังสวยอยู่เสมอ

ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

“ความศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองปัตตานี”

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตาโชคลาภ ค้าขาย ในทุกๆปีจะมีประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่จะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี

ในตลอดระยะเวลาที่ได้อยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราได้อะไรกลับไปเยอะมาก เอาจริงหลายคนถามว่าที่นี่น่ากลัวมั้ย เราก็คงตอบไปว่าก็ยังมีหวั่นใจอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกับความสวย และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า คนที่น่ารักกับเรา ของกินอร่อย เราก็ถือว่าคุ้มที่ครั้งหนึ่งเคยมา “โอกาสมันมักจะมีไม่บ่อย” คำพูดของมามี๊ที่คอยพูดเสมอเมื่อเราไม่กล้าที่ลองทำอะไรสักอย่าง คงต้องถึงเวลาบอกลา 3 จังหวัดชายแดนใต้แล้ว เราหวังว่ากระทู้นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้เริ่มทำในสิ่งที่ไม่กล้า ให้กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและรักนะคะ สุดท้ายภาพที่ถ่ายไปอาจจะไม่ค่อยสวยเท่าที่ควร เพราะมาจากฟิล์ม ขอฝากภาพฟิล์มที่ถ่ายมาแสนกากๆของเราเอาไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ หวังว่าคราวหน้าเราจะได้เจอกันอีกนะ นรา ยะลา ตานี

ขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่เข้ามาตั้งใจ หรือหลงเข้ามาก็ดีนะคะ 555

ขอบคุณพี่ปุ๊กและพี่กัญญาที่พาเด็กตาดำๆคนนี้ไปเที่ยวนะคะ

ขอบคุณพี่ปอนด์ พี่ชุม พี่กอล์ฟ พี่หมึกและครอบครัวที่พาเที่ยว และดูแลดีด้วยนะฮะ

ขอบคุณโกฝันที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวครั้งนี้ให้กับหนูนะคะ

ขอบคุณมามี๊ที่ไปเที่ยวกับลูกได้ตลอดไม่เคยบ่นเลย 555

สุดท้ายนี้ขอบคุณนะ นรา ยะลา ตานี

รักเธอนะ นรา ยะลา ตานี

ความคิดเห็น