ตามหาหัวใจที่หมู่บ้านอีต่อง รีวิวโดย YOKMiSTerL

น้ำพุร้อนหินดาด ตลาดอีต่อง โบอ่องเจดีย์ ราชินีปูไทย เพลินใจแควน้อย เกินร้อยภูผา งามสุดตาเขื่อนวชิราลงกรณ “หยุดยาวไปเที่ยวไหนกันดี” คงเป็นคำถามยอดฮิตของทุกๆ คน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากให้รางวัลกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้คำตอบสักที่ว่าจะไปไหน&nbs

ตามหาหัวใจที่หมู่บ้านอีต่อง

ตามหาหัวใจที่หมู่บ้านอีต่อง

 วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 18.28 น.

 วันที่เดินทาง 20 พ.ย. 2563

น้ำพุร้อนหินดาด ตลาดอีต่อง โบอ่องเจดีย์ ราชินีปูไทย เพลินใจแควน้อย เกินร้อยภูผา งามสุดตาเขื่อนวชิราลงกรณ



“หยุดยาวไปเที่ยวไหนกันดี” คงเป็นคำถามยอดฮิตของทุกๆ คน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากให้รางวัลกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้คำตอบสักที่ว่าจะไปไหน เป็นจังหวะพอดีกับคลิป “อาสาพาไปหลง” ของพี่ว่านไฉ อัพคลิปไปเที่ยวบ้านอีต่อง ที่ใครอีกหลายๆ คนสงสัยว่าชื่อหมู่บ้านอะไรนะ! มันมีในประเทศไทยหรือวะ 555 บ้านอีต่อง ที่มีเหมืองปิล๊อก อยู่ในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หมู่บ้านที่เป็นทางผ่านสำหรับคนที่จะไปเดินป่า อย่าง “เขาช้างเผือก” ยอดนิยมของนักเดินป่า และจองยากมากกก พอเห็นคลิปของพี่ว่านไฉ ที่พาไปเที่ยวเราก็ขอปักหมุดทันที พร้อมชวนทุกคนไปเที่ยวด้วยกันซะเลย แผนการเดินทางครั้งนี้ไป 2 วัน 1 คืนค่ะ โดยมีสมาชิกผู้ร่วมเดินทางกัน 4 คน 

20 พฤศจิกายน 2563: กรุงเทพฯ - บขส.กาญฯ – ตลาดทองผาภูมิ – บ้านอีต่อง

 เราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่ 05.00 น. โดยเรานั่งรถ mini bus รอบแรก ของ “กาญจนบุรีเอ็กซ์เพรส” ราคาอยู่ที่ 120 บาท/คน ที่หมอซิต (สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก) โดยเราสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ หรือจะเข้ามาซื้อที่ขึ้นรถเลยก็ได้นะคะ เราใช้เวลา 2 ชม. ก็มาถึงที่ บขส.กาญฯ ตอน 07.00 น. จากนั้นเราต้องต่อรถจาก บขส.กาญฯ ไปลงตลาดทองผาภูมิต่อค่ะ โดนรถที่เรานั่งจะเป็นรถหวานเย็นหรือรถแดง เป็นรถคันเดียวกันที่วิ่งไปถึงสังขละบุรี เสียงคุณลุงประจำรถตะโกนเรียก ผู้โดยสาร “รถไปไทรโยค ตลาดทองผาภูมิ ถึงสังขละ ออก 07.15 นะจ๊ะ” 5555 รออะไรค่ะ กระโดดขึ้นรถต่อโล้ด แนะนำ เข้าห้องน้ำก่อนขึ้นรถนะคะ เพราะต้องนั่งรถอีกนานค่ะ ส่วนค่ารถก็จ่ายที่คุณลุงคนเดิมที่เรียกผู้โดยสารเมื่อกี้ เลยค่ะ จ่ายเพียง 80 บาท แต่วิวสองข้างทางราคาหลักล้านค่ะ สวยมากๆ แต่ที่แปลกของรถแดงหรือรถหวานเย็นคือ คันที่เรานั่งไม่มีแอร์ แต่ลมกลับเย็นตลอดทางค่ะ ทั้งที่แดดออกแรงมาก ที่แน่ๆ คือไม่ต้องกลัวไปไม่ถึงที่หมายก็คุณลุงคนเดิมจะคอยตะโกนบอกว่าถึงไหนแล้ว ไม่ว่าใครจะไปบ้านอีต่อง หรือไปสังขละบุรี แนะนำให้นั่งรถแดงหรือหวานเย็นมานะคะ ได้บรรยากาศไปอีกแบบค่ะ

หลังจากนั่งรถแดงกันจนเมื่อยตูดในที่สุดประมาณ 10.30 น. เราก็มาถึงตลาดทองผาภูมิกันแล้วจ้า พอถึงเราก็จะเจอท่ารถเหลืองเข้าไปบ้านอีต่อง รอบรถเหลืองที่เข้าบ้านอีต่องมีเพียง 4 รอบ/วัน (10.30,11.30,12.30 และ 13.30 น.) ปล.แต่ถ้ารถเหลืองรอบไหนเต็มแล้วก็จะออกรถเลยนะคะ ตอนที่เราไปถึงเจอรถเหลืองจอดรอ 2 คัน ก็เลยแวะไปเข้าห้องน้ำก่อน สุดท้ายเลยไม่ทันรถรอบ 10.30 น. ทั้ง 2 คัน ก็เลยต้องรอรถรอบ 11.30 น.แทน แต่ แต่ แต่ รถเรากลายเป็นรอบสุดท้ายของวันไป เพราะรถเหลืองรอบสุดท้ายมีคนเหมาไปแล้ว ทำให้วันนั้นรถจาก 4 รอบ เหลือเพียง 2 รอบ เท่านั้น ปล.หากใครเดินทางมาเผื่อเวลาไว้เยอะๆหน่อยนะคะกันเราพลาดรถเหลืองเพราะหากพลาดรถเหลืองต้องเหมารถขึ้นไปหมู่บ้านค่ะ (เหมาก็ประมาณ 1,000-2,000 บาท ราคาขึ้นอยู่กับช่วงเทศกาล) ค่าเสียหายสำหรับรถเหลืองอยู่ที่ 70 บาท/คน นะคะ ในระหว่างทางที่เข้าไปบ้านอีต่อง กำลังซ่อมแซมถนนแนะนำนะคะใครนั่งรถเหลืองเข้าไปให้พกเสื้อคลุม หรือผ้าคอยคลุมตัวและหัวไว้นะคะ เพราะมันมีฝุ่นไปเกือบตลอดทาง คือลงจากรถกลายเป็นแม่เฒ่าไปเลยค่ะ 555 หรือหากใครมี shower cap ก็เอามาใช้ได้นะคะ 555

ทุกคนเห็นเหมือนกันใช่มั้ยคะ ระหว่างนิ้วคนขับรถเหลืองคีบอะไรบ้างอย่าง “ยาดม” 55555 คนขับคีบยาดมค่ะ เนื่องจากการไปบ้านอีต่องต้องผ่าน โค้งถึง 399 โค้ง ก็ต้องมีบ้างค่ะ ใครเมารถอย่าลืมพกยาแก้เมารถมาด้วยนะคะ หลังจากนั่งรถกันมาได้สักพักเขาจะจอดรถเพื่อพักรถประมาณ 20 นาที ค่ะ ทุกคนสามารถแวะเข้าห้องน้ำ และถ่ายรูปกันก่อนได้นะคะ วิวสวยมากก

ในที่สุดเราก็มาถึงบ้านอีต่องกันแล้วค่ะ หลังจากนั่งรถกันมาถึง 3 ต่อ นานถึง 9 ชม.เต็ม T^T เนื่องจากทุกคนยังไม่ได้กินข้าวกันตั้งแต่เช้า ก็เริ่มมือไม้สั่นกันไปตามๆกัน 5555 ก็เลยเอาปลาเก๋า (กระเป๋า) ไปฝากที่พักกันก่อนค่ะเพราะที่พักเขาให้เช็คอินได้ตอน 14.00 น. ครั้งนี้เราไปพักที่ “ผาแปโฮมสเตย์” ห้องคืนละ 1,000 ค่ะพักได้ 2 คน/ห้อง รวมค่าอาหารเช้าแล้ว หลังจากฝากกระเป๋าก็ข้ามไปฝั่งตรงข้ามที่พักเป็น “ครัวเจ๊ณี” ร้านอาหารที่ดังในบ้านอีต่อง เน้นอาหารทะเลที่ได้มาจากทะเลพม่า ไปครั้งนี้เลยสั่งอาหารจานเดี่ยวกันมากินค่ะเนื่องจากตอนที่ไปครัวกำลังจะปิดพอดีเลยคิดว่าสั่งอาหารจานเดี่ยวมากินน่าจะเร็วกว่าสั่งเป็นกับข้าวมากินกัน

หลังจากกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาเช็คอินพอดีเลยค่ะ “ผาแปโฮมสเตย์” เป็นที่พักค่อนข้างดีเลยค่ะ แต่ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูงค่ะ เพราะห้องไม่เก็บเสียง เสียงแต่ละห้องสามารถได้ยินเลยค่ะว่าคุยอะไรกัน แต่ถือว่าสะดวกในการเดินทาง เพราะอยู่ในตลาดอีต่องเลยค่ะ หาง่ายและเป็นจุดศูนย์กลางที่มีทุกอย่าง และเจ้าของเป็นกันเองค่ะ

หลังจากกินข้าวกันเสร็จก็ต้องมาเดินย่อยกันสักหน่อย ระหว่างที่เดินย่อยก็คิดกันว่าตอนเย็นจะเดินขึ้น “เนินช้างศึก” เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินกัน แต่ไปถามคนท้องที่ คนท้องที่แนะนำว่าไม่ให้เดินตอนเย็นนะคะ เพราะอันตรายตอนขากลับลงมา พี่ๆเขาแนะนำให้เดินตอนเช้าปลอดภัยกว่าเดินตอนเย็น พวกเราเลยต้องเปลี่ยนแผนมาเป็น ขึ้นรถไปแทน เราสามารถติดต่อรถเหลืองเพื่อขึ้นไป “เนินช้างศึก” ได้นะคะไป-กลับคนละ 50 บาท หรือที่พักบางที่ เขาอาจมีบริการสามารถสอบถามที่พัก ที่เราเข้าพักได้ค่ะ ไม่แนะนำคนที่ขับรถเก๋งคันเล็ก ขับขึ้นเนินนะคะ เพราะหลุมระหว่างทางค่อนข้างใหญ่แนะนำให้ขึ้นไปกับรถรับจ้างดีกว่าค่ะ หลังจากนัดแนะเวลากับรถรับจ้างแล้วก็เลยเดินเล่นรอเวลากันซะหน่อยค่ะ


เหมืองปิล๊อก


    มาบ้านอีต่อง ไม่พูดถึงเหมืองปิล๊อกก็เหมือนมาไม่ถึง เหมืองแร่ดีบุกที่เคยรุ่งเรืองเมื่อครั้งในอดีต ยังคงทิ้งความทรงจำ และร่องรอยของเครื่องมือเก่า ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น ทางเข้าเหมืองจะตรงข้ามกับซุ้มประตูบ้านอีต่องเลยค่ะ เดินเข้ามาสักพักจะเจออุปกรณ์สำหรับงานในเหมือง เดินตรงไปอีกสักพักจะเจอบ่อปลาคราฟ ที่มีตัวแย่งซีนอย่าง ลูกอ๊อดที่ตัวใหญ่ พอๆกับลูกปลาเลยค่ะ ว่ายแข่งกับปลาคราฟสวยๆ 555 นอกจากนี้ก็จะมีไกด์ประจำถิ่นไปทุกที่ ที่นักท่องเที่ยวไป เจ้าตัวสีน้ำตาลมีทั่วตลาดอีต่องเลยค่ะ สามารถดีลค่าจ้างลูกชิ้น 1 ไม้ ให้พาเที่ยวได้เลยนะคะ ตอนเช้ายังพาพวกเราเดินขึ้นเนินช้างศึกอยู่เลยค่ะ 5555 เดินเข้าไปอีกก็จะเจอน้ำตกเล็กๆ สามารถเดินถ่ายรูปได้ค่ะ สวยทุกมุม ถ้ามาในช่วงปลายฝนน่าจะเจอหมอกลงสวยไปอีกแบบค่ะ


วัดเหมืองปิล๊อก


หากเรามาถึงบ้านอีต่อง ภาพแรกที่เห็นเด่นมาแต่ไกลเลยคือ พระพุทธรูปปางนาคปรก สวยมากหากมองจากตลาดค่ะ นอกจากนี้ที่วัดยังมีองค์เจดีย์ ซึ่งเราสามารถเดินขึ้นไปสักการะได้นะคะ โดยองค์เจดีย์กับ พระพุทธรูปปางนาคปรกทางขึ้นสักการะจะคนละทางกันนะคะ วิวระหว่างทางสวยมากค่ะ โดยเฉพาะทางที่ขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปปางนาคปรก เราจะเห็นวิวของเนินช้างศึกด้วยนะคะ


เนินช้างศึก


หลังจากลงมาจากวัดเหมืองปิล๊อก นัดพี่ๆเขาไว้ตอน 17.00 น. เพื่อขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่เนินช้างศึกกันค่ะ ในระหว่างทางที่ขึ้นไปข้างบนข้างทางสวยตลอดทางเลยนะคะ ให้บรรยากาศเหมือนกำลังเดินอยู่บนสันเขาเลยค่ะ สวยมากๆ หายเหนื่อยจากการนั่งรถเลยค่ะ วิวนี้ถือว่าเป็นของขวัญปลายปีให้กับตัวเองได้ดีเลยค่ะ หลังจากรอมาสักพัก พระอาทิตย์กำลังตกลงเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกถึงขอบฟ้าค่ะเพราะเมฆมาบังซะงั้นเลยอดบ๊ายบายคุณพระอาทิตย์เลยค่ะ

หลังจากที่ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เหมือนมีใครมาปล่อยคิวหมอกเลยค่ะ คือหลังจากที่พระอาทิตย์ถูกเมฆบังไปแปบเดียวนับ 1 2 3 หมอกลงค่ะ ลงแบบเหมือนมีสวิตซ์เปิด-ปิดได้ 555 สวยงามมมมมค่ะ

หลังจากที่ลงมาจากเนินช้างศึกมาทุกคนก็เริ่มหิวกันแล้ว ก็เลยมานั่งกินหมูกระทะเจ้าดังของบ้านอีต่องสักหน่อยค่ะ “ครัววิวสุดแดน” ที่นี้เขามีหมูกระทะหลายแบบทั้งชุดเล็ก ชุดใหญ่ และที่สำคัญค่ะ อร่อยและถูกโคตรรรรค่ะ 555 มันดีต่อใจมาก แนะนำหากใครไปกิน รีบไปหน่อยนะคะเพราะร้านคนเยอะค่ะ

หลังจากกินหมูกระทะเสร็จก็ต้องมาเดินย่อยกันสักหน่อยค่ะ เราก็เลยเดินไปสะพานเหมืองแร่กันค่ะ เพราะที่นี่เขาดังเรื่องการถือตะเกียงเจ้าพายุ สามารถซื้อถือถ่ายรูปคู่กับแผ่นไม้ที่แขวนสวยๆ ได้ค่ะราคา 30 บาท แต่หยกสายประหยัดพกตะเกียงจิ๋วไปเองเลยเอามาใช้เป็นพร็อพถ่ายรูปแทนตะเกียงเจ้าพายุซะเลยค่ะ 555

‘’ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาวชัดเจน” แอบเสียดายทางช้างเผือกเบาเบาค่ะ วันที่ไปไม่ขึ้นซะงั้น TT


21 พฤศจิกายน 2563: กลับบ้าน

    ขณะนี้เวลา 05.00 น. ทุกคนตื่นกันมาเพื่อขึ้น “เนินช้างศึก” กันอีกรอบค่ะ ฟังไม่ผิดขึ้นไปอีกรอบค่ะ แต่รอบนี้เปลี่ยนวิธีเป็นเดินขึ้นแทน เมื่อวานนั่งรถกันแล้ว เช้านี้เดินแทนเพราะเงินในเป๋าตังค์หมดแล้ว 5555 เส้นทางที่ใช้เดินเป็นเส้นทางเดียวกันกับเส้นทางที่ไปอุโมงค์เก่าเลยนะคะ เขาจะมีป้ายบอก “ทางขึ้นเนินช้างศึก 1.2 กม.” ในระหว่างทางเราสามารถเห็นวิวของบ้านอีต่องได้ด้วยสวยตลอดทางเลยค่ะ ทางเดินก็ไม่ได้ลำบากนะคะ แนะนำเลยค่ะ เพราะไม่ค่อยมีคนเดิน แนะนำเลยนะคะว่าคุ้มกับความเหนื่อยที่เสียไปค่ะ

หลังจากเดินมาได้ครึ่งทางเราจะเจอกับป้ายที่เขียนว่า “อุโมงค์เก่า” ค่ะ ทุกคนคงสงสัยใช่มั้ยคะว่าพวกเราจะเข้าไปหรือวะ น่ากลัวขนาดนี้! ตอบเลยว่าเข้าค่ะ โดยมีผู้นำคือพี่ปู ผู้ชำนาญการ ตามมาด้วยสมาชิกอีก 3 คน ครั้งแรกที่เข้าไปจะได้ยินเสียงตะโกนจากผู้ชำนาญการตลอดว่า “มีจิ้งจกด้วยนะ” “มีค้างคาวด้วยนะ” สักพักลูกทีมคนสุดท้ายเห็นตัวอะไรไม่รู้ดำๆที่พื้นของอุโมงค์พร้อมตะโกนบอกว่า “ตุ๊กแกตัวโคตรใหญ่เลยพี่” เท่านั้นละค่ะ วงแตกกกก วิ่งออกมากันแทบจะไม่ทัน 555 ขออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตุ๊กแกค่ะ ไม่ไหวววจะเป็นลม ขอดมยาดมแปบ เป็นอันว่าต้องพับความอยากรู้ว่าปลายอุโมงค์เก่ามีอะไร หากใครไปถึงปลายอุโมงค์แล้วอย่าลืมกลับมาเล่าให้ฟังหน่อยนะคะ 555

ในที่สุดดดดดก็ถึงเนินช้างศึกค่า ถือว่าคุ้มมากสำหรับการเดินขึ้นมาเนินช้างศึกค่ะ วิวสวยหลักล้านมาก นอกจากนี้อากาศก็ดีมาก มีเสน่ห์คนละแบบกับตอนนั่งรถมามากเลยค่ะ หากใครมาที่นี่ต้องมาลองเดินขึ้นกันนะคะระหว่างทางดอกไม้ก็สวยค่ะ

หลังจากที่เราลงมาจากเนินช้างศึกแล้วก็ขอแวะมาที่ “สะพานเหมืองแร่” มาเก็บภาพก่อนกลับจากเมื่อวานที่มากันตอนดึกๆ ที่สะพานเราสามารถซื้อป้ายมาเขียนและผูกแถวบริเวณนั้นได้นะคะ ราคา 20 บาท

เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้วท้องก็เริ่มโวยวายหิวแล้ว พวกเราก็เลยรีบเดินกลับมาที่พัก เพื่อกินข้าวเช้ากันค่ะ ข้าวต้มที่ผาแป ดีมากกกค่ะ เราชอบไข่มากกกก เขาทำสวยมากเจาะไข่แดงข้างในเยิ้มกำลังดีเลยค่ะ พูดแล้วก็หิว อยากกิน 555 

ก่อนหน้านี้เราทำการโทรหา “คุณลุงจันทร์” เพื่อขอเหมารถเหลืองเพื่อลงไปตลาดทองผาภูมิ เพราะว่ารอบรถเหลืองขากลับมาตลาดทองผาภูมิที่มี 4 รอบ/วัน (06.30, 07.00, 07.30 และ 08.00 น.) รอบสุดท้ายหมดตอน 08.00 น. ปล.ตอนนั้นหนูยังวิ่งหนีตุ๊กแกอยู่เลยค่ะ 555 พอดีกับที่เราได้เบอร์คุณลุงจันทร์จากเว็บที่เขาแนะนำไว้ ก็เลยโทรคุยกับคุณลุงไว้พร้อมนัดคุณลุงตอน 10.00 น. โดยระหว่างทางคุณลุงจะพาแวะเที่ยวไปเรื่อยๆระหว่างทางไปด้วย ราคาอยู่ที่ 2,000 บาท/4 คน เราสามารถคุยกับคุณลุงได้นะคะ หากไม่ได้มาในช่วงหน้าเทศกาลอาจถูกกว่านี้ ใครที่มากันหลายๆคน หารกันคุ้มมากกเลยค่ะ คุณลุงจันทร์น่ารักมาก เป็นกันเองและคุยสนุก 555 ใครอยากได้เบอร์เดียวจะแปะไว้ให้นะคะ
เบอร์โทรคุณลุงจันทร์นะคะ 092-549709


น้ำตกจ๊อกกระดิ่น


ที่แรกที่คุณลุงจันทร์พาแวะคือ น้ำตกจ๊อกกระดิ่น น้ำตกตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ค่าเข้าจะอยู่ที่ 40 บาท/คน จ่ายครั้งเดียวเราสามารถเข้าไปอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้เลยโดยไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มนะคะ ถ้าหากเราขึ้นมาจากตลาดทองผาภูมิน้ำตกจะถึงก่อนบ้านอีต่อง ในช่วงนี้ยังไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำที่น้ำตกนะคะ


อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ


หลังจากออกจากน้ำตก ขับมาอีกไม่ไกลก็จะเจอกับป้ายอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิใหญ่เด่นมาแต่ไกล เราสามารถไปดูจุดชมวิวของอุทยานได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิว “เนินกูดดอย” “เนินช้างเผือก” รวมไปถึงบ้านทาร์ซาน ที่ดังมากของอุทยาน หรือหากใครอยากใกล้ชิดกับธรรมชาติก็สามารถนำเต็นท์มากางได้นะคะ หรือใครไม่ได้เอาเต็นท์มาก็สามารถเช่าของอุทยานได้เหมือนกัน


เขื่อนวชิราลงกรณ


จากคำขวัญของอำเภอทองผาภูมิ กล่าวถึงเขื่อนวชิราลงกรณ จะไม่มาก็คงจะเหมือนมาไม่ถึงอีกเช่นกัน หากใครมาก็สามารถแวะได้นะคะก่อนกลับลงไปตลาดทองผาภูมิเพราะเป็นทางผ่านสามารถแวะถ่ายรูป รับลมชิวๆ ก่อนได้ คำเตือน ระวังลิงที่เขื่อนนะคะค่อนข้างดุ ที่สำคัญเจ้าหน้าบอกว่าลิงไม่ชอบเด็กและผู้หญิงนะคะ ระวังแย่งของจากมือด้วยนะคะ ปล.จะมีป้ายเตือนไม่อนุญาตให้อาหารลิงนะคะ เพราะเป็นการสร้างนิสัยให้ลิงคิดว่าคนจะเอาอาหารมาให้ ทำให้เขาอาจทำร้ายนักท่องเที่ยวแบบไม่ตั้งใจ เราต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีเคารพเจ้าบ้านนะคะ (ลิง)

ขากลับเราลงไปที่ตลาดทองผาภูมิเหมือนเดิมนะคะ หากใครจะไปสังขละสามารถรอรถแดงหรือหวานเย็นเพื่อไปสังขละต่อได้นะคะ ส่วนคนที่จะกลับไปบขส.กาญฯ ก็สามารถขึ้นป้ายตรงกันข้ามกับตอนมาได้เลยนะคะ รถจะมาห่างกันคันละ 1 ชม. แนะนำนะคะหลังจากเราลงรถแดงเพื่อต่อรถกลับกรุงเทพฯ แนะนำว่าให้ไปซื้อตั๋วบริษัทรถที่เราต้องการนั่งกลับที่จำหน่ายตั๋วดีกว่านะคะ

การไปอีต่องครั้งนี้เป็นการชาร์ตพลังให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ได้ออกไปมองความคิดที่แตกต่าง ได้ออกไปเรียนรู้ในสิ่งที่บ้างทีอาจไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ ไปเที่ยวทุกครั้งก็พบว่าเราโคตรเหมือนคนตัวเล็กบนโลกใบใหญ่ตลอดเลยค่ะ เราหวังว่ารีวิวครั้งนี้จะทำให้ทุกคนอยากมาตามหาหัวใจที่หมู่บ้านอีต่อง เหมือนเรานะคะ


ขอบคุณสมาชิกผู้ร่วมเดินทาง (พี่ปู, แม่รัตน์ และพี่เบส)
ขอบคุณทุกคนที่คอยให้ความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง
ขอบคุณคนที่รีวิวก่อนหน้านี้ ได้รีวิวจากหลายๆคน 555
ขอบคุณตัวเองที่กลับมาเขียนรีวิว หลังจากห่างหายไปนานมาก
ขอบคุณคนอ่านทุกท่าน
ขอบคุณนะหัวใจ

ความคิดเห็น