Roam around France and Italy : เที่ยวตาม(หัว)ใจ พี่ใหญ่กับหนูเล็ก#17

Piyai&Noolek

ความเดิมตอนที่แล้วหนูเล็กและพี่ใหญ่รอลูกทัวร์ฟื้นคืนชีพหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เพื่อออกสำรวจมิลานกัน

https://th.readme.me/p/7256

หลังจากลูกทัวร์ทุกคนฟื้นคืนสติสัมปชัญญะ หนูเล็กก็จัดการอัดโปรแกรมทัวร์ให้ในทันที เวลาและวารีไม่เคยรอท่าเพราะพรุ่งนี้เราก็ต้องจาก Milano หรือมิลานไปยังเมืองถัดไปอีกแล้ว ทัวร์พี่ใหญ่กับหนูเล็กมันทัวร์หัวหกก้นขวิด ต้องเที่ยวกันให้มันสุดๆ ไม่หมดสภาพก็ไม่ล้มเลิกกลางคันง่ายๆ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากจะทำร้ายลูกทัวร์รวมทั้งตัวเองค่ะ แต่เมื่อสู้อุตส่าห์เดินทางกันมาถึงนี่แล้วจะมานั่งๆ นอนๆ ราวกับแค่เปลี่ยนที่กินที่นอนไปเพื่ออะไรกัน หนูเล็กก็อยากให้ทุกคนได้รับสิ่งดีๆ กลับไปให้คุ้มค่าที่สุดเท่านั้นเอง

จากที่พักเราเดินไปเริ่มต้นกันที่ Milano Centrale จากนั้นก็เดินชมบ้านชมเมืองไปตามถนน Via Vittor Pisani เข้าสู่ถนน Via Daniele Manin และ Via Alessandro Manzoni ดูตึกรามบ้านช่องชื่นชมเมืองมิลานอย่างตื่นตาตื่นใจ อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าๆ ตกแต่งประดับประดาด้วยศิลปะแบบต่างๆ สมแล้วกับที่ดินแดนแถบนี้ขึ้นชื่อเรื่องความรุ่มรวยทางศิลปะ

มีรถรางวิ่งผ่านหน้าที่พักเลยค่ะ

รูปทรงเก่าๆ ก็มี

สถานีรถไฟ Milano Centrale ที่พรุ่งนี้เราจะมาใช้บริการค่ะ

"มิลาน (Milan) " หรือที่คนอิตาเลียนเรียกว่า " มิลาโน (Milano) "เป็นเมืองหลวงทางแฟชั่นของโลกแข่งกับปารีสในประเทศฝรั่งเศส เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของอิตาลี เป็นเมืองหลักของแคว้น Lombardy ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะไม่แพ้เมืองอื่นๆ ของอิตาลีอย่าง Florence หรือ Rome บางคนรู้จักมิลานเพราะเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Alfa Romeo แต่ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วก็น่าจะสโมสรฟุตบอล Internazionale Milano และ A.C.Milan

พวกเราเดินกันมาจนถึงบริเวณ Piazza della Scala บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของรูปปั้นของ Leonardo da Vinci (Statua di Leonardo da Vinci) ซึ่งเป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นทั้งสถาปนิก นักดนตรี นักกายวิภาคศาสตร์ นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร เขามีผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น ที่โด่งดังคือ ภาพวาด "พระกระยาหารมื้อสุดท้าย" (The Last Supper) และ "โมนาลิซ่า" (Mona Lisa)

รูปปั้นลีโอนาโด ดาวินชี

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง "พระกระยาหารมื้อสุดท้าย" นี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากถูกวาดด้วยปูนเปียกบนผนัง (เรียกวิธีการนี้ว่า Fresco) อยู่ในโบสถ์ Santa Maria delle Grazie ในมิลานนี้ละ แต่เราไม่มีเวลาไปชม ส่วนภาพโมนาลิซ่า เป็นภาพวาดสีน้ำมันที่วาดในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ของจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Louvre ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่พวกเราได้แค่ไปยืนถ่ายรูปกับ Pyramid แก้วด้านหน้าเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์ลีโอนาโด ดาวินชี

และแล้วเราก็เดินมาถึงจุดหมายแรกของบ่ายวันนี้ค่ะ Galleria Vittorio Emanuele II ยอมรับเลยว่าที่นี่สมดังคำร่ำลือที่ว่าเป็นช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่สวยงามที่สุดในอิตาลี สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 เพื่อเฉลิมฉลองการรวมประเทศ ชื่อของสถานที่ตั้งตามชื่อผู้ที่เสด็จมาเปิดคือ พระเจ้า Vittorio Emanuele II หากแหงนหน้ามองภาพที่เรียงรายรอบๆ โดมจะเห็นเป็นภาพเกี่ยวกับการรวมประเทศ โทนสีของอาคารเน้นสีทองเป็นหลักทำให้ทั้งอาคารดูมลังเมลืองงดงามอย่างที่สุด ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องผ่านลงมายังกระจกและโดมแก้วแล้ว ยิ่งขับให้ด้านในสุกสว่างอลังการมาก ที่นี่นับเป็นอาคารหลังแรกๆ ในยุโรปที่ใช้กระจกและโครงเหล็กในการก่อสร้าง ภายในเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านกาแฟ และร้านอาหารต่างๆ มากมาย ร้านขายสินค้าแบรนด์เนมก็มีไว้รอให้มาจับจ่าย ใครอยากเข้าเฝ้าพระเจ้า Louis Vuitton แบรนด์เนมราคาแพงระยับก็เรียนเชิญได้เลยค่ะ

Galleria Vittorio Emanuele II ชอปปิ้งอาเขตอันแสนวิจิตรตระการตา

และอย่ามัวแต่เดินแหงนหน้ามองความงดงามที่ด้านบนหลังคาโดมนั้นอย่างเดียว เพราะที่พื้นก็ตกแต่งไว้ด้วยโมเสกเป็นรูปต่างๆ ที่งดงามมากๆ มีโมเสกหนึ่งที่มีความหมายเกี่ยวกับกับรวมประเทศ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่ากับโมเสกรูปวัวที่อยู่ทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศเดียวกับเมือง Torino ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงชั่วคราวตั้งแต่ปี ค.ศ.1861-1865 ที่ทำเป็นรูปวัวก็เพราะชื่อเมืองแปลว่าวัวน้อย สาเหตุที่โมเสกนี้ได้รับความสนใจมากมายเป็นเพราะบอกเล่าต่อๆ กันมาจนกลายเป็นความเชื่อไปแล้วว่า ถ้าใครก็ตามได้บดขยี้ เอิ่ม..เอิ่ม...พวงสวรรค์ของวัวตัวนี้น่ะค่ะ เขาว่าจะโชคดี และวิธีการที่ถูกต้องก็ไม่ใช่แค่บดขยี้ธรรมดานะคะ ต้องบดขยี้อย่างรุนแรงและหมุนตัวไปรอบๆ ทั้งหมด 3 รอบด้วย ถ้าใครมีโอกาสไปเยือนกรุงมิลานและอยากมีโชคดีก็จงอย่าลืมไปที่นี่ ไปเดินหา และกระทำตามวิธีปฏิบัตินี้โดยเคร่งครัด หนูเล็กปกติไม่ใช่คนมีโชค วาสนา อะไรอยู่แล้ว ดังนั้น ถึงจะทำไปก็คงไม่เป็นผลอะไร จึงได้แต่ยืนมองนักท่องเที่ยวสาวชาวจีนที่พากันต่อคิวบดขยี้กันเป็นที่สนุกสนาน

ใครๆ ก็พากันมาบดขยี้จนมีสภาพอย่างที่เห็นค่ะ

การมาถึงอาคารแห่งนี้เป็นแค่เพียงน้ำจิ้มแรกที่หนูเล็กตั้งใจมาที่ Milano เพราะสิ่งที่เป็น Finale หรือสุดยอดอลังการงานสร้างในหัวใจของหนูเล็กนั้น คือรายการถัดไปด้านนอกอาคารที่เรากำลังจะเดินไปถัดจากนี้ อาจไม่ถึงขนาดเดียวกันกับนครวัดที่มีคำพูดว่า See Ankor Wat and die แต่หากไม่ได้มาสักครั้ง คงเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจ "คนอารมณ์ติสท์" ที่หลงไหลสถาปัตยกรรมอย่างหนูเล็กอย่างแน่นอน ไว้มาติดตามดูกันค่ะว่า หนูเล็กไปหลงไหลได้ปลื้มอะไร ถึงได้อาการหนักเสียขนาดนั้น

และแล้วเมื่อเดินออกมาจาก Galleria Vittorio Emanuele II พวกเราก็จะโผล่ออกมายังลานกว้างๆ ที่เรียกว่า Piazza del Duomo ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Duomo di Milano เท่าที่หนูเล็กทำการบ้านก่อนเดินทางมาเยือนว่ากันว่า ไม่มีสถาปัตยกรรมใดในโลกนี้ที่จะสวยงามเกินหน้าเกินตามหาวิหารดูโอโมแห่งนี้ได้อีกแล้ว เว้นแต่ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่นครรัฐวาติกัน จริงหรือไม่อันนี้ไม่รู้เพราะหนูเล็กยังไม่ได้ไป แต่แค่ได้มายืนที่กลางลานกว้างและแหงนหน้ามองเพียงเท่านี้ก็ตะลึงพรึงเพริดเหลือเกินแล้ว

ที่นี่เรียกกันอีกชื่อว่า "วิหารเม่น" นั่นเป็นเพราะด้านบนมีแต่ยอดปลายแหลมสลักเสลาลวดลายไว้อย่างละเอียดยิบ ทั้งหมดยื่นขึ้นบนท้องฟ้า เป็นสถาปัตยกรรมที่อลังการงานสร้างสมกับที่เป็นมหาวิหารแบบโกธิคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1386 โดย Gian Galeazzo Visconti ผู้ปกครองมิลานในสมัยนั้น ทั้งหมดถูกสร้างด้วยหินอ่อน สร้างมาเรื่อยๆ ใช้เวลาถึง 427 ปี มาสำเร็จลงในปี ค.ศ.1965 ซึ่งเป็นวันที่ประตูบานสุดท้ายของมหาวิหารแล้วเสร็จและเปิดใช้ จึงถือว่าเป็นวันที่สิ้นสุด พวกรูปปั้นหินอ่อนเป็นรูปนักบุญองค์ต่างๆ รวมทั้งรูปสัตว์เเละบุคคลสำคัญ รวมๆ เเล้วกว่า 2,245 รูป ส่วนรูปปั้นที่อยู่ตามผนัง หรือที่ต่างๆ รวมทั้งสิ้น 3,200 รูป ไม่นับพวก gargoyle หรือท่อระบายน้ำที่หนูเล็กเคยเล่าให้ฟังแล้ว

หนูเล็กตั้งใจมาแล้วว่า จะซื้อตั๋วขึ้นไปชมด้านบน พี่ใหญ่ให้ใช้บริการลิฟท์ค่ะ ถ้าจะให้เดินขึ้นบันไดเกรงว่าลูกทัวร์เราจะหมดสภาพแต่หัววัน สามารถไปซื้อตั๋วได้ที่บริเวณด้านข้างของมหาวิหาร ซึ่งเขามีตั๋วสารพัดแบบทั้งสำหรับเข้าภายในมหาวิหาร ขึ้นด้านบนแบบใช้ลิฟท์ ขึ้นแบบใช้บันได มีสารพัดค่ะ สำหรับคนที่จะขึ้นไปบนหลังคามหาวิหาร จะต้องเดินไปยังทางเข้าด้านหลัง ผ่านการตรวจกระเป๋า รอคิวขึ้นลิฟท์ เพียงประเดี๋ยวเดียวเราก็ขึ้นมาถึงด้านบนของมหาวิหารกันแล้วค่ะ

ซื้อบัตรขึ้นชมด้านบนเรียบร้อย

ตอนหน้าหนูเล็กจะพาไปชมด้านบนของมหาวิหารค่ะ อย่าได้พลาดเชียว


แวะไปเยี่ยมชมภาพถ่ายจากการเดินทางและทักทายพี่ใหญ่กับหนูเล็กได้ที่

https://www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek/


ความคิดเห็น