สันหนอกวัว ขุนเขาในฝัน สวรรค์ป่าเมืองกาญจน์

นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller

เขาช้างเผือกเปิดแล้ว... เปิดแล้วยังไงล่ะ อย่าว่าแต่จองทริปเลยแค่กดโทรศัพท์ให้ติดยังยากเย็น เลยต้องขอเก็บโคตรขุนเขายอดฮิตไว้ในใจ มองหาเขาลูกอื่นที่เราไปเที่ยวง่ายกว่าแทน ดูไปดูมาเลยจิ้มลงที่ สันหนอกวัว อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ได้ยินชื่อมานาน ใครต่อใครก็ว่าสวยงาม แถมไม่ไกลเขาช้างเผือกสักเท่าไหร่ อารมณ์ใกล้เคียงกัน

ทำความเข้าใจสักนิดว่าการเดินป่าพิชิตสันหนอกวัว ต้องจองทริปกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เหมือนเขาช้างเผือกต้องจองทริปกับอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แต่ว่าสันหนอกวัวจองง่ายกว่าเยอะ รายละเอียดปี 2559-2560 คลิกดูที่เฟซบุ๊กอุทยานฯ ได้เลย >>> https://goo.gl/DE6FgM บอกนิดหน่อยว่าปีนี้เปิดเฉพาะ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และเปิดให้ถึงกุมภาพันธ์เท่านั้น ส่วนกำหนดวันปิดชัดเจนขึ้นอยู่กับประกาศของอุทยานฯ

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ อยู่ตรงจุดชมวิวป้อมปี่ ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม เขตอำเภอสังขละบุรี เลยจากที่ทำการฯ มาเล็กน้อย เราไม่จำเป็นต้องแวะเข้าที่ทำการฯ มีอะไรให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปี่ได้เลย รวมทั้งสถานที่กางเต็นท์ด้วย หากใครจะไปสะพานมอญก็เลยป้อมปี่ไปสัก 35 กิโลเมตร

ทริปนี้สมาชิกทีมเราห้าคน รวมตัวกันผ่านการชวนทางเฟซบุ้กนี่แหละ มีทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ เลือกเดินทางด้วยรถส่วนตัวจาก กทม. ด้วยเงื่อนไขความสะดวกของเวลา (ใครไม่มีรถผมขอสรุปการเดินทางให้ตอนท้าย) ออกจากเมืองหลวงตอนบ่าย ขับมาเรื่อยๆ แวะซื้อของ แวะกินข้าว กว่าจะถึงป้อมปี่ก็ปาเข้าไปค่ำแล้วล่ะ

มีคนมากางเต็นท์พอสมควรครับ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เตรียมขึ้นสันหนอกวัวตอนเช้า แต่ที่มานอนกินบรรยากาศด้านล่างเฉยๆ ก็พอมีเหมือนกัน พื้นที่กางเต็นท์กว้างขวาง มีสองโซน เลือกตามสบาย ความปลอดภัยเต็มร้อย เจ้าหน้าที่เฝ้าทั้งคืน

เช้าวันใหม่มาถึง ค่อนข้างครึ้มฟ้าครึ้มฝนแต่สดชื่นดีนะ เก็บภาพบรรยากาศมาเล็กน้อย

ที่ป้อมปี่มีบริการครบตามที่จำเป็น เก็บของสัมภาระเสร็จก็มากินข้าวที่ร้านอาหารสวัสดิการ พร้อมสั่งใส่ห่อขึ้นไปเป็นมื้อกลางวัน หลังจากนั้นค่อยลงทะเบียน จ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งโต๊ะตั้งอยู่ที่ลานจอดรถนั่นแหละ

ครบกระบวนการแล้วก็ได้เวลานั่งรถกระบะไปจุดเดินขึ้นเขา ห่างจากป้อมปี่ราว 10 กิโลเมตร ถนนอย่างดีแต่ขับรถไปเองไม่ได้ เพราะอยู่ในสถานีรายงานกาญจนบุรี หรือสถานีเรดาร์กองทัพอากาศ เข้าได้เฉพาะรถที่ได้รับอนุญาต และไม่มีที่ให้จอดรถทิ้งไว้หรอก

เอาล่ะ นั่งรถแป๊บเดียวก็มาถึงจุดเริ่มเดิน วันนี้มีคนขึ้นเขาประมาณสิบกลุ่ม พวกเราห้าคน จ้างลูกหาบหนึ่งคนสำหรับแบกของกินและอุปกรณ์บางส่วน มีเจ้าหน้าที่นำทางหนึ่งคน ส่วนเรื่องแหล่งน้ำบนเขามีเหลือเฟือ เพราะฉะนั้นเตรียมน้ำดื่มเท่าที่จำเป็นก็พอ

จากจุดเริ่มต้นสู่ยอดเขาประมาณ 8 กิโลเมตร ทางช่วงแรกไม่ยากเท่าไหร่ ไม่ได้ขึ้นตลอด บางจุดเป็นทางราบ หรือทางลงยาวๆ ก็มี (ซึ่งไม่ดีสำหรับขากลับแน่นอน) ทำเวลาค่อนข้างดีจึงไม่ต้องรีบร้อนไปให้ถึง

ตามทางเดินมีกล้องถ่ายภาพอัตโนมัติติดกับต้นไม้หลายจุด เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นของทีมสำรวจจากต่างประเทศ และพบว่าป่าเขาแหลมยังคงมีสัตว์ใหญ่หลายชนิดรวมถึงเสือโคร่ง ได้ฟังแล้วก็ค่อนข้างชื่นใจทีเดียวครับ

เราเริ่มต้นเก้าโมงนิดๆ เดินๆ พักๆ ประมาณ 11.40 น. ก็มาถึงจุดขึ้นโหดที่สุดของการพิชิตสันหนอกวัว มีชื่อเรียกไพเราะว่า "เนินหมาถอย" จะเดินต่อหรือหันหลังกลับก็ตามใจนะครับ (ฮา...)

เนินหมาถอยโหดสมชื่อทีเดียว อุทยานฯ ทำเชือกไว้ให้ยึดเกาะหลายจุด เป็นทางขึ้นชันยาวๆ ผมประมาณเอาเองน่าจะเกือบครึ่งกิโลเมตรอยู่นะ

พ้นเนินมาถอยขึ้นมาได้ สภาพแต่ละคนก็เป็นอย่างที่เห็น

ช่วงระหว่างขึ้นเนินหมาถอย เราจะเริ่มเห็นวิวบ้างแล้ว ทั้งอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม และสถานีเรดาร์กองทัพอากาศซึ่งตั้งอยู่บนเขาโล้น (ถนนที่เราเข้ามาคือเส้นทางสู่ยอดเขาโล้น) หลายปีก่อนที่กองทัพอากาศจะมาขอใช้พื้นที่บนเขา เราสามารถเดินป่าพักแรมบนเขาโล้นได้แล้วค่อยเดินต่อไปสันหนอกวัว แต่ตอนนี้หมดสิทธิ์แล้วครับ

พักกินข้าวกลางวันเติมพลังเรียบร้อยค่อยไปต่อ มีเนินเล็กๆ อีกสองสามเนินให้ฟันฝ่า แต่ไม่ได้ยากเหมือนเนินหมาถอยแล้ว

และในที่สุด 14.40 น. เราก็มาถึงบริเวณลานกางเต็นท์ มองเห็นสันหนอกวัวเล็กเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า

อธิบายนิดหน่อยว่าบนสันหนอกวัวมีสองจุด เรียกง่ายๆ ว่า สันหนอกเล็ก กับสันหนอกใหญ่ จากลานกางเต็นท์เดินขึ้นสันหนอกเล็กแค่ 200 เมตร ถ้าไปสันหนอกใหญ่ก็ราว 500 เมตร ตรงสันหนอกใหญ่เป็นยอดสูงสุดของอุทยานฯ 1,767 เมตร

ขอกระซิบครับว่าดีกรีที่บอกว่าเป็นยอดเขาสูงสุดของเมืองกาญจน์ ความจริงมีการสำรวจใหม่พบว่ามีสูงกว่านั้นอยู่ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขข้อมูลหรือถอดป้ายออกลดระดับที่นี่แต่อย่างใด

โม้มากเสียเวลา กางเต็นท์ตั้งแคมป์กันดีกว่า จุดเรียบอื่นๆ คนมาถึงก่อนจองไว้หมดแล้ว กลุ่มเราขอตรงนี้แล้วกัน ลาดนิดหน่อยแต่พอนอนได้ แถมมีต้นไม้ช่วยบังแดดอีกต่างหาก

ข้อดีของการจ้างลูกหาบคือนอกจากจะช่วยหาฟืนก่อไฟ เขายังไปเอาน้ำมาให้ด้วย ลำธารอยู่ห่างที่กางเต็นท์ประมาณ 500 เมตร ชันพอสมควร เดินไปเอาเองมีเหนื่อยแน่นอน บอกได้เต็มปากเต็มคำเพราะผมไปเก็บภาพมาแล้ว (ฮา...)

ด้วยเวลาเหลือเฟือ พวกเราจึงจัดแจงเตรียมอาหารบางส่วนก่อน ง่ายๆ ครับพวกผัดผัก ไข่เจียว ไส้กรอกทอด

ประมาณห้าโมงเย็นแดดร่มลมตกค่อยเดินไปจุดชมวิว ขอเก็บทั้งสองจุดคือสันหนอกเล็ก กับสันหนอกใหญ่ เดินเชื่อมถึงกันก็ได้ หรือแยกไปคนละทางก็ได้

วิวจากสันหนอกเล็กมองเห็นลานกางเต็นท์ เขื่อนเขาแหลม มีเขาโล้นหรือสถานีเรดาร์ อยู่ไม่ไกล หันไปอีกฝั่งมองเห็นสันหนอกใหญ่

จากนั้นเมื่อขึ้นมาสันหนอกใหญ่ก็จะมองเห็นสันหนอกเล็กโดดเด่น โดยมีฉากหลังเป็นวิวสิ่งอื่นๆ ทั้งหลายที่เราเห็นมาก่อนนั่นแหละ สวยมากครับโดยเฉพาะยามเย็นโพล้เพล้แบบนี้

ถ่ายรูปสวยๆ ฮาๆ กันจนพระอาทิตย์ลับฟ้า พวกเราจึงส่องไฟฉายกระดึ๊บๆ คืบคลานกลับลงไปลานกางเต็นท์

ช่วยกันทำอาหารกันต่อให้เสร็จ กฎในการแคมปิ้งเข้าป่ามีง่ายๆ ว่า กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ต้องกิน (ฮา...) แต่พูดตรงๆ คือเชฟของเราฝีมือดีครับ อร่อยทุกอย่าง... ไม่ได้โม้

คืนนั้นดาวพราวระยับงามมาก อากาศเย็นกำลังดีไม่หนาวเกินไป

ผมตั้งนาฬิกาปลุกตีห้า เสียงดังปุ๊บก็โผล่ออกจากเต็นท์ปั๊บ ปลุกเพื่อนๆ หยิบขวดน้ำ ไฟฉาย เดินเรียงแถวขึ้นไปสันหนอกใหญ่เป็นกลุ่มแรก ข้างบนลมพัดแรงเล่นเอาสะท้านพอตัว

แม้วันนั้นจะไม่มีทะเลหมอกแบบอลังการ มีขึ้นหนาๆ เฉพาะบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร พบเจอธรรมชาติแบบไหนก็สุขทั้งนั้น ยามเช้าที่สันหนอกวัวงามแค่ไหนให้ภาพบรรยายแทนแล้วกัน

สวยทุกมุมจริงๆ หันทางนั้นก็โอย... หันทางนี้ก็โอย... ลั่นชัตเตอร์กันระรัวเลยเชียว

ชมวิวถ่ายรูปที่สันหนอกใหญ่จนถึงเจ็ดโมงนิดๆ อีกหลายกลุ่มเริ่มเดินจากสันหนอกเล็กขึ้นมาสันหนอกใหญ่แล้ว เราจึงค่อยสวนทางลงไป พอไม่มีคนก็ถ่ายรูปกันสนุกล่ะทีนี้

พวกเราเป็นประเภทสายเฉื่อยเอ้อระเหยไปเรื่อย กว่าจะขยับตัวทำกับข้าว กินข้าว เก็บข้าวของก็โน่นแหละกลุ่มอื่นๆ ทะยอยเดินลงจนหมดแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะรีบทำไม (ฮา...)

ลงเป็นกลุ่มรองสุดท้ายครับ ดูนาฬิกาเริ่มเดินตอน 9.50 น. เดินๆ พักๆ ขากลับถือว่าอ่วมไม่ใช่เล่น (บอกแล้วว่าตอนขามาเราได้เดินลงง่ายๆ หลายจุด) ความจริงเหนื่อยไม่แพ้กว่าขามาเลยล่ะ ยกเว้นง่ายกว่าก็ตอนลงเนินหมาถอยแค่นั้นเอง กว่าจะถึงด้านล่างก็บ่ายโมงตรงพอดี มีรถมารอรับกลับไปป้อมปี่ อาบน้ำอาบท่า เดินทางกลับ

แม้จะเป็นทริปสั้นๆ สองวันหนึ่งคืน (ไม่รวมการนอนที่ป้อมปี่) แต่ต้องยอมรับครับว่าเส้นทางนี้สวยงามมาก การเดินก็ไม่ถือว่ายากอะไรนัก เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ดูแลดีมาก เช่นเดียวกับลูกหาบบริการเต็มที่จริงๆ

ยิ่งอุทยานฯ เปิดให้เที่ยวเพียงแค่ประมาณสี่เดือนต่อปี จำกัดวันเที่ยว จำกัดจำนวนนักทองเที่ยวให้เหมาะสม นี่แหละถึงเป็นการรักษาการท่องเที่ยวธรรมชาติให้ยั่งยืน

อย่างที่บอกตั้งแต่จั่วหัวครับว่าหากเขาช้างเผือกจองลำบากยากเย็นนัก ลองหันมามองสันหนอกวัวสักหน่อยไหม วิวทิวทัศน์อาจแตกต่างอยู่บ้าง แต่รับประกันว่าความประทับใจไม่น้อยกว่ากันแน่นอน


ข้อมูลสักนิด

  • การจองทริปสันหนอกวัว มีระเบียบชัดเจน มีการกำหนดวันให้เที่ยว (ปีนี้เปิดพฤหัสถึงอาทิตย์) สอบถามข้อมูลทั้งหมดโดยตรงที่เฟซบุ๊กของอุทยานฯ >>> https://goo.gl/DE6FgM หรือ โทร. 034-510-431
  • เราไม่จำเป็นต้องจ้างลูกหาบ แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางอย่างน้อย 1 คน เพื่อดูแลความปลอดภัยตามระเบียบของอุทยานฯ
  • ไม่สามารถขับรถจากป้อมปี่ไปยังจุดเริ่มเดินขึ้นเอง ต้องใช้รถรับ-ส่ง ของอุทยานฯ เท่านั้น
  • บนเขามีแหล่งน้ำห่างจากจุดกางเต็นท์ประมาณ 500 เมตร น้ำสะอาด ใช้ทำกับข้าวได้ ดื่มได้ (ใครกังวลนำมาต้มก่อนก็ได้) แต่ไม่ต้องถึงกับอาบน้ำหรอกนะ
  • บนเขาไม่มีห้องน้ำ ไม่มีถังขยะ อุทยานฯ กำหนดให้นำขยะลงมาทิ้งด้านล่างทั้งหมด และห้ามเผาขยะด้านบนโดยเด็ดขาด แต่สามารถก่อไฟเพื่อทำอาหารได้
  • ด้านบนสะดวกทั้งกางเต็นท์ และผูกเปล แต่ในบางจุดคนที่นอนเปลอาจต้องไปหาทำเลผูกไกลจากกลุ่มสักหน่อย
  • จุดชมวิวป้อมปี่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ร้านอาหารสวัสดิการ เปิดตั้งแต่เช้าถึงเย็น

ค่าใช้จ่ายกับอุทยานฯ


  • ค่าเจ้าหน้าที่นำทาง 1,000 บาท ต่อคน (2 วัน 1 คืน)
  • ค่าลูกหาบ 1,400 บาท ต่อคน (2 วัน 1 คืน)
  • ค่ารถรับ-ส่ง 1,000 บาท ไป-กลับ
  • ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว 40 บาท ต่อคน
  • ค่าธรรมเนียมรถยนต์ 50 บาท ต่อคัน
  • ค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ 30 บาท ต่อคน ต่อคืน

ไปป้อมปี่โดยไม่มีรถส่วนตัว


เที่ยวสังขละบุรียังไง ก็ไปป้อมปี่อย่างนั้น

  • จาก บขส. กาญจนบุรี มีรถตู้ และรถโดยสาร วิ่งเส้นไทรโยค – ทองผาภูมิ – สังขละบุรี โดยรถตู้เที่ยวสุดท้ายประมาณ 16.30 น. รถโดยสารเที่ยวสุดท้ายไม่เกิน 13.00 น. เป็นเวลาคร่าวๆ แนะนำให้ตรวจสอบอีกครั้งด้วยตัวเอง
  • จาก กทม. มีรถทัวร์ กรุงเทพ-ด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านป้อมปี่ เดินทางช่วงเช้า วันละสองเทียว ป.1 6.00 น. ป.2 9.30 น. เดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง
  • รถไฟฟรีจากสถานีธนบุรี เที่ยว 7.50 น. ถึงสถานีน้ำตก อำเภอไทรโยค ตอนบ่าย แล้วต่อรถตู้ หรือรถโดยสาร ไปป้อมปี่
  • จากปากทางป้อมปี่เข้าไป 2 กิโลเมตร ไม่มีรถบริการ เพราะฉะนั้นเดินลูกเดียว หรือขอติดรถนักท่องเที่ยวที่อาจจะมีเข้าไป

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller


ความคิดเห็น