ทริปเที่ยวซาฟารีของเราจะมีทั้งหมด 3 ตอนนะคะ ตอนนี้เป็นตอนที่ 3 รีวิวที่เที่ยวโจฮันเนสเบิร์ก เคปทาวน์และไปเยือนอาณานิคมเพนกวินแอฟริกา
ตอน1 แพลนเที่ยวและการเดินทาง แวะอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ โจฮันเนสเบิร์ก และเคปทาวน์
ตอน2 อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ เข้าซาฟารีส่องสัตว์ พบปะกับเจ้าป่า
ที่เที่ยวที่เราไปคือตามนี้ค่ะ
โจฮันเนสเบิร์ก
1.Apartheid Museum พิพิธภัณฑ์การปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว - อยู่ในเมือง เรียก Bolt เดินทางไปกลับได้
ที่ 2-4 ด้านล่างอยู่นอกเมือง ไม่มีรถเมล์ รถประจำทางใดๆ ผ่าน ต้องไปด้วยทัวร์ ขับรถเอง หรือเรียก bolt/uber เท่านั้น
2.Cradle of Humankind พิพิธภัณฑ์มนุษย์ยุคโบราณและวิวัฒนาการของมนุษย์
3.Sterkfontein caves ถ้ำที่ค้นพบมโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์แบบที่สุด
4.Lesedi Cultural Village หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวแอฟริกาใต้
เราเรียก Bolt จากที่พักไปยัง Cradle of Humankind แต่มันอยู่นอกเมืองมาก แถวนั้นจึงไม่มี Bolt เรียกรถไปต่อ คนขับจึงเสนอว่าจะให้เขารอเพื่อพาพวกเราไปเที่ยวที่อื่นด้วยไหม ลงท้ายเราจึงใช้บริการเขาจนถึงกลับที่พักเลยค่ะ (Cradle of Humankind - Sterkfontein caves- Lesedi Cultural Village) กว่าจะถึงที่พักก็ประมาณ 2 ทุ่ม
โชคดีที่เราแลกเงินสดไปกันคนละนิดหน่อยเพราะพอไม่ได้จ่ายผ่านแอป เราจึงต้องจ่ายเงินสดแทน เราตกลงราคากับคนขับตอนอยู่ที่ Lesedi Cultural Village เบ็ดเสร็จวันนั้นเราเสียค่ารถไป 1120 zar/3 คน (Bolt – 420 zar, เงินสด – 700 zar)

เคปทาวน์
1.Cape of good hope
2.Penguin colony
3.Cape town castle
4.Iziko Slave Lodge
ที่ 1 และ 2 ไปด้วยทัวร์เดย์ทริป เพราะไกลจากตัวเเมือง ส่วนที่ 3 และ 4 เดินเอาค่ะ อยู่ในตัวเมืองเลย
รีวิวที่เที่ยว
1. Apartheid Museum พิพิธภัณฑ์การปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว
ค่าเข้า 240 Zar (ประมาณ 480 บาท)
สรุปสั้นๆ เหมือนพิพิธภัณฑ์การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของแอฟริกาใต้
เราชอบแค่พาร์ทแรก คือตั๋วเข้าที่ได้จะมีสองแบบ ระบุว่าเราเป็นคนดำ หรือขาว จากนั้นต้องเข้าประตูตามตั๋วของเรา – ทำให้รู้สึกถึงการแบ่งแยกที่แท้ทรู ส่วนอื่นๆ ของพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างไม่เกี่ยว เช่นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ และการเมืองของประเทศแอฟริกาใต้ที่เกี่ยวกับการแบ่งแยกสีผิว รวมถึงประวัติของประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา --- ซึ่งไม่อินค่า ทำให้แอบเสียดายเงินแหละ 555


คนขาวมาแอฟริกาใต้ เมื่อมีการค้นพบทอง และจบลงที่ คนแอฟริกันกลายเป็นชนชั้นสองในบ้านเกิดตัวเอง เมื่อสิทธิ์ในที่ดินถูกยกให้คนขาวถึง 90%
ณ จุดนึงมีการแบ่งแยกด้วยสีผิว คือแบ่งเป็น ชนพื้นเมือง คนผิวสี คนผิวขาว และคนเอเชีย


2.Cradle of human kind - ติด UNESCO

ค่าเข้า 150 zar ต่อคน (300 บาท)
พิพิธภัณฑ์เด็กที่อยู่ไกลจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กมากกก อยู่ใกล้กับถ้ำที่ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ถ้าไม่มีเวลาข้ามที่นี่ไปก็ได้ค่ะ
เราไปถึงตอนใกล้ .00 พอดี เลยได้เดินเข้าไปพร้อมกับไกด์บรรยาย


ชอบสุดคือการลงเรือลอดถ้ำ เลียนแบบการย้อนเวลาไปชนะเกิดบิ๊กแบงงี้

ชอบสุดคือห้อง Experience lab เพราะมีคลิปการ์ตูนสั้นๆ ให้ดูความเป็นมาของฟอสซิล สนุกดีค่ะ

3. Sterkfontein cave
ค่าเข้า 150 zar ต่อคน (300 บาท) เป็นส่วนหนึ่งของ Cradle of humankind แต่มีค่าเข้าต่างหาก
ต้องเข้าไปในถ้ำพร้อมไกด์ ทัวร์ออกทุก .00 น.
ทางเข้า ข้างในจะมีพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้ขนาดย่อม เมื่อถึงเวลาไกด์จะพาไปยังปากถ้ำ

ทุกคนต้องใส่หมวกคลุมผมและหมวกกันน็อก


ถ้ำที่ค้นพบ little foot มนุษย์ยุคโบราณเมื่อประมาณ 3.7 ล้านปีที่แล้ว และเป็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์สุด เท่าที่เคยค้นพบในโลก
ประตูทางเข้าไปสู่จุดที่ค้นพบ little foot ปัจจุบันยังมีการขุดค้นกันต่อ แต่พบแต่เศษกระดูกกระจัดกระจายเท่านั้น
คาดกันว่า little foot ตกลงร่องถ้ำมาตาย ส่วนซากอื่นๆ เป็นเศษซาก ที่อาจเกิดจากน้ำไหลพามา

ถ้านี้เดิมถูกเปิดโดยชาวอิตาลียุคขุดทอง แคลเซียมคาร์บอเนตในถ้ำถูกนำไปใช้แยกแร่ทองออกมาเป็นหลัก
แคลเซียมคาร์บอเนตมีอยู่เยอะแยะมากมายในถ้ำ
หินงอกหินย้อยจะถูกระเบิด แล้วขนออกไป ทำให้ค้นพบซากฟอสซิลในเศษซากถ้ำที่ถูกทิ้งเป็นขยะ


ร่องรอยทางน้ำสมัยก่อน ปัจจุบันถ้ำนี้ยังมีน้ำอยู่ แต่ลดระดับลงไป
ปัจจุบันเพิ่งกลับมาเปิดให้คนเข้าชมเมื่อเมษา ปี 2568 หลังปิดไปนานหลายปีเพราะน้ำท่วมถ้ำ แต่ส่วนขุดค้นถูกปิดไม่ให้เข้าชมเช่นเดิม

เคยมีนักสำรวจ สำรวจทางน้ำในถ้ำ แต่หลงทาง เจอที่พ้นน้ำ แต่เสียชีวิตเพราะอดอาหารใน 21 วันให้หลัง ทีมช่วยเหลือมาช้าเกินไปไม่กี่ชั่วโมง จึงห้ามไม่ให้สำรวจทางน้ำในถ้ำอีกเลย
ค้างคาวในถ้ำ (ผู้ไม่กลัวแสงไฟและคน)

นาฬิกาแสงอาทิตย์นี้ ใช้โดยการจิ้มไปในเดือนและวัน ณ ปัจจุบัน แล้วเล็งดูเวลาบนพื้น แม่นอยู่ แต่แอบกะยากตรงวัน เพราะมันระบุเดือนเป็นหลัก

4. Lesedi cultural village experience


หมู่บ้านที่นำเสนอวัฒนธรรมชนพื้นเมืองประเทศแอฟริกาใต้
มีราคาสองแบบ คือแบบไม่รวมอาหารบุฟเฟ่ต์ 1 มื้อ ราคา 460 zar แบบรวมอาหารราคา 735 zar
จัดกิจกรรมวันละ 2 รอบคือรอบ 11.30 กับ 16.30 ใช้ระยะรอบละประมาณ 2 ชม

กิจกรรมจะแบ่งเป็น 3 พาร์ท
1.ตีกลอง
2.ชมหมู่บ้านของแต่ละเผ่า
3.การเต้น - แอบรู้สึกว่าท่าเต้นสมัยใหม่ไปหน่อยในบางเพลง

เรามาถึงก่อนเวลา เลยเข้าไปเดินเล่น มารู้ทีหลังว่าเดินเล่นในโซนหมู่บ้านกิจกรรม เลยได้ถ่ายรูปตอนไม่มีคนด้วย 55



สรุปวัฒนธรรมชนพื้นเมืองประเทศแอฟริกาใต้คือ
ผู้ชายล่าสัตว์ ผู้หญิงทำครัว
ถ้าจะแต่งเมีย สินสอดคือ วัว 11-13 ตัว แล้วแต่หมู่บ้าน บางหมู่บ้านบนเขาจะ + ม้า2ตัวด้วย เพราะใช่ม้าเดินทาง
มีวัวเยอะ = มีเมียเยอะได้
แต่มีเมียเยอะ = ปัญหาเยอะ แลกเอาเด้อ
มีคอกสัตว์ในทุกหมู่บ้าน
ผญ ที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ลูกปัดตกแต่งตามตัว
แต่งงานแล้วจะไม่ใส่ บางหมู่บ้านจะให้ใส่หมวก ที่ห้ามถอดตลอดเวลา แม้แต่ตอนนอน

อาหารท้องถิ่น เพิ่มโปรตีน คือหนอนนน ตัวใหญ่มาก
ผู้ทดลองกล่าวว่า เค็มๆ มันๆ เหนียวๆ อร่อยดี

กิจกรรมตีกลองชนเผ่า รีวิวคือ เจ็บมือ 555


5. แหลมกู๊ดโฮป เกือบจะใต้สุดจองทวีปแอฟริกา- อดีตเป็นจุดหลบพายุ
ในปี ค.ศ. 1488 บาร์โธโลมิว ไดแอส (Bartolomeu Dias) นักสำรวจชาวโปรตุเกส เป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินเรืออ้อมแหลมนี้ได้สำเร็จ และตั้งชื่อว่า "แหลมแห่งพายุ" (Cape of Storms) ก่อนที่พระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งโปรตุเกสจะเปลี่ยนชื่อเป็น "Cape of Good Hope" (แหลมแห่งความหวังดี) เพื่อสื่อถึงความสำเร็จในการเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ไปเอเชีย
การเดินทาง
รถส่วนตัว หรือทัวร์เด้อ

เราซื้อทัวร์เดย์ทริปไปแหลมนี้และ penguin colony จากเคปทาวน์กับ City Sightseeing South Africa ราคา 475 zar/คน ไม่รวมค่าเข้า

รีวิวทัวร์
สะดวกดี มีจุดรับขึ้นรถหลายจุด ซึ่งจะอยู่ในตัวเมืองเคปทาวน์เป็นหลัก สัก 10 โมงก็จะรับคนครบทุกจุด ไกด์พูดแนะนำตลอดทาง เป็นฟิลลิ่งที่ไม่คุ้นเคยมาก 55 ปกติต้อง alert กันพลาดป้ายไรงี้ อันนี้นั่งฟังไปเรื่อยๆ
ค่าเข้าคนที่ยังไม่จ่ายก็รูดบัตรบนรถเลย
ค่าเข้า Cape of good hope ราคา 515 Zar (ประมาณ 1030 บาท)
ขากลับ มาถึงจุดลงรถประมาณห้าโมงครึ่ง และจะมี shuttle bus พาไปใกล้จุดขึ้นรถ แต่นี่เดินเล่นกันที่ V.A. waterfront ก่อน เลยจบลงที่เรียก bolt กลับที่พัก
จุดขึ้นรถจะมีหมุดปักไว้ในกูเกิ้ลแมป และมีป้ายแบบนี้อยู่ริมถนน ถ้าไม่แน่ใจก็ถามคนแถวนั้นได้
ป้ายจะมี 2 แบบ คือ Xplore tour กับ City sightseeing นะคะ อย่าไปผิดจุด บางจุดเป็นป้ายของ City sightseeing เท่านั้น


รถ Xplorer tour

จุดแรกจะเป็นจุดชมวิว สามารถเดินขึ้นไป หรือนั่งรถรางขึ้นไปใกล้ๆ จุดชมวิวได้

การเดินทางไปยัง Cape of good hope จะแบ่งเป็นเดินไป กับนั่งรถไป เวลาเดินทางจะแตกต่างกันนิดหน่อย พวกเราเลือกเดินไปค่ะ

เดินไปยังแหลม ทางไม่ยาก แต่ถ้าลมแรงแล้วใส่ชุดกันลมอยู่ ถ้ายืนไม่ดีพอตัวอาจปลิวได้


ป้าย Cape of good hope ที่ทุกคนต่างพากันต่อแถวถ่ายรูปอย่างไม่ได้นัดหมาย
ในทะเลจะมีแมวน้ำอยู่ด้วย อย่าลืมสังเกตกันนะคะ

นกกระจอกเทศป่าบริเวณนั้น ขณะอยู่บนรถเราจะมองเห็นสัตว์ป่าบ้างประปราย ขึ้นกับโอกาสค่ะ

6.Penguin colony
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติ มีคนนำเพนกวินแอฟริกา 2 คู่มาไว้ที่นี่ แล้วแพร่พันธุ์ต่อมา จนมีหลายพันตัว
เพนกวินที่นี่แต่ละตัวจะมีจุดดำบนตัวแตกต่างกัน ออกลูกทีละ 2 ฟอง และจะมีคู่ตัวเดียวไปตลอดชีวิต
ค่าเข้า 245 zar (ประเมาณ 490 บาท)
แต่ถ้าไม่อยากเสียเงินเข้า ก็ไปเดินชายหาดฟรีด้านข้างได้ มีเพนกวินบ้าง แต่น้อยกว่าใน colony เยอะ




ลูกเพนกวิน ตัวใหญ่เท่าแมมมมม่



7.Castle of good hope
ค่าเข้า 50 zar (ประเมาณ 100 บาท)
สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ของบริษัทค้าทาส the Dutch east India company ซึ่งเป็นบริษัทค้าทาสของที่นี่ ตอนหลังกลายเป็นศูนย์การทหาร และคุกคุมขังผู้มีอำนาจบางคน

หัวหน้าเผ่าแอฟริกาใต้ที่เคยถูกคุมขังที่นี่


Castle of good hope เมื่อเริ่มสร้าง ที่นี่มีบ่อน้ำให้ชาวบ้านมาตัดน้ำไปใช้สอย
ทาสมีหน้าที่มาตัดน้ำไปให้เจ้านาย

ป้ายหิน สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าดินแดนนี้ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมดัตช์ - ประเทศเนเธอแลนด์ในปัจจุบัน

บางห้องจัดแสดงเครื่องเรือนในสมัยเก่า ทั้งหมดเป็นของรีโนเวทใหม่


8.Iziko slave lodge
ค่าเข้า 100 zar (ประเมาณ 200 บาท)
ที่นี่เคยเป็นศูนย์รวมทาสของบริษัท The dutch east india ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ อาจเพราะทาสที่ถูกนำมา จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ และไม่มีการบันทึกรายละเอียดอะไรเลย ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง มาจากไหน พิพิธภัณฑ์ทาสนี้จึงมีรายละเอียดไม่เยอะอย่างที่หวังไว้ หลายๆ ห้องมีข้อมูลซ้ำไปมา

- ทาสที่เคปทาวน์ถูกนำมาจากแอฟริกา อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นส่วนใหญ่ บางส่วนก็ซื้อขายกับเรือค้าทาสอื่นๆ

- ทาสที่อยู่ที่นี่มีความเป็นอยู่ไม่ดีนัก
- ทวีปแอฟริกาไม่เหมือนทวีปอเมริกา เพราะไม่มีเขตปลอดทาส ที่ขอแค่หนีเข้าไปได้ก็ปลอดภัย
- มีทาส ญ เพียง 10-20% นายทาสสนับสนุนให้ทาสญ ท้อง ไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจหรือไม่ก็ตาม เพราะลูกที่เกิดมาจะเป็นทาสเหมือนกัน

- เคยมีทาสในเรือต่อต้านจนยึดเรือได้ แต่บังคับเรือไม่เป็น เลยให้กัปตันช่วย กัปตันบังคับเรือกลับเคปทาวน์ แล้วใส่ข้อความลงขวด โยนลงน้ำให้คนบนฝั่งช่วยทำสัญญาณไฟ จนทาสบนเรือเข้าใจว่ามายังประเทศที่ตนต้องการแล้ว จุดจบคือถูกจับเหมือนเดิม
- ทาสที่ถูกนำมา จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ และไม่มีการบันทึกรายละเอียดอะไรเลย ทำให้ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง มาจากไหน และทาสถือเป็นสมบัติของเจ้านาย
- ทาสมักได้ชื่อใหม่ ตามเดือนที่ขึ้นฝั่งบนเคปทาวน์ ปัจจุบัน ทายาทของอดีตทาส จึงมีชื่อเดือนเป็นนามสกุล

"เราไม่ควรอายกับรากเหง้าของตัวเอง ทาสนี่ล่ะ ที่เป็นคนสร้างประเทศนี้ขึ้น เรากิน ในสิ่งที่พวกเขาขาย
เราจะไม่ได้ยินเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
เราจะไม่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
เราจะได้ยินเพียงเรื่องราวที่ถูกแต่งแต้มเท่านั้น"
Alfred May ผู้มีบรรพบุรุษเป็นทาสกล่าวไว้


Duck's journey
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 20.29 น.






