# คะน้า ชวน ฟิน เดิน ล่า ช้างเผือก ที่ ลำพูน # รีวิวโดย คะน้าน้อย

'คะน้าน้อย' สวัสดีค่าาา ^O^ มาแบบเป็นทางการสุดชีวิต เพราะเป็น Blog เที่ยวทริปแรก ที่ตั้งใจเขียนรีวิวเก็บไว้ และเป็น Blog แรกที่ลงกับ Readme ด้วย ขอบคุณที่ให้คะน้ามาเปิด Blog พาเพลินที่นี่นะคะ 5555 และเหตุุผลที่อยากเขียนทริปนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก...แค่ทริปนี้มีเพื่อนรักไปด้วยกัน (เกือบ) ครบอง

# คะน้า ชวน ฟิน เดิน ล่า ช้างเผือก ที่ ลำพูน #

# คะน้า ชวน ฟิน เดิน ล่า ช้างเผือก ที่ ลำพูน #


'คะน้าน้อย' สวัสดีค่าาา ^O^

มาแบบเป็นทางการสุดชีวิต เพราะเป็น Blog เที่ยวทริปแรก ที่ตั้งใจเขียนรีวิวเก็บไว้

และเป็น Blog แรกที่ลงกับ Readme ด้วย ขอบคุณที่ให้คะน้ามาเปิด Blog พาเพลินที่นี่นะคะ 5555

และเหตุุผลที่อยากเขียนทริปนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก...แค่ทริปนี้มีเพื่อนรักไปด้วยกัน (เกือบ) ครบองค์นี่แหละ!!

จุดหมายของทริปนี้ คือ "อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้ จ.ลำพูน" นั่นเอง

เราไปเพื่อ เดินล่าช้างเผือก ดูดาวล้านดวง นอนกางเต๊นท์ กินปิ้งย่างค่ะ

ไปค่ะ...อ่านรีวิวพร้อมๆ กัน เลื่อนเม้าส์ไปกันเล้ยยย!

Time machine ย้อนไปในวันศุกร์ ที่ 27 ม.ค. ทริปนี้เริ่มจาก..."อาม" หนุ่มวิศวะในตำนาน

ฮีทำงานอยู่ที่ จ.ชลบุรี ค่ะ และวันนี้ฮีเลิกงานตอนสามทุ่ม! ขุ่นพระ TOT ฮีเป็นเจ้าของรถคัน

สีน้ำเงินสุดหล่อในภาพค่ะ คันนี้ซิ่งเกินตัวมาก! พอฮีเลิกงาน ฮีจะขับรถเข้า กทม. มารับเพื่อนๆ

เริ่มจาก "น้ำ" สาววิศวะที่มีลุคเท่ก็ได้ หรือว่าจะน่ารักแบบเน็ตไอดอลก็แล้วแต่จะมองละกัน ^^

กับ "คะน้า" คนสวยที่นั่งเขียนรีวิวนี้นี่ี่แหละ (อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ!) 5555

คะน้าเดินทางมาจาก เกาะสมุย ย้ำ! เกาะสมุย เพื่อร่วมทริปนี้ไปกับเพื่อนๆ ในตอนเช้า

และมารออาม อยู่ที่บ้านของน้ำค่ะ พออามมารับเราสองคนแล้ว ก็ขับไปรับสมาชิกคนสุดท้าย

คือ "แอ๋ม" สาวร่างบางที่มีข่าวลือว่าเป็น คู่จิ้นกับคะน้า นั่นเอง 5555

เราไม่ได้จิ้นกัน เราแค่รักกันมากเฉยๆ (แอ่ะ!) โอเค! เมื่อเราขึ้นรถกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว

ในเวลาเที่ยงคืนเศษๆ เราก็เริ่มออกเดินทางจาก กทม. และไปถึง อ.ลี้ ประมาณ 7 โมงเช้า

(เราควรถึงไวกว่านี้ ถ้าไม่จอดงีบที่ปั๊มน้ำมัน 5555 คือพวกเราอึดที่เลิกงานแล้วเที่ยวต่อ

แต่อึดก็ต้องนอนค่ะ ขับทางยาว ง่วงเหลือเกิน)

บรรยากาศข้างทางประมาณเกือบ 8 โมงเช้าค่ะ ทางจากถนนหลัก เข้าสู่ อ.ลี้ เป็นทางคดเคี้ยว

(คล้ายๆ ไป ปาย แต่โค้งน้อยกว่ามาก ไม่ไกล) ตลอดทางจาก กทม. อามขับคนเดียวเลยค่ะ

พาสามสาวขึ้นโค้ง ดูวิวกันฟิน ละมุนละไมสุดๆ อากาศไม่ร้อนนะคะ มีแสงแดดแค่พอให้เห็นวิววิ้งๆ

แต่ลมนี่หนาวเอาเรื่องอยู่นะ อามแกล้งพวกเรา โดยการเปิดกระจกรถ แล้วขับโต้ลมหนาวไป

ดีว่าพวกเราหน้าสด (เดินทางกลางคืน เราก็มาในชุดนอน หน้าสดๆ กันเลยนะฮะ 5555)

คือถ้าติดขนตาปลอมมา ลมซัดขนาดนั้น...แม่เจ้า! ขนตาคงกระพือถึงหน้าผาก ตลอดทางโค้งๆ

เราดูวิวข้างทางไปพร้อมกับฟังเพลงชิลๆ ด้วยเฮ้ย!! นี่มัน MV สุดๆ

ต้องปรบมือให้อามในการลงเพลงมาในทริปนี้ด้วย 5555 เอ้า! รัววววว

บอกแล้วไงว่าข้างทางสวยชวนฟินสุดๆ นี่ "อาม" ตัวเป็นๆ ฮีเป็นพลขับแล้วยังเป็น

ช่างภาพอีกด้วยนะ นี่ฮีก็ทนไม่ไหว จอดรถ แล้วขอลงไปเก็บภาพข้างทางสักหน่อย


ทิวเขา ทุ่งหญ้า ไอหมอก กับแสงแดดอ่อนๆ นี่แค่วิวข้างทาง น้ำตาก็จะไหลแล้ว สวยยยย!

แต่อย่ามัวฟินค่ะ ณ จุดๆ นี้คะน้าน้อยขอเตือนทุกท่านว่า ตลอดระยะทางนี้หาได้มี 7-11 ไม่!

กรุณาแวะตั้งแต่ที่ปั๊มบนถน นหลักโน่นนนนน! เพราะพวกเราชาวคณะไม่รู้จริงๆ ว่าไม่มี และ

ไม่ได้เตรียมซื้ออะไรมาทานทั้งสิ้น ประเด็นคือ พวกเรามากางเต๊นท์นอนด้วยจ้าาาา เอาล่ะสิ!

พวกเราจะเอาตัวรอดจากความหิวโหยยังไง? ติดตามไปให้กำลังใจพวกเราต่อนะคะ


ขับต่อมาพักใหญ่ๆ ก่อนเข้าถึงอุทยานแม่ปิงฯ เราผ่านวัด ก็เลยลงไปไหว้พระขอพรกันด้วย

แต่จะโกรธมั้ย ที่จำชื่อวัดไม่ได้ TOT เอางี้!! ถ้าอยากรู้ว่าเป็นวัดอะไร ก็ไปเที่ยวกันเยอะๆ

ไปดูกันเอง ไปให้เห็นกับตาเลยนะคะ (กลบเกลื่อนด้วยการชวนเที่ยว แถได้อีก 5555)


9 โมงเช้า ในวันเสาร์ที่ 28 ม.ค. ก็มาถึงจนได้ เย้! นี่คือด้านหน้าทางเข้าอุทยานแม่ปิงฯ มาถึงนี่

เราก็มีสมาชิกทีมเพิ่มมาอีก 1 คน คุ้นกันมั้ยคะ "จ่าพล" หรือเจ้าของเพจ "จ่าพาเที่ยว" นั่นเอง

ทริปนี้ จ่าพาเที่ยว มาไกลจาก จ.เชียงใหม่ ด้วยมอ'ไซค์คันเท่ที่ น้ำ นั่งแอ็บอยู่นั่นแล...


จากทางเข้าอุทยานฯ จะมีเจ้าหน้าที่รออยู่ ให้เราไปติดต่อการเข้าเที่ยวภายในอุทยานฯ

และนอนกางเต๊นท์ ซึ่งภายในอุทยานฯ หลักๆ จะแบ่งโซน ดังนี้ค่ะ

"ทุ่งกิ๊ก"

แค่ชื่อทุ่งก็รู้สึกนกแล้ว T^T ทุ่งนี้เป็นลานสำหรับกางเต๊นท์นอนจ้ะ

"น้ำตกก้อหลวง"

น้ำตกที่ไม่สูงมากไหลลงจากหน้าผาสู่ทางน้ำด้านล่างยาวไปตามช่องเขา

สวยชิคๆ อากาศคูลๆ มากค่ะ 5555

"ผาดำ-ผาแดง"

เป็นจุดชมวิวแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านช่องเขาสลับซ้อนกันไป ฟินมากกกกก!!!

ถ้าไปจุดนี้ตอนตีสี่ ช่างภาพกรี๊ดแน่ๆ เพราะมี 'ช้างเผือก' กลุ่มดาวที่ใครๆ ก็ไปล่ากันไงงง

"แก่งก้อ"

อ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา (เรียกว่า...เขื่อนหรือเปล่าไม่แน่ใจ แหะๆ) ในน้ำมีเรือนแพของชาวบ้าน

อาศัยอยู่ประปราย ตลอดทางที่เรือแล่นผ่าน แต่ไม่แออัด ไม่เสียบรรยากาศการนั่งเรือชม

ธรรมชาติ ทิวเขา สายน้ำ และท้องฟ้าแน่นอน! พีคสุดๆ คือ โรงเรียนเรือนแพ Location

ที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง "คิดถึงวิทยา" ก็อยู่ที่นี่ด้วยค่ะ

และอีกสองจุดที่มีในอุทยาน แต่ทริปนี้เราไม่ได้ไป (หรือผ่านไปแต่ไม่รู้ตัว? 5555)

ก็คือ... "ห้วยถ้ำ กับ ถ้ำยางวี" ...เอาไว้คราวหน้าเนอะ...

ในรูป คือจ่าพล กำลังขับตามรถเราเข้าไปในอุทยานฯ จุดหมายแรกของเราคือ "แก่งก้อ" ค่ะ


ทาดาดามมม...ถึงแล้ว "แก่งก้อ" ภาพนี้ถ่ายโดยจ่า ถ่ายได้วิวที่มองไปสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

ลักษณะเป็นภูเขาสลับซ้อนกัน สองข้างทาง มีเรือนแพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตลอดทางน้ำ


และจากก่อนหน้าที่คะน้าได้เกริ่นไว้แล้วว่า...พวกเราไม่ได้มีอาหาร หรือแม้กระทั่งมื้อเช้า

ใส่กระเพาะกันมาเลย ตอนนี้มาถึงแก่งก้อแล้วมีแพหนึ่ง เป็นร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ

และร้านขายของชำอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ เย้! เรารอดแล้วววว

ในภาพเรากำลังนั่งรอทานข้าว สั่งเป็น "ผัดกระเพรา ไข่ดาว" เบสิกสุดชีวิต

คือหิวมากอ่ะ ทานอะไรก็ได้แล้วตอนนั้น 5555

ทว่า...เหยยยยย มัน อร่อย มากกกกก ไม่มโน! พูดเลย!


เป็นไงล่ะ! อิ่มละยิ้มแฉ่งกันเลยค่ะ แต่ละนาง

อิ่มแล้วก็ยังอยู่บนแพ (ร้านตามสั่ง) ที่เดิมเพื่อรอเรือมารับ

ไปล่องชม "โรงเรียนครูสอง" หรือ "โรงเรียนเรือนแพ"

ในภาพยนตร์เรื่อง "คิดถึงวิทยา" ที่บอกไว้

ระหว่างรอเรือ เราก็เดินวนๆ ไปรอบๆ ถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

ตามประสาชะนีมีกล้อง และช่างกล้องด้วย


แอ๋มศรี ชะนีมีกล้องแต่ไม่ถือกล้อง นางชอบให้คะน้าถือ ซึ่งถูกต้องแล้ว

นางไม่มีพรสวรรค์ในการกดชัดเตอร์ ไม่มีเลยจริงๆ 5555

เรือ มา แล้ว...เสื้อชูชีพพร้อม 3 4! (นับเพื่อออออ) นี่ค่ะ หน้าตาเรือที่จะนำพาเราไปหาครูสอง

(ครูสอง คือชื่อ พี่บี้ ในหนัง แต่ชื่อคุณครูที่โรงเรียนเรือนแพจริงๆ ชื่อคุณครูมาดค่ะ ^^)

ระยะเวลาคือ ไป 30 นาที กลับ 30 นาทีค่ะ รู้สึกว่าจะให้เวลาอยู่ที่โรงเรียนประมาณ 1 ชม.

(ถ้าผิดพลาดขออภัย จำไม่ได้จริงๆ คือ ณ ตอนนั้นมันถ่ายรูปเพลินจนไม่รู้เวล่ำเวลา แง้)


อาม กับกล้องคู่ใจ

ฮีไม่ยอมพลาดแน่ๆ กับวิวธรรมชาติสรรสร้างทั้งสองข้างทาง

ที่งามวิจิตรขนาดนี้ (บรรยายได้ดี ปรบมือสิคะ 5555)


นี่เป็นบางช่วงที่เรือแล่นผ่าน น้ำจริงๆ ใสนะคะ มีเรือนแพเป็นช่วงๆ มีตาข่ายเลี้ยงปลาด้วย

เรือที่แล่น ต้องคอยสังเกตทุ่นตาข่ายในน้ำ แล่นเรือตรงกลางเข้าไว้ เพื่อหลีกตาข่ายค่ะ

อากาศแอบร้อน เพราะใกล้เที่ยงแล้ว แต่ก็ฟิน เพราะสองข้างทาง ภูเขาสวยเหลือเกิ๊นนน


เขียวจนไม่รู้จะเขียวยังไงแล้ววววว >O< ต้นไม้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยคลอโรฟิล 5555

เป็นภูเขาที่ฟูฟ่อง น่าประทับใจไปอีกกกก...ไปอีก คือ ไปอีกก็ได้นะ (แอ่ะ! บอกใครหราา?)



ทาด๊าดาาาาา (มี Sound effects ตลอด 5555)

ถึงแล้ว คุ้นมั้ยคะ โรงเรียนเรือนแพ ครูสอง ^^ ในภาพจะเห็นว่ามีแปลงปลูกผักสวนครัวด้วย

มีเสาธง มีห้องเรียน (เหมือนในหนังทุกอย่าง รวมถึงสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีเหมือนกันค่ะ)

เราไปหาคุณครูมาด ตัวจริงเสียงจริงเลยดีกว่า


เจอแล้วววว คุณครูสามารถ สุทะ คุณครูประจำที่โรงเรียนเรือนแพ (เหมือนพี่บี้มั้ยคะ 5555)

คุณครูกำลังติดงานค่ะ แต่พวกเราก็ไปฉุดมาถ่ายรูปกันหลายแอ็คทีเดียว ครูใจดี๊ดี น่ารักกกก


อ๊ะนี่มัน! พลอย..."พลอย เจอมาร" ใช่มั้ยคะ?

นางเข้าห้องเรียนได้ นางก็สวมบทเป็น 'ครูแอน' คว้าชอล์กเขียนไม่ได้เกรงใจ คนกวาดฝุ่น 555


และนี่คือผลงานของนาง "PAT AMM" คู้จิ้นแห่งยุค ที่ใครๆ ก็หมั่นไส้กันไปหมดแล้ว 5555


ในห้องเรียนมีอุปกรณ์การเรียน ที่ชวนให้คิดถึงสมัยที่เรากำลังเรียนหนังสือมากๆ เลย แง้ T_T


เดี๋ยวๆ!! ในขณะที่คะน้ากำลังระลึกชาติ คิดถึงวัยใสๆ ตอนเด็กๆ หันขวับมาอีกที โอ้วโหววว!

นี่มันแก๊งค์นักสืบจิ๋วโคนันชัดๆ เริ่มจากซ้าย เก็นตะคุง, โคนัน และอายุมิจัง ส่วน ไฮบาระ ไอ

หรือเชอร์รี่ คือ คะน้า ไงจะใครล่ะ โฮะๆๆๆ ส่วนแอ๋ม จะให้เป็น รัน ก็เตี้ยไปเนอะ 5555


ถ่ายภาพรวมกันก่อนกลับ หมดเวลาสนุกแล้วสิ!


55555 หลับเฉยยยย คืออัลไลลลล!!



หลับมาในขากลับจากโรงเรียนเรือนแพ...ตื่นมาก็หิวเลย 5555 โถๆๆ พ่อคู๊ณณณณ

เรามาต่อกันที่ ทางขึ้น "น้ำตกก้อหลวง" ค่ะ

(ขับรถออกมาจาก แก่งก้อ ไม่ไกลเลยค่ะ ขับวนๆ ในอุทยานฯ นี่แหละ มีป้ายเห็นชัดเจนทุกที่)

ทางขึ้นน้ำตก มีร้านส้มตำเล็กๆ เจ้าของร้านน่ารักใจดีมากๆ บริการดี ส้มตำอร่อย ชอบบบบ

และก็เป็นอีกมื้อที่เรารอดจ ากการอดอยากค่ะ พอทานเสร็จ เราขอซื้อฮอทดอกสดๆ กลับไปด้วย

เพื่อเก็บไว้ทำปิ้งย่างหน้า เต๊นท์นอนในคืนนี้ พี่เจ้าของร้านก็ใจดี๊ดี แบ่งขายให้เราด้วยนะคะ

กราบในความสวยและใจดีของพี่ด้วยค่ะ


กองทัพต้องเดินด้วยท้องอิ่ม และนี่คืออิ่มแล้ว 5555

เรากำลังเดินระยะทาง 350 เมตร เพื่อไปที่..."น้ำตกก้อหลวง" ค่ะ

เดินไม่ไกล แอบร้อนนิดๆ มีหอบหน่อยๆ แต่รู้สึกสนุกมากอยู่ดี ละมุนไปกับวิวนี่แหละ ^^


ยัง! ยังไม่ถึงงงง! 5555

นี่คือวิวข้างทางเดินที่เรากำลังเดินผ่านค่ะ เป็นไงเล่าาาา

นี่แค่วิวข้างทาง ละมุนไปแล้ว 40% โอ้ยสวยยยย!

เดินมาถึงช่วงนี้ เริ่มมีไอเย็นๆ มาคลายร้อนให้บ้างค่ะ อ่ะ! ขอตัวไปเดินต่อก่อนนะคะ


ถะ...ถะ...ถึงแล้วววว! น้ำตกก้อหลวง ^O^v

น้ำตกเป็นแอ่งเล็กๆ มีน้ำไม่เยอะ (คิดว่าเพราะไม่ใช่น่าฝน) มาถึงนี่แล้ว อากาศเย็นชื้นๆ ค่ะ

สบายๆ ไม่ร้อนเลยสักนิด มีคนเล่นน้ำด้วย แต่ใส่เสื้อชูชีพนะ มีบันไดไม้ทางลงไปถึงน้ำตก

เดินเล่นได้ตลอดทางน้ำไหลผ่าน แต่ระวังลื่นนน...นนน



ภาพนี้โดย น้ำ นางถ่ายรูปสวยไม่แพ้หน้านาง ค่ะ


ถัดจากน้ำตกต้นทาง ก็จะเป็นทางน้ำไหลผ่านชั้นหินน้อยใหญ่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ

น้ำใสมากจนไม่รู้จะใสยังไงแล้ว สดชื่น ดีต่อใจ


เดินกลับลงมาแล้วค่ะ เวลาประมาณบ่ายสี่ พวกเราต้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า (ใส่ชุดนอน)

กันที่น้ำตกนี้เลยค่ะ (สะอาด สะดวกด้วย) แต่ห้องอาบน้ำที่นี่ มีฝั่งละห้องเ ดียวเท่านั้น แยกชาย

หญิงค่ะ เป็นห้องอาบน้ำเดี่ยว อยู่ข้างร้านส้มตำ (ว่าแต่มาพูดถึงห้องน้ำในรูปนี้ คือร่ะ? 555)


อาบน้ำเสร็จแล้ว ตัวหอมฟรุ้งฟริ้งกลิ่นมาดาม...ก็ขับรถออกจากน้ำตกก้อหลวง มาที่...

"ทุ่งกิ๊ก"

ขออธิบายสักนิดนะคะ ในภาพที่พวกเราขึ้นรถ จริงๆ ลานทุ่งในภาพนี้ เป็นลานกางเต๊นท์นอนชั้นที่ 1 ค่ะ

มีบ้านพัก มีเจ้าหน้าที่ มีห้องน้ำสะดวกสบาย แต่เพราะพวกเรา VIP คือเป็นกลุ่มคนที่ขี้เกียจตื่นเช้า

(นอนชั้นนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม แม่เจ้า!) เราเลยขอเจ้าหน้าที่ขึ้นไปนอนบนเขา (ชั้นบนถัดจากชั้นนี้ไป)

เหตุเพราะตอนตีสี่ จะมีเจ้าหน้าที่มารับนักท่องเที่ยวทุกคน ขึ้นรถกะบะของอุทยานฯ เพื่อไปที่ทาง

ขึ้นไปจุดชมวิว "ผาดำ-ผาแดง" ค่ะ ทำให้ต้องตื่นเช้า ส่วนกลุ่มเราที่นอนข้างบน

ต้องรอรถที่รับคนจากชั้นล่างขึ้นไปรับ ระยะรอคอยที่ประมาณ 40 นาที

ทำให้กลุ่มคนที่นอนชั้นสอง ตื่นช้ากว่าได้นั่นเอง ^O^


บรรยากาศสองข้างทางที่เรานั่่งรถผ่านค่ะ ป่าจริงๆ ป่าไปเลย นั่งรถกันหัวสั่นหัวคลอน

เพราะถนนไม่ได้สะดวกสบาย ต้องชำนาญ ต้องรู้ทาง ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ดีที่สุด 5555

คือเรานั่งรถกันไป อัด VDO กันไป คุยกันไป เวลามองทาง

เราชอบทายกันว่า "จะเลี้ยวซ้ายหรือขวา" เพราะทางมันทึบ ดูงงๆ

ไม่น่าจะขับรถเข้าไปได้ (ในบางช่วง) สนุกดีค่ะ

อ่อ! ระยะเวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีนะคะ


ประดุจทะลุมิติ วาร์ปมาจากภาพเมื่อกี้ 5555 ทำไมลานทุ่งกิ๊กช่างกว้างขวางยิ่งนัก!

หญ้าเขียวต่างจากป่ารกทึบที่ขับรถเข้ามาซะ เหลือเกิ๊นนน! มาถึงตรงนี้แล้ว ก็เดินจองที่กางเต๊นท์กัน

เอาที่โปรดเลยค่ะ มีเจ้าหน้าที่มาดูแลเหมือนชั้นแรก แต่ห้องน้ำไม่สะดวกสบายเท่านะคะ

ควรอาบน้ำมาก่อน ตั้งแต่ที่น้ำตกเหมือนเรา หรือที่ชั้นแรกมาก่อนดีกว่า


หลังจากจับจองที่กางเต๊นท์กันเรียบร้อยแล้ว (จองแต่ที่ ยังไม่ได้กาง แค่เอาของไปวางๆ ไว้)

จนท.ก็พาเราเดินเล่นมาที่จุดชมวิว "ก้อน้อย" ถ่ายรูปวนไปๆ วิวภูเขาเขียวสุดสายตา ดี๊ดี


ภาพนี้เห็นวิวชัดดีค่ะ ถ้าน้ำไม่มานั่งบัง 5555


พอมืดแล้ว ไม่เห็นวิวอะไรอีกแล้ว

เราก็เดินกลับมาช่วยกันกางเต๊นท์ค่ะ ฮึบ! ฮึบ! ^O^v


นี่ไงงงง ฮอทดอกที่ขอแบ่งซื้อมาจากพี่ที่ร้านส้มตำ

พอขึ้นเตาละหอมฉุย อร่อยมาก! มีไก่ย่างด้วยค่ะ


พอท้องอิ่ม ก็หาได้เข้านอนไม่ 5555 มาฟินกับดาวเป็นล้านๆ ดวงบนท้องฟ้าระยิบระยับมากค่ะ

ที่นี่พอมืดแล้ว ไฟทุกดวงดับสนิท คนอื่นเริ่มเข้านอน

แต่กลุ่มเราบ้าดาวไงคะ และท้องฟ้าก็เป็นใจมากๆ ด้วย

ในภาพเราใช้แอพส่องช้างเผือก บริเวณที่เรากางเต๊นท์มีหางช้างอยู่ลิบๆ (ประมาณห้าทุ่ม)

พวกเราก็เลยผลัดกันไปยืนถ่ายรูปส่องช้าง แต่ไม่ค่อยเห็นค่ะ จนท.เดินมาบอกพวกเราว่า...

ให้ไปถ่ายที่จุดชมวิวตอนตีสี่ รับรองมาเต็มๆ พวกเราก็กล้าๆ กลัวๆ

กลัวว่าถ้าตอนตีสี่ไปแล้วไม่เห็น ไม่ได้ถ่ายภาพช้างกลับบ้าน

เราคงเสียเที่ยวแน่ๆ เราเลยตัดสินใจถ่ายแค่หางๆ กันที่หน้าเต๊นท์จนดึกดื่น

เพื่ออย่างน้อยก็มั่นใจว่า ได้หางช้างกลับบ้านไปมั่ง 5555


มาละค่ะ "การเดินป่า" เดินป่าแบบป่าจริงจัง ป่าไม่เกรงใจคนเมืองเลยนะเจ้าคะ โอ้ยยยย

จากลานกางเต๊นท์ นั่งรถกะบะ (คันเดิม) ขึ้นเขามาเรื่อยๆ สักพัก (ราวๆ ครึ่งชั่วโมงได้)

จากนั้น รถก็จะส่งเราลงที่จุดเริ่มต้นเดิน เพื่อเดินต่อไปอีก 1 กม. ทางเรียบ ทางชัน ทางเป็นชั้นหิน

ขรุขระสลับกันไปตลอดทาง ระวังเดินตกหลุมช่องระหว่างหินด้วยค่ะ มีเจ้าหน้าที่เดินไปด้วย

ตลอดทางเดิน ถ้าเหนื่อยก็ขอหยุดพักเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนร่วมทางคนอื่น

เจ้าหน้าที่มีแยกดูแลแถวค่ะ ถ้านั่งพัก ไม่ต้องกลัวหลงจากแถวที่เดินนำเลย

(**ต้องพกไฟฉายไปคนละอันค่ะ เพื่อความปลอดภัยในการเดิน ทางแอบเดินยากนิดๆ)


เดินเท้า 1 กม. ผ่านมาแล้ว ถึงจุดชมวิว

"ผาดำ-ผาแดง"

เรามาถึงตอนตีห้า (หรือเกือบตีห้านี่แหละ ^^) ตอนมาเห็นดาวสว่างวิบวับเต็มท้องฟ้าไม่แพ้ตอนห้าทุ่ม

ไม่มีอะไรบดบังเลย สบายตา ปลื้มปริ่มน้ำตาไหล แถมด้วยลมเย็นๆ โบกเข้าหน้าจนหายง่วงไปอีก

พอถึงตอนนี้ ช่างภาพเป็นกองทัพ ต่างแย่งชิงกันหาทำเลทองในการตั้งขากล้องกันสุดชีวิต!!

อามกับจ่าก็เช่นกัน 5555 จากนั้นไม่นานนัก แสงไฟนำโฟกัสจากกระบอกไฟฉาย ก็สลับ

กันส่องที่หน้ากล้องอย่างกับไฟดิสโก้ เพื่อใช้นำโฟกัสดาวช้างเผือกนั่นเอง

และในที่สุด!!!!

เรา ก็ ได้ รูป ดาวทางช้างเผือก แล้ว เย้ ^O^


ราวกับภาพวาดของจิตรกรระดับโลกอย่างนั้น

เมื่อพระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่มาทักทายจากทิวเขาเบื้องหน้า เหนือแม่น้ำปิง ในเช้าวันอาทิตย์...


เช้าวันอาทิตย์ ที่ 29 ม.ค. นี่คือ "ผาแดง" ค่ะ ต้องเดินจากจุดที่เราถ่ายดาวช้างเผือกมาทางซ้ายมือ

จะมีจุดให้ยืนถ่ายภาพหันมาทางขวา เพื่อเห็นหน้าผาสีแดงนี้ค่ะ เห็นแม่น้ำปิงด้วย

ภาพถ่ายจากกล้องแพงๆ ก็สวยไม่เท่ากับไปเห็นด้วยตาเลยค่ะ

แสงแดดอ่อนๆ ส่องกับผิวน้ำ มีลมพัดต้นไม้บนภูเขา คือวิวในฉากนิยายมากกก


อยากอยู่ตรงนี้นานๆ มันฟินเฟร่อเลยยย TOT

ชมวิวกับเพื่อนที่เรารักมากๆ ดีต่อใจช้อยนัก


เวลาประมาณ 7 โมงนิดๆ เราก็เริ่มเดินกลับค่ะ ทางที่เราเดินมาตอนกลางคืน

สภาพทางเดินประมาณนี้ค่ะค่อนข้างรกๆ และหินสลับกันไป มีหลุม

ระวังเท้าพลิก! เพราะคะน้าพลิกไปแล้ว

เพื่อนๆ ตกใจกันใหญ่เลย แต่คะน้าก็เดินไหว ถึงจะเดินไปเจ็บไปนิดหน่อย แต่สู้ตายนะ 555


กลับมาถึงจุดจอดรถแล้วค่ะ แดดอุ่นกำลังดีเลย


พอกลับมาถึงจุดกางเต๊นท์อีก ครั้ง พวกเราได้ช่วยกันเก็บเต๊นท์ ขยะ และแบคแพคเตรียมตัวกลับบ้านค่ะ

ระหว่างเก็บเต๊นท์ จ่าพาเที่ยว ก็แปลงร่างเป็น จ่าพาชิม ทำเมนูมาม่าให้เพื่อนๆ

มีเตาแก้สพกพาไว้ต้มน้ำด้วย พร้อมจริงๆ 5555

ลืมบอก...มาม่าเราซื้อมาจาก ร้านขายของชำที่แก่งก้อ ตอนไปโรงเรียนเรือนแพน่ะค่ะ ^-^

ก่อนกลับ...พวกเราได้เห็นโมเม้นท์น่ารักๆ ของเพื่อนชายสุดหล่อของเราด้วย

ฮี VDO Call หาคุณแม่ (ตรงจุดชมวิวมี 4G ค่ะ แรงพอได้)

ฮีอวดวิวสวยๆ ให้คุณแม่ดูสดๆ พวกเรานี่ยิ้มตามรอยยิ้มของคุณแม่เลยค่ะ น่ารักไปอีกกกกก



มาถึงตรงนี้...ขอบคุณที่อ่านมาถึงนี่นะคะ 5555 เรารู้ว่าเราเป็นคนพิมพ์อะไรยาวๆ ตลอดเลย

ทริปนี้เรามีความสุขมาก สนุกมากๆ เพราะไม่ง่ายเลยที่จะว่างพร้อมเพื่อนๆ ขนาดนี้ พวกเรา

คบกันมา 20 ปีแล้วนะคะ นี่คือเหตุผลที่ทำไมคะน้าถึงอยากเขียนรีวิวเก็บไว้ค่ะ สำหรับเรื่อง

ค่าใช้จ่าย จ่ายค่าเข้าอุทยานฯ ค่าเรือ ค่าข้าว ค่าบริการเจ้าหน้าที่ หารกันแล้ว

เราจ่ายไปคนละ 2,000 บาท รวมค่าน้ำมันรถแล้วนะ เริ่ดมะ!

แนะนำนะคะ สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแนวป่าเขา รับรองจะชอบที่นี่เหมือนพวก เราค่ะ

เพราะป่านี้ยังดิบ นักท่องเที่ยวยังไปไม่เยอะค่ะ สวยจริงๆ ธรรมชาติสดใหม่มากเลยค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สำหรับทริปหน้า คะน้าจะพาไปที่ไหนต่ออีก

...ฝากติดตามกันไปเรื่อยๆ นะคะ ขอบคุณมากๆ ค่า...

และหากมีข้อผิดพลาดหรือติชม สามารถบอกกันได้เต็มที่ ที่ Comment box ด้านล่างนะคะ : )


ความคิดเห็น