น่าน ... ฤดูฝน ไปเถอะแล้วจะหลงรัก ♥ รีวิวโดย ม่อนจุก

" น่าน " . . จังหวัดเล็กๆที่แสนจะเงียบสงบ เรียบง่ายและ Slow Life ถ้าพูดถึงเมืองน่าน หลายๆคนคงจะติดภาพอากาศเย็นๆและสายหมอกในฤดูหนาว แต่จริงๆแล้ว น่านยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมายและสามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนต้นปี ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวน่านมาครั้งนึงแล้วและประทับ

น่าน ... ฤดูฝน ไปเถอะแล้วจะหลงรัก ♥

น่าน ... ฤดูฝน ไปเถอะแล้วจะหลงรัก ♥


" น่าน "
.
.
จังหวัดเล็กๆที่แสนจะเงียบสงบ เรียบง่ายและ Slow Life

ถ้าพูดถึงเมืองน่าน หลายๆคนคงจะติดภาพอากาศเย็นๆและสายหมอกในฤดูหนาว

แต่จริงๆแล้ว น่านยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมายและสามารถเที่ยวได้ทุกฤดู

ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนต้นปี ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวน่านมาครั้งนึงแล้วและประทับใจจังหวัดนี้มากๆ


ใครอยากตามรอยทริป 2 วัน 2 คืนแบบไม่ต้องลางานเข้าไปดูกันได้ที่

https://th.readme.me/p/7445



แต่ทริปครั้งนี้ผมไปน่านเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 60

ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนเต็มตัว ถามว่าทำไมถึงมาฤดูฝน?

ง่ายๆเลย พอดีจองตั๋วโปรของหาแดงได้ ไป-กลับ 600 บาท ฮ่าๆๆๆ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากไปเที่ยวแล้วได้เห็นวิวที่มันเขียวๆ เห็นแล้วสดชื่น

ซึ่งแน่นอนฤดูฝนเป็นช่วงคุณจะเห็นต้นไม้และพืชต่างๆ แบบเขียวขจีแน่นอน

และในช่วงฤดูฝนยังเป็นฤดูที่ชาวนาจะเริ่มทำนากันแล้วด้วย

แต่ในช่วงที่ผมไปเพิ่งจะเริ่มทำกันบางพื้นที่เท่านั้น

โดยครั้งนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวกันแบบ 3 วัน 2 คืน


ปัว - โรงเรียนชาวนา - กาแฟบ้านไทลื้อ -

วังศิลาแลง - ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ - วัดภูเก็ต -

น้ำตกสะปัน - อุ่นไอมาง - บ่อเกลือ - ถนนลอยฟ้า


ที่พักคืนแรก - โรงเรียนชาวนาตำบลศิลาเพชร

ที่พักคืนที่สอง - อุ่นไอมาง (Oun I Mang)



เอาล่ะเกริ่นมาพอสมควร ตามไปเที่ยวน่านกันดีกว่าาาาาาาา

หากชื่นชอบฝากติดตามผลงานกันได้ที่

https://www.facebook.com/yaktieowtamma/

เราออกเดินทางจาก กทม. โดย AirAsia ไปลงยังสนามบินน่าน
เราถึงน่านกันแต่เช้า ซึ่งวันที่ไปฝนตกต้อนรับพวกเราตั้งแต่เริ่มเลยทีเดียว
ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นฤดูฝนจริงๆ

ทริปนี้เราเดินทางกัน 3 คน ผม แฟน และเพื่อนแฟน
ผมเช่ารถ Vios ขับจากสนามบิน ค่าเช่าวันละ 800 บาท (เป็นของ Local)
โดยที่แรกที่เราไปแวะเมื่อได้รับรถก็คือ ...
.

.
Hug Her Him นั่นเอง ...

เมื่อตอนต้นปีเรามาพักที่นี่แล้วได้รู้จักกับพี่บอม เจ้าของ Homestay นี้

เลยซื้อของมาฝากและเยี่ยมเยียน แล้วก็ไปกันต่อยังเป้าหมายต่อไป

ใครไปน่านแล้วอยากพักในเมืองแนะนำที่ Hug Her Him เลยครับ

ที่พักห่างวัดภูมินทร์มากๆ เดินเที่ยวเล่นในเมืองได้สบายๆ

https://www.facebook.com/hugherhimnan


ขับรถตาม google map มาจากเมืองน่านประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ

เนื่องจากมีฝนตกปรอยๆตลอดทางเลยใช้ความเร็วมากๆไม่ได้

อีกอย่างวิวข้างทางมันจะเขียวๆหน่อยทำให้เพลิดเพลินมากๆ

แต่ไม่นานเราก็ถึงจุดแวะแรกตามแพลนของเราก็คือ

" ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ "

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ ต.ศิลาแลง อ.ปัว เป็นร้านกาแฟของร้านลำดวนผ้าทอชื่อดังแห่งปัว

นับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอำเภอปัว และผ้าทอส่วนใหญ่เมื่อทอมาแล้วก็มีการจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน

กาแฟร้านนี้รสชาติดีมากๆ เข้มข้น หวานมันและราคาเพียงแก้วละ 30-40 บาทเท่านั้น

และที่นี่ทำให้เราเพลิดเพลินกับบรรยากาศแบบสุดๆ เพราะด้านหลังร้านจะมีศาลาและทางเดิน

ที่วิวด้านหลังจะเป็นทุ่งนาและภูเขา เรียกได้ว่านั่งกิน นอนเล่นกันจนเพลินเลยล่ะ

อิ่มหนำกับการถ่ายควายเอ้ยยย การดื่มแฟกันพอสมควร
เราออกเดินทางต่อไปยังบ้านพักในคืนแรกของเราวันนี้ที่

" โรงเรียนชาวนา ต. ศิลาเพชร อ.ปัว "

โรงเรียนชาวนา อยู่ห่างจากกาแฟบ้านไทลื้อไม่ไกล ขับรถประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

การเดินทางไปยังโรงเรียนชาวนานั้น เราปักหมุด Google Map ไป

แต่ก็ต้องระวังนิดนึงเพราะมันจะพาเราหลงไปกลางทุ่งนา

ถ้าตาม Map มามันจะพาเราไปเลี้ยวขวาที่ซอย 2 เราไม่ต้องเลี้ยว ให้ขับเลยมาอีกนิดจะเจอป้ายในรูปนี้

ขับตามป้ายไปอีกนิดก็ถึงทางเข้าด้านหน้า ขับตามป้ายไปไม่หลงแน่นอน

( ตอนแรกเราไปเลี้ยวซอย 2 ขับไปเรื่อยๆ ไปโผล่กลางทุ่งนากันเลย 5555 )


ใครอยากไปพักที่นี่ลองติดต่อ โรงเรียนชาวนาตำบลศิลาเพชร

แต่อาจจะต้องจองล่วงหน้านานๆหน่อยนะครับ เพราะที่พักมีแค่ 4 หลัง

อย่างที่บอกว่าโรงเรียนชาวนา นอกจากจะเปิดให้บริการที่พักแล้ว

ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำในช่วงที่เริ่มทำนา ให้ได้เรียนรู้กันอีกด้วย

เช่น สอนการทำนาตั้งแต่ ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว ฟาดข้าว เป็นต้น

เเต่ช่วงที่เราไปยังไม่เริ่มทำนา ก็เลยได้แค่นอนพัก ถ่ายรูปเล่น ฮ่าๆ


ซึ่งบ้านหลังที่เรามาพักนั้นชื่อ " เรือนรจนา "

แต่ที่ฟิน ที่สุดก็คงเป็นห้องน้ำของที่นี่เนี่ยแหละ เปิดหน้าต่างออกไปวิวแบบว่า อาบไปฟินไปแน่ๆ

นอกจากนี้ผมยังไปเดินเล่นถ่ายรูปบ้านหลังอื่นด้วย เนื่องจากว่างมากๆ และไม่มีคนเข้าพัก

หลังจากเช็คอินและพักผ่อนนอนเล่นกันสักพัก ก็เริ่มหิว
มื้อบ่ายนี้เราฝากไปฝากท้องกันที่ร้าน

" ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ "
ซึ่งที่นี่จะเป็นทั้ง Home stay และ ร้านอาหารอีกด้วย (ครัวปิด 18.30 นะจ้ะ)


ถามว่าทำไมต้องมากินที่นี่ เพราะที่นี่จะมีทางเดินไปยังสถานที่ที่ผมอยากมาที่สุดในทริปนี้

" วังศิลาแลง "

แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะช่วงนี้ฝนตกพอดีและน้ำค่อนข้างเยอะ

ทำให้ได้ภาพมาแบบที่เห็นนี่แหละครับ T______T

เราผิดหวังจากวังศิลาแลง ก็เลยกลับกันและท้องฟ้าก็ดูขมุกขมัวในวันนั้น

ทำให้แพลนอีกที่นึงที่เราจะไปก็คือ

" วัดภูเก็ต"

เกือบจะยกเลิกไปเพราะท้องฟ้าไม่เป็นใจ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจขับรถไปลุ้นเอาดาบหน้า


จากวังศิลาแลงขับรถประมาณ 15 นาทีก็มาถึงวัดภูเก็ต ซึ่งไฮไลต์อยู่ที่วิวหลังวัด

ซึ่งที่นี่ในช่วงที่ทำนาเต็มพื้นที่จะสวยมากๆ เขียวไปทั้งหมดนี่แหละ

หลังจากถ่ายรูปกันพอสมควร ก็เดินทางกลับไปยังที่พักโรงเรียนชาวนา


เช้าวันที่ 2

เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศที่สดชื่นเย็นสบาย
เพราะรอบๆบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยทุ่งนาและทุ่งดอกปอเทือง
เป็นอะไรที่หลายๆคนคงแสวงหาที่พักแบบนี้ ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเราก็ออกไปทานอาหารเช้าที่ทางพี่นา เจ้าของจัดเตรียมให้เรา

ฝีมือการทำอาหารของพี่นา ไม่ธรรมดาจริงๆ อร่อยจนอยากกลับไปกินอีกเลยล่ะ

หลังจากอิ่มท้องแล้วเราเตรียมเก็บข้าวของเพื่อเช็คเอ้าท์ แต่ก่อนจะไปขอพาสาวๆไปถ่ายรูปเล่นหน่อยน๊

ลาแล้ว โรงเรียนชาวนาไว้จะกลับมาเที่ยวใหม่นะ


ออกจากโรงเรียนชาวนา ในวันนี้เราจะไปต่อกันที่ อ.บ่อเกลือ

แต่ก่อนจะไปเราจะแวะไปทำภารกิจอย่างนึงที่

"อุทยานแห่งชาติดอยภูคา"

จากโรงเรียนชาวนาขับรถไปประมาณ 15-20 นาทีก็ถึงยังอุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ซึ่งภารกิจของเราในวันนี้ก็คือ ... ประทับตราสะสมของอุทยานนั่นเอง ฮาาาา

ประทับตราอุทยานเสร็จก็ไปแวะถ่ายรูปกันที่จุด ชมวิว 1715 ซึ่งดูภาพสิ...ขาวโพลนนนนนน

จริงๆที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคานี้มีที่พักเยอะมากและน่ามานอนพักด้วย

แต่คงไว้โอกาสหน้าแล้วกันเพราะเราจะต้องไปต่อกันที่ อ.บ่อเกลือ และ น้ำตกสะปัน


ซึ่งจากดอยภูคาไปยังบ้านสะปันนั้นระยะทางประมาณ 70 ก.ม.ใช้เวลาประมาณ 1.30 ช.ม.

เพราะเป็นทางที่ขับขึ้นลงเขา อาจจะต้องใช้ความระมัดระวัง และใช้ความเร็วได้ไม่มากนัก

และเเล้วเราก็มาถึงทางเข้า

"น้ำตกสะปัน"

ซึ่งเราจะต้องจอดรถไว้ที่นี่และเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 700-800 เมตรก็จะถึงน้ำตกชั้น 3

นั่นไงไกลๆ นั่นแหละ เหมือนเข้ามาอยู่ในป่าพิศวงจริงๆ เขียวไปหมดดดดด

เดินขึ้นไปอีกหน่อย ก็มาอยู่ตรงหน้าน้ำตกแล้ว

เดินเล่น ถ่ายรูปที่น้ำตกสะปันกันพอสมควร เราก็เข้าที่พักในวันที่สองของเรา


" อุ่นไอมาง "

อุ่นไอมาง เป็น Home Stay เล็กๆที่ใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกสะปัน

ตกแต่งแบบกลิ่นไอ สไตล์ญี่ปุ่น ผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

ด้านหลังยังมีแม่น้ำมางไหลผ่านที่พักอีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วที่พักที่นี่จะมีแบบกระโจมด้วย

และจะมีสะพานไม้พาดผ่านแม่น้ำข้ามไปยังอีกฝั่งเพื่อไปยังกระโจม

แต่โชคไม่ดีก่อนวันที่เราไปพัก มีฝนตกลงมาเยอะทำให้น้ำพัดสะพานและกระโจมจนพังไป

อุ่นไอมาง ณ สะปัน

เจ้าตัวนี้เป็นเจ้าถิ่นมาต้อนรับเราตั้งแต่มาถึงเลยล่ะ

บริเวณห้องพักที่เราพักกัน


จัดแจงเก็บของ เดินถ่ายรูป นอนเล่นจนหายเหนื่อย เราก็ไปขับรถเล่นรอบๆที่พักกัน

ซึ่งเราแอบถามคุณป้าคนดูแลมาว่า ช่วงนี้ชาวบ้านสะปันเริ่มทำนากันเเล้ว เลยขับรถไปดูกัน

จากอุ่นไอมางต้องขับรถขึ้นเนินมาหน่อย ประมาณ 1 กิโลเมตรจะมีจุดที่สามารถมองเห็นวิวทุ่งนาที่สวยมากๆ

จากจุดนี้เราใช้เวลาหยุดถ่ายรูปกันพอสมควรเพราะของจริงมันสวยมากๆๆๆๆๆๆๆ

เป็นนาของบ้านสะปัน ที่ยังทำได้ไม่เต็มพื้นที่นักเนื่องจากเพิ่งเริ่มต้นฤดูทำนา

แค่นี้ยังสวยสุดๆ ถ้ามาช่วง ก.ค. - ส.ค. น่าจะเขียวสุดๆไปเลยล่ะครับ

ชาวนากำลังเดินกลับกันแล้ว

มองจากด้านบน เราลองขับรถลงไปชมวิวนาด้านล่างกันบ้าง


คุณป้าท่านนี้กำลังดำนาแบบแข็งขันมากๆ

เราเดินเล่นชมวิถีชีวิตของชาวนาบ้านสะปันกันจนเต็มอิ่มและเหงื่อไหล

พวกสาวๆเริ่มหิวแล้วกลับไปอาบน้ำอาบท่า ทานอาหารเย็นและนอนพักผ่อนกัน



เช้าวันที่สาม

วันสุดท้ายของทริป วันนี้เรามีเวลาไม่มากนัก
เพราะไฟลท์กลับของเราจะต้องบินตอน 4 โมงเย็นเป๊ะๆ

พวกเราเลยตื่นเเต่เช้า ไปทานอาหารเช้ากัน


กินอิ่มก็กลับมาเตรียมตัวเช็คเอ้าท์ ระหว่างรอสาวๆแต่งหน้าก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย


บอกลา "อุ่นไอมาง" ไปด้วยภาพวิวหลังที่พักยามเช้า ไว้จะกลับมาเที่ยวใหม่นะ


ออกจากอุ่นไอมางประมาณ 9 โมงเช้าเราไปแวะกันที่ หมู่บ้านบ่อเกลือสินเธาว์ภูเขาแห่งเดียวในโลก

ซึ่งขับจากอุ่นไอมางมาประมาณ 15 นาที ก็ถึงยังหมู่บ้านและใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณครึ่งชั่วโมง

เพราะจะต้องรีบขับรถกลับไปให้ทันเที่ยวบิน ซึ่งเสียดายมากๆ ที่นี่เป็นแหล่งถ่ายรูปชั้นดีเลยแหละ ฮ่าๆๆ

ไว้ต้องหาโอกาสมาซ้ำแน่ๆ

ออกจากหมู่บ้านบ่อเกลือมา เราขับมาทางเส้นถนนลอยฟ้า 1081 อ.สันติสุข - อ. บ่อเกลือ

ซึ่งเวลามาเที่ยวช่วงหน้าฝนนี่คนน้อยมากๆ เรียกว่านับรถคันที่สวนมาได้เลยล่ะ

เราขับรถเข้าตัวเมืองน่านมาเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปบ่อยมาก
จนมาถึงตัวเมืองน่านใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ


แต่ทริปของเรายังไม่จบ เพราะเราจะแวะไปไหว้พระกันที่

"วัดภูมินทร์"


เสร็จแล้วก็ข้ามถนนมายัง ซุ้มลีลาวดี ซึ่งตอนต้นปีมีแต่กิ่งก้าน ไม่มีใบสักต้น

แต่ถ้ามาฤดูฝน ก็จะได้เห็นแบบนี้อ่ะนะ

อีกฝั่งก็คือ ข่วงเมืองน่าน นั่นเอง


ไหว้พระเสร็จก็ได้เวลากลับกันแล้ว แต่ขอแวะไปหาของกินร้านเด็ดของจังหวัดน่านก่อนนะ

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำไร้เทียมทานกับเล้งชิ้นโต อร่อยเเซ่บ จริงๆ

แล้วไปต่อกันด้วยไฮไลต์ปิดท้ายทริป

"ร้านของหวานป้านิ่ม"

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามวัดศรีพันต้น เป็นร้านของหวานที่โด่งดังมากๆของน่าน

ราคาอาจจะแพงไปหน่อย แต่ก็อร่อยและรับได้กับรสชาติ อีกอย่างเมนูแปลกไม่เหมือนใครดี


ไอติมบัวลอย / ไอติมข้าวเหนียวมะม่วง / ลอดช่องสิงคโปร์ทับทิมกรอบ


กินเสร็จ อิ่มอร่อยกันไปก็รีบบึ่งไปสนามบินจนเกือบไม่ทัน ฮ่าๆ

ปิดทริป

"น่าน..ฤดูฝน"

ไปแบบประทับใจสุดๆ กับการมาเที่ยวฤดูฝน

ซึ่งได้ความรู้สึกแปลกใหม่ สดชื่น เย็นสบายและ เขียวขจีสบายตามากๆ เหมาะแก่การมาพักผ่อนสมองสุด ๆ

น่านยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ที่ผมยังอยากไปอีกหลายที่ คงต้องหาโอกาสกลับมาเยี่ยมเยียน

จังหวัดที่แสนสงบแห่งนี้อีกครั้ง

บ๊าย บาย

" น่านนคร "

ความคิดเห็น