"ดอยภูแว" ดินแดนแห่งขุนเขา รีวิวโดย dandelion

หลงรัก "เขา" เข้าแล้ว . . ". .ดินแดนแห่งขุนเขา ที่ที่มีภูเขารายล้อมโดยรอบ ยามค่ำคืนมีประกายดาวเต็มท้องฟ้านับหมื่นดวง. ." . . มิตรภาพกับคนแปลกหน้าก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการเดินทางในครั้งนี้ . . ดอยภูแว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อยู่ในพื้นที่ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จัง

"ดอยภูแว" ดินแดนแห่งขุนเขา

"ดอยภูแว" ดินแดนแห่งขุนเขา

 วันพฤหัสที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 เวลา 15.07 น.

 วันที่เดินทาง 4 ธ.ค. 2559

หลงรัก "เขา" เข้าแล้ว . .


". .ดินแดนแห่งขุนเขา ที่ที่มีภูเขารายล้อมโดยรอบ ยามค่ำคืนมีประกายดาวเต็มท้องฟ้านับหมื่นดวง. ."


. . มิตรภาพกับคนแปลกหน้าก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการเดินทางในครั้งนี้ . .


ดอยภูแว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อยู่ในพื้นที่ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ยอดดอยมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,837 เมตร ต้องเดินเท้าขึ้นไปด้วยระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร

ดอยภูแว มีทางขึ้น 2 เส้นทาง คือ

  • เส้นทางบ้านด่าน ซึ่งเป็นทางสูงชันแต่ใกล้ ** เราเลือกเส้นทางเดินขึ้นที่บ้านด่าน**
  • เส้นทางปางควาย ทางไม่สูงชันแต่ไกลกว่า

**เราเดินทางด้วยรถตู้จากกรุงเทพฯ - อุทยานฯ จึงสะดวกในเรื่องของการเดินทาง เพราะเส้นทางที่จะไปยังอุทยานฯ รถที่จะผ่านไม่มี ฉะนั้นต้องเช่า หรือเหมารถไป หรืออาจโบกรถได้แต่จะลำบาก เพราะรถผ่านเส้นนั้นน้อยมาก . .**


**สิ่งที่ต้องเตรียม

- เต็นท์ (อุทยานฯ ไม่มีให้เช่า)

- ถุงนอน (อุทยานฯ ไม่มีให้เช่า)

- อาหาร(ต้องทำอาหารทานกันเอง)

- น้ำ(เตรียมให้พอ ด้านบนไม่มีแหล่งน้ำ)

**ระหว่างทางเดินมีจุดเติมน้ำ 2 จุด จุดแรกคือ บริเวณหมู่บ้าน จุดที่ 2 คือ บริเวณไร่ข้าวโพด เจ้าหน้าที่จะบอก^^**

- ทิชชู่เปียกสำหรับอาน้ำแห้ง

- ไฟฉาย

- เสื้อกันหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หมวก เพราะด้านบนอากาศเย็น

- เตาปิคนิค สำหรับประกอบอาหาร หรือก่อไฟด้านบนได้แต่ลมค่อนข้างแรง


  • หากต้องการจ้างลูกหาบติดต่อผ่านทางอุทยานแห่งชาติดอยภูคาก่อนการเดินทาง ลูกหาบคิดราคาคนละ 1200 บาท แบกสัมภาระได้ประมาณ 20 กิโลกรัม
  • หากต้องการไปพิชิตดอยภูคาต้องติดต่อกับทางอุทยานแห่งชาติดอยภูคาล่วงหน้า ที่เบอร์ 082 194 1349 เพราะจะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว 90 คน ต่อคืน เนื่องจากด้านบนมีพื้นที่จำกัดสำหรับกางเต็นท์
  • มีค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่นำทาง 800 บาท ต่อเจ้าหน้าที่หนึ่งคน


เราออกเดินทาง. .ในคืนวันที่ 3 ของเดือนสุดท้ายของปี 59 โดยรถตู้จากรุงเทพฯ

DAY 1 วันที่ 4 ธันวาคม 2559

เรามาถึงจังหวัดน่านประมาณตีสี่ได้ เราแวะซื้อของที่ตลาดสดระหว่างทาง อากาศในยามเช้าของที่นี่เย็นสบายจนเกือบหนาว มีละอองของหมอกลอยฟุ้งจางๆ ในอากาศ ทำให้รู้สึกสดชื่น . .


. .รถตู้มาแล่นมาเรื่อยๆ ตามทาง บางช่วงเส้นทางก็คดเคี้ยว ระหว่างทางมองเห็นภูเขาน้อยใหญ่มากมาย มีทั้งภูเขาหัวโล้นที่กำลังมีต้นไม้เล็กๆ ขึ้น หรือบางลูกกำลังโดนทำไร่สับปะรด, ไร่ข้าวโพด, ทำไร่นา จนในที่สุดรถหยุดที่ "จุดชมวิว 1715" ของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา แสงแดดตอนเช้าของที่นี่มันช่างสดใสจริงๆ


แวะถ่ายรูปสวยๆ เรียบร้อยก็ออกเดินทางต่อมุ่งหน้าไปยังบ้านด่าน..


พวกเราเลือกเดินขึ้นที่บ้านด่าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่นำทางรอเราอยู่แล้ว(ติดต่อล่วงหน้า)


. . แรกเริ่มทางเดินจะชัน และจะชันขึ้นเรื่อยๆ แม้ทางเดินจะชันแต่ระหว่างทางยังมีต้นไม้น้อยใหญ่ที่คอยบดบังแสงแดดจากข้างบน ทำให้เราไม่ค่อยร้อนมาก


เมื่อพ้นจากป่าจะเป็นทางเดินเท้าบนถนนดินแดงที่ลาดชันขึ้นไปสู่หมู่บ้าน ซึ่งไม่มีต้นไม้คอยบังแสงแดดให้เหมือนที่เดินผ่านมา ทำให้อากาศค่อนข้างร้อน เหนื่อย และเหงื่อโชกไปตามๆ กัน แต่จากจุดนี้สามารถมองเห็นวิวรอบๆ ได้ ทั้งภูเขา และต้นไม้ . .


แล้วเราก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านกัน. .

ถือเป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าเราเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว(มั่ง) ผู้คนในหมู่บ้านนี้น่ารัก มีเด็กๆ มายืนอยู่หน้าบ้านของตัวเองและกล่าวทักทาย "สวัสดีครับ/ค่ะ" ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีชาวบ้านไม่ถึงร้อยคน บ้านเรือนถูกสร้างด้วยไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นซี่ๆ มุงให้เป็นตัวบ้าน ส่วนพื้นยกขึ้นสูงแต่ไม่มาก พอให้มีใต้ถุนบ้าน ซึ่งมีกระสอบข้าวโพดมากมายตั้งกองอยู่ บางบ้านก็มีแคร่ไม้ไว้นั่ง หรือบางบ้านก็เลี้ยงหมูไว้ใต้ถุนเลย หมูที่นี่จะมีขนสีดำ สังเกตได้ว่าจะเลี้ยงไว้ทุกบ้าน ภายในหมู่บ้านจะมีอาคารเล็กๆ สำหรับให้เด็กเล็กๆ ได้เรียนหนังสือ ซึ่งชาวบ้านที่นี่มีอาชีพทำไร่ข้าวโพดซะส่วนใหญ่ และอาจมีทำไร่นาบ้างผสมกันไป


บริเวณที่หมู่บ้านมีแท้งค์น้ำ ที่สามารถให้เราเติมน้ำได้ ซึ่งใช้เวลาอีกพักใหญ่ ถึงจะเจอจุดเติมน้ำอีกที่ . .



ประโยคสั้นๆ ที่เขียนติดไว้ "เรารักพระเจ้าอยู่หัว" พ่อหลวงยังคงอยู่ในใจพวกเราเสมอทุกที่ ทุกเวลา . .


. . พอเดินพ้นจากหมู่บ้าน จะเจอกับไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน และต้องเดินผ่านท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุไร้ที่บดบัง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ บ่งบอกได้ว่าจุดที่เราเดินอยู่เคยเป็นภูเขามาก่อนและตอนนี้ได้กลายมาเป็นภูเขาหัวโล้นเสียแล้ว


บางช่วงจะเป็นพื้นที่โล่งๆ ซึ่งอาจเคยเป็นนาข้าว หรือไร่ข้าวโพดที่โดนตัดไปแล้ว แต่สองข้างทางที่เรามองเห็นไกลๆ ทำให้เราต้องหยุดเก็บภาพ และซึบซับกับวิวที่เห็น สันเขามากมายที่วางเรียงรายไกลๆ สุดสายตา แม้บางลูกจะไร้ต้นไม้บ้าง เราก็ได้แต่หวังว่ามันคงจะไม่กลายเป็นภูเขาหัวโล้นไปมากกว่านี้ . .


เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแรง เพราะต้องเดินฝ่าแสงแดดยามกลางวันมานาน ทำให้ต้องหยุดพักเพื่อเติมพลังด้วยอาหาร และมื้อนี้คงหนีไม่พ้นเมนูง่ายๆ สบายๆ ด้วย "ข้าวเหนียว หมูปิ้ง"


เติมพลังเรียบร้อย ออกเดินทางกันต่อ เดินตามไหล่เขาที่เป็นทั้งไร่ข้าวโพด นาข้าว ไปเรื่อยๆ จนถึงรั้วไม้ที่กั้นเอาไว้ ระหว่างไร่ข้าวโพดกับพื้นที่ป่า . .


ทางเดินในพื้นที่ป่าแรกๆ ทางเดินจะมีสลับทางราบกับทางชัน แต่พอเดินเรื่อยๆ ทางส่วนมากจะเริ่มชันขึ้น เพราะบริเวณที่เราต้องไปกางเต็นท์นอนดูดาวจะอยู่บนยอดเขา ซึ่งจะทำให้เราสามารถมองวิวได้ 360 องศา และเมื่อเดินพ้นทางชันในป่าที่เดินกันจนแทบปวดเข่า ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดกางเต็นท์. .

. . จุดกางเต็นท์ บริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ราบเล็กๆ เป็นทุ่งหญ้า ไม่มีต้นไม้ใหญ่ บนพื้นที่กางเต้นท์จะไม่มีแหล่งน้ำ ฉะนั้นต้องเตรียมน้ำขึ้นไปให้พอ และที่สำคัญไม่มีห้องน้ำ มีเพียงห้องน้ำตามธรรมชาติเท่านั้น เราจัดการกางเต็นท์ และเตรียมเสบียงอาหารสำหรับมื้อเย็น และเดินไปยังด้านบนของยอดดอยภูแวเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน. .


จากจุดกางเต็นท์ต้องเดินขึ้นไปชมวิวบนยอดสูงสุดของดอยภูแว ใช้เวลาเดินอีกประมาณ 20 - 30 นาที

บนยอดดอยจะมองเห็นยอดเขาหลายลูกเรียงตัวกันเป็นสันเขาที่ทอดตัวเป็นแนวยาวไปเรื่อยๆ มีลานหิน หน้าผา ที่นี่ถือว่าเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ และทะเลหมอก(วันที่เราไม่ไม่เจอทะเลหมอกเจอแต่ดาวเต็มฟ้า)


พระอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าแล้ว เมฆหมอกก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาปกคลุมบนยอดเขาแต่ละลูกจนลับตาและค่อยๆ มืดในที่สุด . .


. . อาหารยามค่ำคืนของเรา . .


ตกกลางคืน อากาศบนนี้จะเย็นมากมีลมมาเป็นระยะ มีน้ำค้างลงในช่วงกลางดึก ดาวที่นี่สวยและเยอะมากจนเต็มท้องฟ้า ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเหมือนแค่เอื้อมมือก็ถึง(ไม่ได้ถ่ายมา เพราะตอนนั้นไม่ได้พกกล้องไป ภาพจากโทรศัพท์มือถือ) นอกจากดวงดาวบนฟ้าแล้วที่นี่ยังมองเห็น "ทางช้างเผือก" ได้ชัดเจนอีกด้วย และบนนี้ยิ่งดึกยิ่งหนาว ดาวก็ยิ่งทอแสงเปล่งประกายแข่งกันเต็มท้องฟ้า . .


. . รุ่งเช้าวันใหม่ เรารีบตื่นแม้อากาศจะเย็น แต่ก็ต้องรีบเร่งเตรียมตัวเพื่อขึ้นไปบนยอดดอยภูแวให้ทันกับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องลงมายังสันเขา


แสงสีทองเริ่มส่องแสงเป็นทางยาว เป็นแสงอาทิตย์ในเช้าวันใหม่ . .


เติมพลังแด่ข้าเถิด . .


ประกายแสงสีทองของแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเมฆลงมายังภูเขาหลายลูก เป็นการบอกรุ่งอรุณและวันนี้เป็นวันที่ "5 ธันวา วันพ่อ" พ่อหลวงของแผ่นดินจะยังอยู่ในพวกเราเสมอ . .


ไฮไลท์ของที่นี่ คือ ทุ่งหญ้าสีเขียวตามแนวสันเขาที่ถูกแสงแดดสาดส่อง จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองตามแสงแดด . .


. . พวกเรา มาพิชิตแล้วนะ "ดอยภูแว". .


สุดท้าย..

ขอบคุณมิตรภาพดีๆ จากการเดินทางไปสู่ดอยภูแว ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า . .^^

ความคิดเห็น