Miles & More in Switzerland : Day 3 รีวิวโดย Piyai&Noolek

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราเดินทางมาถึง Interlaken กันแล้วค่ะ https://th.readme.me/p/19090 อากาศเช้าแรกที่ Interlaken ของเรา ทั้งสดชื่น ทั้งสวยตรึงใจ จนแทบทำให้ไม่อยากทำอะไร อยากแต่จะนั่งนิ่งๆ อยากแค่นั่งหายใจเข้า-ออก มองเมฆหมอกรอบกายที่ไหลมาโลมเลียทักทาย กับรับอากาศเย็นๆ ที่พัดพามาให้ชื่นใจแค่นั้

Miles & More in Switzerland : Day 3

Miles & More in Switzerland : Day 3

 วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.23 น.

 วันที่เดินทาง 24 ส.ค. 2561

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราเดินทางมาถึง Interlaken กันแล้วค่ะ

https://th.readme.me/p/19090

อากาศเช้าแรกที่ Interlaken ของเรา ทั้งสดชื่น ทั้งสวยตรึงใจ จนแทบทำให้ไม่อยากทำอะไร อยากแต่จะนั่งนิ่งๆ อยากแค่นั่งหายใจเข้า-ออก มองเมฆหมอกรอบกายที่ไหลมาโลมเลียทักทาย กับรับอากาศเย็นๆ ที่พัดพามาให้ชื่นใจแค่นั้น

แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ดีที่สุดเวลานี้ คือการรีบไปตักตวงความสุขที่ยังรออยู่อีกมากมายบนเส้นทาง ดังนั้น กิจกรรมวันนี้คือการไปเที่ยวเมืองและหมู่บ้านเล็กๆ ในละแวกนี้ ไปทักทายทำความรู้จักกันเอาไว้ก่อน เพราะการมาเที่ยวครั้งนี้อาจไม่สามารถสัมผัสพวกเขาได้ลึกซึ้ง จึงขอเพียงไปแวะแนะนำตัวไว้ ก่อนที่จะมาทำความรู้จักให้สนิทสนมคุ้นเคยกว่านั้น ว่าแล้วก็ออกเดินทางไป Grindelwald กันดีกว่าค่ะ

มุ่งหน้าสู่ Grindelwald

และแล้วไม่นานเราก็มาถึง Grindelwald ซึ่งเขาว่ากันว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวที่ Grindelwald คือช่วงฤดูร้อน เพราะจริงๆ แล้วที่นี่คือเมืองตากอากาศของชาวสวิตเซอร์แลนด์ เป็นช่วงเวลาของการมาทำกิจกรรมดีๆ ทั้งการขึ้นเขา First การเดินไปชมทะเลสาบ Bachalpsee เล่น First Flyer เดิน Cliff walk แล้วต่อด้วย Trotti bike

ถึงที่หมายแล้วค่ะ

อดตะลึงกับความยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย

แม้เรามาผิดช่วงเวลา แต่ภาพความงามและเสน่ห์ของ Grindelwald ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสายตา ก็ทำให้ตกหลุมรักได้ในทันทีที่มาถึง หมู่บ้านเล็กๆที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ และทุ่งหญ้าสีเขียวขจีพร้อมบ้านเรือนทรงกระท่อมไม้ ที่ตั้งกระจายไปตามไหล่เขาสะกดให้ต้องหยุดมองนิ่ง นาน แม้ว่าวันนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาตากอากาศ แต่ Grindelwald ยังเป็นจุดเริ่มต้นอีกแห่ง สำหรับการเดินทางขั้นต้นสู่ Jungfraujoch จุดสูงสุดของยุโรป ที่นี่จึงยังไม่เหือดแห้งนักเดินทางที่ต่างมุ่งมาไม่ขาดสาย



รถไฟที่รับคนมาจาก Interlaken เพื่อเปลี่ยนขบวนสู่ Jungfraujoch

ขบวนนี้เตรียมขึ้นสู่ Jungfraujoch

สถานี Grindelwald

ร้านค้าส่วนใหญ่ขายเครื่องกันหนาว

แต่สำหรับพวกเรา ณ วันนี้ ที่นี่ ขอใช้เวลาซึมซับกับมวลความสุขที่อบอวลอยู่ ณ ตอนนี้ดีกว่า แค่หยุดยืนแล้วแหงนมองไปรอบๆ กาย เทือกเขาที่ล้อมเราไว้ก็ทำให้วันหนาวๆ วันนี้ รู้สึกอุ่นในหัวใจขึ้นได้เหมือนกัน


หลังใช้เวลากับ Grindelwald กันจนอิ่มใจ ก็พากันออกเดินทางไปยังอีกเมืองหนึ่งที่ไม่ไกลจาก Interlaken เช่นกัน และเป็นที่หมายถัดไปของเรา นั่นคือ Lauterbrunnen เมืองในหุบเขา

เมืองนี้เป็นเสมือน Hub หรือชุมทางที่จะเดินทางไปยังภูเขาลูกต่างๆ จุดเด่นของที่นี่ก็คือ Staubbach Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนจากริมถนนและสถานีรถไฟ


ฟ้าใส อากาศเย็นสบาย ความเงียบสงัด ร่มรื่น ของ Lauterbrunnenในวันที่ไปเยือน ทำให้อยากใช้เวลาที่นี่ให้เนิ่นนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

บริเวณนี้เป็นสุสาน

บางทีทุกสิ่งอาจถูกกำหนดไว้แล้ว 'ความสุข' จึงค่อยๆ มาเติบโตในหัวใจอย่างช้าๆ อย่างนี้เอง


แม้จะอยากใช้เวลาที่นี่นานแค่ไหน แต่เราก็คงต้องไปที่อื่นๆ เพื่อตักตวงสิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" ที่มีรออยู่ข้างหน้ากันอีก

กลับจาก Lauterbrunnen ยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหน ก็เลยขอเที่ยวเล่นใกล้ที่พักบ้างดีกว่า มัวแต่ไปเที่ยวที่อื่น ตัวเมือง Interlaken เอง พวกเรายังไม่ได้เดินเที่ยวเล่นกันบ้างเลย แต่ตอนนี้ขอไปเดินเล่นแถวฝั่งตะวันออก หรือ Interlaken Ost. บ้าง เพราะอย่างที่เล่าค่ะ ที่พักเราอยู่แถว Unterseen ซึ่งจะใกล้กับ Interlaken West ลองมาชมบรรยากาศไกลๆ บ้านกันบ้าง


สวนสาธารณะขนาดใหญ่ Hohematte สำหรับการทำกิจกรรมทุกสิ่งอันของเมือง

โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารบนถนนสายหลัก Hoheweg

แค่ได้มาเดินบนถนนสายหลักของเมืองอย่าง Hoheweg กับไปนั่งเล่นแถวสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่าง Hohematte แค่นี้ก็ดูจะเพลิดเพลินแล้ว เท่าที่มองเห็นบรรยากาศ Interlaken ฝั่งนี้ค่อนข้างจะเป็นวิถีชีวิตของชาวเมืองมากกว่าฝั่งตะวันตก แม้ว่าจะเป็นส่วนที่มีสถานีรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่อื่นๆ ก็ตาม

เพราะฝั่งตะวันตกนั้นจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว มีความเป็นเมืองค่อนข้างมาก มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกมากมาย ฝั่งตะวันออกดูจะเงียบๆ สงบๆ มากกว่ามาก พวกเราพากันไปนั่งดูชาวเมืองที่พากันมาทำกิจกรรมในวันพักผ่อนกันอย่างสนุกสนาน จนแทบลืมเวลาเลยทีเดียว


แต่ในชีวิตคนเรานั้น เวลาและโอกาส ไม่ได้ผ่านเข้ามาเป็นประจำ ไม่มีวันย้อนคืนกลับมา ส่วนใหญ่มีคราวเดียว ผ่านแล้ว ผ่านเลย การได้ใช้เวลาให้สูญเสียไปบ้าง ลืมๆ เวลาไปบ้าง แต่ได้ความรู้สึกดีๆ คืนกลับมา สำหรับหนูเล็กแล้วคิดว่ามันก็คุ้มนะที่จะสูญเสีย


หลังจากนั่งเล่น เดินเล่นกันเรื่อยเปื่อยได้ที่ พี่ใหญ่เสนอจุดหมายใหม่ ให้เราเดินทางไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบ Brienz (Brienzersee) กัน จะได้แวะไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับทะเลสาบแสนสวยแบบแนบชิด ไม่ไกลจากที่นี่ด้วย ขับรถไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว ได้ยินดังนี้จะรออะไร ความงามของทะเลสาบมันเรียกร้องให้เราต้องไปสัมผัสแล้ว


เท้าไวเท่าความคิด ออกเดินทางกันทันที


แล้วก็มาแวะกันที่ Iseltwald ที่นี่เป็นเมืองขนาดเล็กมากๆ จนอาจเรียกว่าเป็นหมู่บ้านก็คงได้ มีท่าเรือที่เป็นจุดจอดแวะรับนักท่องเที่ยวที่ล่องเรือเที่ยวทะเลสาบด้วย เมืองนี้เงียบสงบราวเมืองร้างในวันที่เรามาเยือน และนี้เองยิ่งทำให้เมืองนี้แสนงดงามราวต้องมนต์

สายน้ำที่สะท้อนเงายามต้องแสงอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดง งามวาววับจับตา ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้างดงามชวนฝัน อดนั่งนิ่งๆ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปไหนต่อไหนไม่ได้


เมื่อเหม่อมองน้ำ ฟ้า และขุนเขา ตรงหน้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ยิ่งเราออกเดินทางมากเท่าใด ยิ่งพบว่าตัวตนของเราเล็กลงทุกที โลกภายนอกช่างกว้างใหญ่เสียเหลือเกิน มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่หนูเล็กรู้สึกว่าขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ มุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ เพราะการเดินทางทำให้โลกประสบการณ์ขยายใหญ่ขึ้นทุกที และอาจเพราะสิ่งนี้กระมังทีทำให้การใช้ชีวิตในวันวัยที่เพิ่มขึ้นเป็นไปด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ การได้ออกมาเห็นโลกภายนอกที่กว้างขึ้น บางทีนอกจากจะทำให้เข้าใจโลก ก็อาจทำให้เราเข้าใจตัวเรามากขึ้นด้วยก็เป็นได้



เราใช้เวลากันจนแทบสิ้นแสงตะวัน ก็ต้องจำต้องเดินทางกลับสู่ Interlaken เพราะขับรถเวลามืดๆ พวกเราไม่ค่อยนิยมเท่าไร กลับไปเดินเล่นกันต่อแถวๆ ที่พักบ้างดีกว่าค่ะ เรายังเหลือ Interlaken West หรือฝั่งตะวันตกที่ยังไม่ได้เดินเที่ยวกันเลย

หลังจากไปเที่ยวเมืองเล็กๆ อย่าง Iseltwald ให้จิตใจสงบนิ่งกันมาแล้ว เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เราขับรถกลับมาที่พักเพื่อจอดรถไว้ แล้วก็พากันออกมาเดินเที่ยวเล่นบริเวณ Interlaken ฝั่งตะวันตกกันบ้าง นัยว่าชมบ้านเมืองและเผื่อเดินดูร้านของที่ระลึกต่างๆ เพราะมากันก็หลายวันแล้วยังไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกันสักเท่ารเลย แผนการเดินทางของเราก็เป็นวงกลม ไม่มีการย้อนเส้นทางเดิม ดังนั้น หากพบเห็นอะไรถูกอกถูกใจก็ต้องตัดสินใจซื้อติดไม้ติดมือเลย จะคิดช้าไม่ได้โดยเด็ดขาด หากอยากได้ขึ้นมาภายหลังจะนึกเสียใจเอา ข้าวของหลายอย่างก็ราคาเท่ากันทั้งประเทศ ซื้อช้าเร็วค่าเท่ากัน รอไปไม่เกิดประโยชน์

จากที่พักสู่สถานีรถไฟและตัวเมือง Interlaken ฝั่งตะวันตก เราจะต้องเดินผ่านแม่น้ำ Aare บริเวณนี้เป็นจุดที่หนูเล็กโปรดปรานเหลือเกิน ยามเย็นเช่นนี้ แทบจะอดตั้งคำถามตัวเองไม่ได้ว่า ภาพตรงหน้านี้ ภาพความจริงหรือภาพฝัน ธรรมชาติสรรค์สร้างความงามไว้ได้บรรเจิดเหลือเกิน ทำให้ต้องหยุดยืนมองเป็นนาน จนสมาชิกเดินล่วงหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถึงเพิ่งรู้สึกตัว วิ่งตามแทบไม่ทันทีเดียว

แม่น้ำ Aare ในยามเย็น

บริเวณสถานีรถไฟ

กิจกรรมของชาวเมือง

เมื่อเดินผ่านสถานีรถไฟมา จะพบว่าบริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกหลายร้าน และแล้วเหล่าสมาชิกก็เริ่มแยกย้ายเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เลือกดูของที่ระลึก ของฝากคนทางบ้านกัน แต่เท่าที่ดูไม่ค่อยจะได้อะไรกันเท่าไรเพราะราคาของสินค้าไม่ใช่เล่นๆ เลยค่ะ จะจ่ายทีต้องคิดหนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดช้าเพราะมีนักท่องเที่ยวเดินตลอด ยังขายสินค้าได้เรื่อยๆ


Victorinox สินค้าสัญชาติสวิตฯ ที่มีจำหน่ายทั่วไปแทบทุกร้าน

ที่เห็นเดินๆ มีแต่นักท่องเที่ยวทั้งนั้น


แสงตะวันยามอาทิตย์กำลังจะลาลับมาทาทาบบนผิวน้ำ เมื่อผสมผสานกับความเหน็บหนาวที่ทวีขึ้นในยามค่ำกลายเป็นปฏิกิริยาเคมีชั้นดีที่ทำให้ดีกรีความคิดถึงบ้านก่อตัวขึ้น ความเหงา ความคิดถึง ความอ้างว้างเดินทางเข้ามาในความรู้สึกอย่างเงียบๆ แม้การเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมา จะเต็มไปด้วยความประทับใจ แต่ในหัวใจลึกๆ นั้นแม้ไม่ต้องเอ่ย พวกเราทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่มีผ้าห่มผืนใดในทุกๆ ที่ที่เราไปค้างอ้างแรมอุ่นเท่าดินแดนไกลโพ้นที่เราจากมานั้นเลย ช่วงเวลาที่เดินกลับที่พัก จึงมีแต่ความเงียบเท่านั้นที่พูดคุยกัน


แวะไปทักทายพี่ใหญ่กับหนูเล็กได้ที่

https://www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek/

ความคิดเห็น