เลาะขอบ เชียงรายหน้าฝน 4วัน มันแจ่มมากกกก รีวิวโดย เหลี่ยมพาเที่ยว

หน้าฝนเข้ามาเต็มตัว หลายๆคนคงไม่อยากไปไหน แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่ชอบออกไปเที่ยวหน้าฝนอย่างเช่นผมครับ หน้าฝนเป็นหน้าที่เราจะได้สัมผัสไอหมอกกันอย่างง่ายโดยไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ทริปนี้จึงเกิดขึ้นรวมกับได้เป็นส่วนนึงของกิจกรรม อส. SOCIAL ร่วมทีมอาสาช่วยโปรโมทชุมชนให้กระฉ่อนโซเชียล ชวนคนไทยไปเที่ยวชุมชน

เลาะขอบ เชียงรายหน้าฝน 4วัน มันแจ่มมากกกก

เลาะขอบ เชียงรายหน้าฝน 4วัน มันแจ่มมากกกก

 วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 21.07 น.

 วันที่เดินทาง 27 ก.ค. 2561

หน้าฝนเข้ามาเต็มตัว หลายๆคนคงไม่อยากไปไหน แต่ก็ยังมีอีกหลายๆคนที่ชอบออกไปเที่ยวหน้าฝนอย่างเช่นผมครับ หน้าฝนเป็นหน้าที่เราจะได้สัมผัสไอหมอกกันอย่างง่ายโดยไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ทริปนี้จึงเกิดขึ้นรวมกับได้เป็นส่วนนึงของกิจกรรม อส. SOCIAL ร่วมทีมอาสาช่วยโปรโมทชุมชนให้กระฉ่อนโซเชียล ชวนคนไทยไปเที่ยวชุมชน โดยผมได้ไปโปรโมทที่ชุมชนปางห้า อำเภอแม่สาย เป็นเวลา 2วัน1 คืน

ตามสูตรแล้วไปเที่ยวไกลๆทั้งที จะไปแค่2วันได้อย่างไร ผมเลยจัดทริปต่อพ่วงไปอีก 2 วัน รวมเป็นทริปนี้ 4วัน เราจะไปไหนในเชียงรายไปดูกันเลยครับ ค่าใช้จ่ายมีแจงท้ายทริปครับ แถมรีวิวเจ้ารถและยางสั้นๆท้ายทริปครับ


ตารางทริปคร่าวๆเดินทางวันที่ 27-30/7/2561

เส้นทางคร่าวทริปนี้วิ่งเลาะขอบบนเชียงรายครับ

วันแรก ขับรถทั้งคืนมาเช้าที่ ภูชี้ฟ้า-กินขาหมูดอยผาตั้ง-เลาะริมโขง-พระธาตุผาเงา-สามเหลี่ยมทองคำ-เข้าชุมชนปางห้าทำกิจกรรม-นอนบ้านสวนอุ้ยคำ

วันที่สอง เช้าไปชมวิวที่ดอยสะโง้ กลับมาทำกิจกรรมกระดาษษา-บ้านตีมีด-มาสก์ไยไหมทองคำ-สวนฝรั่งกิมจู-ไปต่อแม่สาย-บ้านผาหมี-บ้านผาฮี้-ดอยช้างมูบ-กลับมานอนในเมือง-เที่ยววัดร่องเสือเต้น-วัดห้วยปลากั้ง-ถนนคนเดินเชียงราย

วันที่สาม ออกจากที่พักไปพ่อขุนเม็งราย-แวะวัดรอบเช้าใหม่อีกรอบ-บ้านดำ-วัดร่องขุ่น-ขึ้นดอยช้างเที่ยวดอยช้างและนอนสถานีเกษตรที่สูง

วันที่สี่ เที่ยวต่อในดอยช้างเลาะลงมาทางแม่สรวย-วัดแสงแก้วโพธิญาญ-กลับ กทม.


ก่อนไปชมดู VDO สั้นๆก่อนได้ครับ เหมือนเดิมทริปนี้อุปกรณ์บันทึกภาพทั้งหมดมาจาก Nikon D7200 tokina 11-20 fix35 tamron 70-300 vc และ Gopro hero 4 silver


เริ่มออกเดินทางเย็นวันพฤหัสบดี ทริปนี้ไปตรงช่วงวันหยุดเข้าพรรษาพอดี ขาออกรถเลยติดมากเราออกจาก กทม.ประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆรอบนี้รถติดมาๆ กว่าจะหลุดนครสวรรค์3ชั่วโมง เหนื่อยเลย ทำเวลาไม่ได้ผิดแผนไปพอสมควร ตั้งใจจะไปเช้าที่ภูชีฟ้า


ตี5ซัดมาถึงแพร่ รอบนี้ได้นอนตอนกลางวันมาน้อยกว่าทุกทริปปกติจะนอนกลางวันเยอะๆแล้วขับทั้งคืนยันเช้า แต่รอบนี้ไม่ไหว หรือว่าจะเริ่มแก่ซะแล้ว555 ถึงแพร่ไม่ไหวจริงๆขอจอด ปตท งีบสัก40นาที เกือบๆ6 โมงสดชื่นตื่นเดินทางต่อ แต่ระยะทางอีกยาวไกลบวกกับสายฝนที่ตกแทบจะตลอดทางทริปนี้ แต่ยังดีที่ไม่แรงไปได้เรื่อยๆ


มาถึงเชียงคำอัดแก้สอีกรอบ เข้าเขตแก้สแพงแล้ว16บาทกว่าไอหย่าาอัดไปให้เต็มถังลุยต่อ


ในที่สุดแล้วก็ฝ่าฝันมาจนจะถึงภูชี้ฟ้าอยู่แล้วอีก ประมาณ 8 โล ขุ่นพระ ไม่ได้เอาน้องออสดำคันเดิมเติมแก้สออกทริปซะนาน หลังๆไปมอไซด์หรือไม่ก็วีโก้พี่สาสอีกคนในกลุ่มที่ไปด้วยกันบ่อยๆ แต่รอบนี้วางเส้นทางมาแล้วมีแต่ทางเรียบไม่ได้ลุยอะไร และมาแค่ 3 คนเลยเอารถแก้สดีกว่าประหยัดกว่าเยอะ

แต่แล้วก็เจอรับแขกด้วยดินสไลด์

เอาจริงๆมันก็ไม่ได้โหดอะไรมากแต่ด้วยที่ความเป็นรถโหลดเตี้ยจะเลียพื้นแบบนี้ก็มีหนาว

ผมจอดลงไปเดินเช็คลายเพื่อความชัวยังไงก็ต้องเสี่ยงลุยเข้ามาลึกมากจากแยกหลักประมาณ เกือบ40โลถ้าให้น้อนออกไปแล้วขึ้นทางอื่นจะเสียเวลามาก

ในที่สุดก็ลุยเลือกลายแล้วเหยียบไปกันชนหน้าไถดินเกลี่ยอย่างทุลักทุเล ปัดเป๋ไปมาแต่สุดท้ายก็รอดมาได้


ยังไม่ถึงที่แรกเลยเอาสะแล้ว555

หลังจากมาถึงภูชี้ฟ้า ทะลุไป10 โมง ฟ้าขาวไปหมดครับ มาหน้าฝนต้องทำใจ จะว่าเจอหมอกก็ง่ายฟินๆ แต่บางสถานที่ถ้าหมอกมากไปเราก็จะไม่เห็นอะไร 555 แต่ไม่เป็นไรเพราะเคยมาแล้วเมื่อปี59 เลยไม่เสียดายเท่าไหร่

เดินไปเกือบถึงยอด ขาวโพลนไปหมดครับไอหมอกปะทะหน้าหัวเปียกซก

น้องๆร้องเพลงเกมือนเดิมแต่น่าจะไม่ใช่คนเดิมแล้วละ

ไปต่อครับตามแผนแต่แรกถ้าเรามาถึงชี้ฟ้าได้แต่เช้าแรกที่ตั้งไว้6-7โมงจะไปแวะผาตั้งด้วย แต่รอบนี้เวลาเลยมาเยอะแล้ว และดูจากฟ้าแล้วผาตั้งคงฟ้าขาวเหมือนกันเลยแวะกินขาหมูข้าวเช้าอย่างเดียว

วิวระหว่างทางชี้ฟ้าไปผาตั้งครับ


เมฆลอยกดต่ำถ้าขึ้นไปสูงมากก็จะอยู๋ในหมอกกันละครับ

ขับไปถ่ายไป



แล้วเราก็มาถึงร้านอาหารผาสุข ก่อนถึงทางขึ้นดอนผาตั้งนิดนึง ดูมาเขาว่าอร่อยในลองสิเด็ดจริงไหม


กว่าจะถึงก็ปาไป11โมง มื้อนี้เลยควบสองมื้อไปเลย

ขาหมูหมั่นโถ่อร่อยมากครับได้ขาหมูใหญ่มากแถมราคาแค่250 รวมมื้อนี้ 500 บาท คุ้มมาก 2 มื้อแถมกินขาหมูไม่หมดห่อไปกินต่อเย็นนี้ 555


อาหารว่าอร่ยวิวก็อร่อยไม่แพ้กัน อากาศเย็นๆกำลังดี ช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อยครับเส้นนี้



ไปต่อก่อนจะเข้าที่ชุมชนปางห้าเส้นทางของวันแรกนี้ตามแผนที่นี้เลย เลาะขอบนอกเชียงราย

เส้นทางจากดอยผาตั้งไปเรื่อยๆวิวสวยตลอดทางครับ รถก็น้อยถนนดี แต่ก็มีช่วงดินสไลด์อยู่บ้างแต่ไม่หนักเท่าจุดแรก

ผ่านวิวริมโขงเป็นระยะๆ

สายฝนก็ตกๆหยุดๆเรื่อยๆครับ อยู่ใต้ฟ้าไม่กลัวฝนอยู่แล้ว ตกมาเลยย



เส้นทางมีขึ้นลงชันนิดหน่อยผ่านเชียงของเชียงแสน ตรงไหนวิวสวยก็จอดไปเรื่อยๆ


ถนนเส้นที่เรามาเมื้อตะกี้นี้



แล้วก็มาถึงพระธาตุผาเงาบ่าย 2 ได้ครับ




วิวสวยแจ่มเลยครับที่นี้




สวยงามไหว้พระแล้วก็ไปต่อครับ


มาเช็คอินสุดเขตแดนไทยเมองเชียงแสนซะหน่อย แล้วไปต่อสามเหลี่ยมทองคำ



หาที่จอดข้างทางแล้วเดินเอาครับ





จุดนี้ครัสามเหลี่ยมทองคำมองเห็น3ประเทศได้เลย



จากนั้นเราก็เดินทางมาถึงชุมชนปางห้าเวลาเกือบ 4 โมง เป้าหมายหลักทริปนี้ของเรา

ในส่วนของการเดินทางนั้นไม่ยากเลยหมู่บ้านอยู่ในแม่สาย รถยนต์ทั่วไปเข้าถึงได้ปกติครับ

หลังจากมาถึง ที่นี้กิจกรรมมากมายอาทิเช่น การทำกระดาษสา มาสก์ใยไหมทองคำ สปาเท้า และพาไปชมวิถีชีวิตชาวบ้าน การตีมีด ทำเทียน และสวนฝรั่งกิมจู เป็นต้น

ที่ปางห้านี้มีโรงงานผลิตกระดาษสาทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายส่งออกมานานแล้วครับ ที่นี้เลยจะตกแต่งด้วยกระดาษสาซะส่วนใหญ่


กิจกรรมแรกที่ผมจะทำในวันนี้ก็คือการทำกระดาษสาครับ กระดาษสานั้น ทำมาจากเยื้อไม้ของต้อปอสา อันนี้ที่จริงสามารถใช้เยื่อไม้ได้หลายชนิดแต่ว่าเนื้อของต้นปอสานั้นจะดีที่สุด

วิธีการคร่าวๆขั้นแรกเมื่อได้เยื้อต้นปอสามาแล้ว ก็จะมาทำการทุบๆให้แบน จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ครับ ก็จะได้เป็นก้อนปอสา


จากนั้นก็เอาก้อนเยื้อสา มาวางที่บล็อกจากนั้นก็ทำการตีบดขยี้เบาๆ

ให้เยื้อกระดาษแตกกระจายไปให้ทั่วบล็อก

จากนั้นก็ทำการออกแบบตามใจชอบเลยเมื่ออกแบบเสร็จแล้วก็จะทำการใส่กาวยางบางๆแล้วนำไปตากรอแห้งครับ

แต่วันที่เราไปฝนตกๆหยุดๆไม่ค่อยมีแดดเลย ยังไม่ได้ตาก

รูปภาพบางส่วนเป็นการทำกิจกรรมของช่วงเช้าวันที่2ครับเพราะวันแรกไปถึงเย็นแล้วทำไม่ทันแต่เป็นกิจกรรมต่อเนื่องกันเลยจะเล่าทีเดียวเลยนะครับ

ต่อไปเราจะมาทำการ รีไซเคิลกระดาษกันครับ ในส่วนการีไซเคิลนั้นจะใช้เศษกระดาษทั่วไปหรือกระดาษสาก็ได้เอามาผ่านกระบวนการบดแช่ทิ่งไว้ 24 ชั่วโมงจนรวมกันเป็นน้ำ จากนั้นเราก็ทำการเทลงบล็อกต่างๆที่เราเตรียมไวอีกทีนึง แล้วจึงนำไปตาก

หลังจากตากแห้งแล้วก็จะได้ ชิ้นส่วนรูปร่างๆต่างๆ สามารถเอาไปตกแต่งหรือทำเป็นโมบายได้อีกด้วยครับ

การทำโมบายก็ยิ่งแสนง่าย เอาชิ้นส่วนที่รีไซเคิลที่ตากแห้งแล้วมาติดกาวประกบกันครับ ออกแบบตามใจชอบเช่นเคย แล้วรอแห้งเป็นอันเสร็จกระบวนการ ทั้งโมบายและกระดาษสาทั้งสองอย่างที่เราทำแล้วสามารถเอากลับบ้านได้ครับ

แต่หากเราไม่ได้ค้างคืนหรือกระดาษสาที่ทำยังไม่แห้ง ทางชุมชนมีบริการจัดส่งตามกลับมาให้ครับ เป็นกิจกรรมสนุกๆที่สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยครับ และใครอยากจะติดต่อผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆที่ทำจากกระดาษสาสามารถติดต่อทางชุมชนได้เลยครับ


มาถึงกิจกรรมต่อไป อีกหนึ่งความภูมิใจของชุมชนเลยครับ กับมาสก์ไยไหมทองคำ

นวัตกรรมการสร้างแผ่นมาสก์ใยไหมร้อยเปอรฺ์เซนต์โดยใช้วิธี นำตัวไหมให้เขาทำการถักทอไยของตัวเองจนใยไหมรวมกันเป็นแผ่นเมื่อตัวไหมถักทอไยจนเสร็จ ตัวไหมก็จะกลายเป็นดั้กแด้ และ ผีเสื้อเพื่อมาวางไข่ใหม่ในที่สุด โดยที่เป็นการจบกระบวนการวงจรชีวิตของตัวไหม โดยที่ตัวไหมไม่ตาย

ซึ่งต่างจากการสร้างใยไหมในแบบอื่นที่จะนำตัวไหมไปต้มเพื่อให้ได้ใยไหมมาซึ่งจะทำให้ตัวไหมนั้นตายครับ ทำให้การสร้างแผ่นใยไหมนี้มีสารที่เป็นประโยชน์ต่างๆ เช่น เซริซินอยู่ครบ ร้อยเปอร์เซนต์เลยครับ งานนี้มีการจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อย

และยังเป็นอีกอาชีพหลักของชาวปางห้าในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อเอามาทำมาสก์ไยไหมและผลิตภัณฑ์ต่างๆภายใต้ชื่อ CEILK ครับ

ใครสนใจผลิตภัณฑ์ต่างๆสามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ Ceilk Natural Gold Silk Mask ครับ


ต่อไปเราจะเข้าที่พักกันครับที่พักที่ชุมชนนี้จะมีหลายแบบส่วนใหญ่จะเป็นโฮมสเตย์ตามที่ต่างๆในหมู่บ้าน วันนี้เรานอนกันที่โฮมสเตย์บ้านสวนอุ้ยคำ เฮือนฮิมบัวครับ

ห้องแอร์ด้วยครับหลังนี้มีห้องนอนหนึ่งกะด้านนอกมีเตียงเสริมนอนด้วยกัน 3 คนได้ครับ

กินอาหารเย็นพร้อมวิวริมน้ำ

อาหารในชุดนี้เสริมแบบเป็นขันโตกผมจ่ายเพิ่ม500บาทจากราคาแพคเกจครับ


กินข้าวไม่ค่อยอร่อย เธอป้อนให้หน่อยได้หรือป่าวว อะหึ้ยย



หลังจากกินข้าวเสร็จก็ขับไปไหว้พระที่วัดในหมู่บ้านครับ แต่วัดนี้น่าจะไม่มีเวียนเทียนวันนี้


จากนั้นก็ไม่มีอะไรครับวันนี้เหนื่อยมาทั้วันแล้วเข้าบ้านนอนเตรียมลุยเช้าใหม่ครับ


จากนั้นยามเช้าเราจะพาไปชมหมอกชมวิวที่ดอยสะโง้ครับ การไปเที่ยวนี่ไม่อยู่ในแพคเกจของท่องเที่ยวของชุมชนนะครับ แต่เราสามารถไปเองได้ง่ายๆ หรือให้ทางชุมชนติดต่อให้รถมารับบริการได้ครับ ดอยสะโง้นั้นอยู่ในพื้นที่เชียงแสน แต่การเดินทางจากปางห้านั้นแสนง่ายดายเพียง 15 นาทีก็มาถึง

แต่ทว่ายังไม่ใช่ยอดดอยครับต้องนั้งรถอีต็อกขึ้นไปเพราะมีทางวิบาก ประมาณ 800 เมตร ครับ นั่งรถแค่ประมาณ 10นาทีก็ถึง ค่ารถรอบละ200 ไป-กลับต่อกรุ๊บ นั้งได้เป็น10ครับ กระจายรายได้กันไป


แปบเดียวก็มาถึง หมอกลอยไปมา


พอหมอกพัดหมดไปก็เห็นวิวสวยงามมาก


มาถึงสะโง้อย่าลืมโล้ชิงช้า



วิวสวยรอบทิศทองครับน่ามากางเต็นท์นอนมาก



วิวสวยทุกทางยิ่งตรงร้านค้าด้านบนมีชาเก๊กฮวยให้นักท่องเที่ยวกินฟรีด้วยร้อนๆยามเช้า

วิวด้านบนนี้สามารถรับชมได้ 360 องศา วิวสวยมาก ตอนเช้าหมอกลอยๆ ฟินมาก น่ามานอนสักคืนแสงตอนเย็นคงแจ่มน่าดู ชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน


ลงจากสะโง้แวะคาเฟ่วิวสวยๆริมถนนกันหน่อย




กลับจากดอยสะโง้สายๆมากินข้าวเช้าที่บ้านสวนอุ้ยคำ


จากนั้นไปทำกิจกรรมกันต่อในชุมชนวันนี้เราจะไปดูการตีมีดไทลื้อกันครับ ที่ปางห้านี้มีบ้านลุงตีมีดนี้มีเจ้าเดียวเลยครับ


ลุงจะตีมีดทุกวันยกเว้นวันพระครับ วันนึงจะตีได้ประมาณ 2 เล่ม ลองไปตีอยู่สองสามรอบ ยากทีเดียวครับ เป็นงานฝีมือโดยแท้และวิธีทำดั้งเดิมเลยครับ



ต่อกันด้วยการทำข้าวซอยน้อย หรือ พิซซ่าไทยใหญ่ ไทยลื้อ


วิธีการก็ไม่ยากเอาข้าวพม่าไปบดให้เป็นน้ำก่อน ที่ต้องเป็นข้าวพม่าเพราะว่ามันแข็งดีป้าว่าแบบนั้น แล้วก็ร่อนใส่ถาดจากนั้นจะใส่ไข่ใส่ผัก ใส่หมูอะไรเพิ่มเติมก็ได้


จากนั้นใส่หม้อประมาณ 2-3 นาที แล้วลอกออกจากถาด หั่นซอยบางๆ จิ้มน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ อร่อยเหาะเลยขอบอกก

ออกจากบ้านตีมีดไปต่อที่สวนฝรั่งกิมจู ไปดูการเกษตรกันบ้าง

เดินชมสวนและเก็บฝรั่งกันสดๆเลย ฝรั่งกิมจูที่นี้อร่อยมากครับ ผมซื้อกลับมากินอีกหลายโล555


จากนั้นก็นั้งรถอีต๊อกกลับมากินมื้อเที่ยงอีกรอบเป็นอันจบทริปครับ




มื้อเที่ยงของเราวันนี้คือ เตี๋ยว โตก ตอง มีเฉพาะวันเสาร์ด้วยครับเรามาวันเสาร์พอดี เตี๋ยว โตกตองก็คือ ก๋วยเตี๋ยว ใส่บนใบตอง และ โตกคล้ายขันโตกอีกที จึงเป็นที่มา ของ เตี๋ยว โตก ตอง เส้นบะหมี่ก็ทำเองอร่อยมากครับ รสชาตดี ใครมาวันเสาร์อย่าลืมมากินกันครับ ก่อนทานรับเมี่ยงออเดิฟกันก่อน


ของคาวจบต่อด้วยของหวาน ขนมล็อคนา และขนมถ้วยครับ


บรรยากาศรอบๆบ้านสวนอุ้ยคำ

ท้ายสุดแวะถ่ายรูปเล่นที่โรงบ่มใบยาในหมู่บ้านด้วยครับ รูปทรงสวยงามแปลกตาดีครับ


จบไปแล้วกับกิจกรรมวิถีชุมชนสนุก ในรูปแบบ 2 วัน 1 คืน ที่จริงกิจกรรมมีมากกว่านี้แต่ผมเวลาไม่พอครับ

ส่วนใครสนใจจะมาทำกิจกรรมจะมาเดี่ยวหรือคู่หรือหมู่คณะ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด แพคเกจได้ ที่ ท่องเที่ยวชุมชนปางห้าโฮมสเตย์ มีทั้งกิรกรรม วันเดย์ทริป หรือ 2 วัน 1 คืนก็ได้ ครับ ในส่วนกิจกรรมที่ผมทำทริปนี้จะอยู่ในราคา คนละ 2100 บาทมีอาหาร 3 มื้อ แต่ไม่รวมแผ่นมาสก์หน้าในส่วนนี้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายและอาหารมื้อเย็นแบบขันโตกครับ

เชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกคนนะครับฝากชุมชนปางห้าไว้ด้วยครับ "เที่ยวท้องถิ่นไทย ชุมชนเติบใหญ่ เมืองไทยเติบโต"


ออกจากชุมชนปางห้าแวะไปดูด่านแม่สายกันหน่อย รถติดมากมายรถพม่าเพียบครับ


กลับรถออกอย่างไปไปหาปั้มแก้สอัดอีกรอบก่อนเลาะขอบเชียงรายกันต่อ


มาดูเส้นทางวันนี้มั้ง เมื่อวานเลาะขอบขวาติดกะลาว ไปแล้ววันนี้เลาะขอบซ้ายพม่ากันบ้าง

ที่แรกเติมแก้สเสร้จเส้นหลักกลับรถเลี้ยวซ้าย จากถนนใหญ่ไม่กี่โลเาก็จะเข้าสู่หุบเขาอีกแล้วครับ

สายหมอกกำลังสวยเลยเคลียคลอเขา


เราไม่ได้จกตรงร้านกาแฟครับคนเยอะมากกำลังฮอตฮิตเลยผาหมีผลพวงของน้องๆทีมหมู่ป่าคนแน่นสร้างรายได้ให้หมู่บ้านเยอะเลย


เลยขับมาจนเลยฏค้งนี้มีที่จอดแล้วเดินเล่นถ่ายรูปเอา



จากนั้นก็ไปต่อจุดชมวิวเดียวกะน้องทีมหมูป่าเลย


จากนั้นไปต่อบ้านผาฮี้ครับขับขึ้นไปเรื่อยๆแล้วเลี้ยวซ้าย ต้องบอกว่าเส้นทางนี้สวยมากครับวิวข้างทางแต่น่าเสียดายมารถยนถนนแคบไม่สามารถจะจอดเก็บภาพได้เลย นี่แหละหน่าขอเสียของรถยนต์ ไว้มีโอกาศจะขี่เจ้าแลลี่มาใหม่สวยดีครับเส้นนี้


ไม่นานนักเราก็มาถึงผาฮี้หมู่บ้านเล็กๆ ไปร้านกาแฟยอดฮิตกันหน่อย


วิวสวยเด็ดสมคำร้ำลือ


เดินเล่นในหมู่บ้านสักนิด



หมู่บ้านลดหลั่นตามแนวเขา

ออกจากผาฮี้4โมงกว่าแล้วไปต่ออีกนิดเดียวไม่ถึง3โลก็ถึงดอยช้างมูบ แต่เหมือนกับอยู่คนละโลก

เราขับทะลุมาอยู่ในม่านหมอกขาวโพลน สอบถามเจ้าหน้าที่บอกว่าปิดแบบนี้ทั้งวันที่ช้างมูบครับ

นี้ละหน่าธรรมชาติมีอะไรให้แปลกใจได้เสมอ

โชคดีอีกแล้วที่ผมเคยมาที่ดอยช้างมูบแล้วเหมือนกันเมื่อปี59 ทริปเดียวกะที่ไปภูชี้ฟ้านั้นแหละ ทำให้เคยเห็นวิวตอนฟ้าใสแล้วสวยงามมาก รอบนี้เลยได้อีกอารมณ์ก็ฟินไปอีกแบบครับ 555





ออกจากช้างมูบลงไปทางดอยตุงครับ ก็นั้นแหละครับที่บอกว่าหมอกขาวๆมันก็ได้อารมณ์อีกแบบอย่างมุมนี้

ให้อารณ์ฟินดีแท้ถนนเส้นนี้ครับหลายรูปแบบเลย



พอไต่ระดับลงมาก็พ้นหมอกมีจุดชมวิวฟ้าโล่งแล้วครับ

จากนั้นเราก็ไปหาที่นอนคืนนี้ตอนแรกว่าจะไปนอนที่ดอยแม่สลองครับ แต่เคยไปแล้วรอบนึง เลยคิดว่าลองเปลี่ยนไปเที่ยวในเมืองดูบ้างยังไม่เคยดูแสงสีในเมืองเชียงรายเลย ก็เลยเปลี่ยนแผนกันตรงนั้นเลยหาที่พักหลักร้อยถูกๆ


แล้วก็เจอกับที่นี้ครับ JB Mansion Chiang Rai อยู่ใกล้ๆ B2 ไนท์บาซาร์ครับ ตอนแรกจะ B2 แหละมันเต็มเลยขับหาอีกหน่อยเจอที่นี้ 3 คน 550 บาทเป๊ะเข้าล็อคเอาเลยตามงบ

ที่พักสอาดแอร์เย็นเตียงนุ่มครับปลอดภัยดีไม่พลุกพล่านด้วยอยู่ไม่ไกลถนนคนเดินด้วยครับขับรถไปแปบเดียว


มื้อเย็นวันนี้กินผัดไทยหอยทอดร้านตรงข้ามเยื้ยงที่พักนั้นแหละ


จากนั้นก็ท่องราตรีดูแสงสีหน่อยครับไปถ่ายรูปวัดตอนกลางคืนสักหน่อยที่วัดร่องเสือเต้น และวัดห้วยปลากั้ง ไม่ได้เข้าไปไหว้นะครับมาถ่ายตอนกลางคืนเฉยๆเดี่ยวตอนเช้าจะมาใหม่อีกรอบทั้งสองวัดครับ อยู่ในเมืองวิ่งรถไม่นานครับไม่กี่โลเองไปดูเลย

ด้านในสวยงามมาก



และวัดห้วยปลากั้ง



จากนั้นไปต่อถนนคนเดินเชียงรายมีไรบ้างขอดูหน่อยสิ


คนเยอะเยอะคึกคักดีครับหาจอดรถได้ที่ สถานีตำรวจ

เดินไปเดินมาเจองานรำวงย้อนยุค ขอเข้าไปแจมสักสองเพลง สนุกดีครับ ได้บรรยากาศรำวงไม่ค่อยได้เห็นกันสักเท่าไหร่ แต่แหะฝนเจ้ากลับ กำลังสนุกๆดีๆ ฝนตก วงแตกก หาที่หล่บกันให้วุ่น แล้วพวกเราก็กลับกัน


ก่อนกลับอีกนิดพอเดินมาถึงรถฝนซาเลยขอไปถ่ายรูปที่วงเวียนหอนาฬิกาหน่อยครับ เป็นอันปิดจ็อบคืนนี้นอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย


ตื่นเช้ามาพร้อมกับสายฝนพรำๆ เอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนเช้านี้ที่ อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช

อย่างที่บอกเช้านี้จะตะลุยวัดเดิมทีไ่ปเมื่อคืน

เส้นทางวันนี้ไม่เยอะครับวนๆในเมืองแล้วไปดอยช้าง

เริ่มที่แรกวัดร่องเสือเต้น




ต่อไปก่อนไปถึงวัดห้วยปลากั้งแวะมื้อเช้าก่อนเกาเหลาร้านระหว่างทางอร่อยมาก 40 บาท

วัดห้วยปลากั้ง

ไปดูรูปกันเลย






งดงามวิจิตรมากครับ



ออกจากวัดห้วยปลากั้งย้อนลงไปหน่อยไปเที่ยวบ้านดำ อาจารย์ถวัลย์ครับ ค่าเข้าคนละ 80 บาท

ด้านในจะมีโทนดำๆทั้งหมดครับ



ของสะสมที่แปลกตามกหนังสัตว์เยอะมาก


รวมทั้งกระดูกของสัวต์ใหญ่ๆ







อันนี้กระดูกอะไรใครรู้บ้างครับ ช้างหรือป่าวใหญ่มาก





หัวก๊อกน้ำเฟี้ยวฟ้าวมาก


ไปบ้านอาจารย์ถวัลย์แล้วจะไม่ไปหาอาจารย์เฉลิมชัยได้อย่างไร







ออกจากวัดร่องขุ่นแวะถ่ายรูปกะสิงฆ์ไร่บุญรอดก่อนไปต่อสักหน่อย

ไปต่อครับดอยช้างดอยช้างสามารถขึ้นได้สองทางทางแม่สรวยผ่านเขื่อหรือทางห้สนส้าน ผ่านอ่างน้ำล้นครับ ถ้ามาจากในเมืองขึ้นทางห้วยส้านผ่านอ่างน้ำล้นจะใกล้กว่าหลายโลแต่ชันกว่ามาก

แวะถ่ายรูปเล่นอ่างน้ำล้นก่อน

จากนั้นก็ไต่ระดับความสูงชันๆยาวๆ แต่เจ้าวีออสเราสบายกำลังหายห่วงขึ้นได้ไม่มีปัญหาครับ

ทางแคบและชันครับขับกันชิดซ้ายและระวังรถเจ้าถิ่นด้วยขับเร็วแรงมาก ขบกลับเจอ อุบัติเหตุรถเจ้าถิ่นกินโค้งชนรถ นทท ด้วย

แล้วก็มาถึงร้านดอยช้างวิวแวะกินข้าวกลางวันกับวิวแจ่มๆกันก่อน


วิวงามมาก


กับข้าว60บาทเท่านั้น


จากนั้นเราก็มาหาที่กางเต็นท์ที่สถานีเกษตรที่สูง พี่สาวออสดำจากลำปางอีกคัน ขึ้นมาเจอนอนด้วยกันคือนี้หนึ่งคืนครับ


จากรูปนี้มีลานกางเต็นท์ที่เราจะกางกันแต่ไปสอบถมเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าวันนี้หน้าฝนไม่มีคนพักบ้านว่างทุกหลังเก็บแค่คนละ 100 บาทเอาหลังใหญ่ไปเลย โอ้ว แบบนี้ก็ไม่กางเต็นท์ให้เหนื่อยแล้ว มา 5 คน 500 คุ้มเวอร์บ้านหลังใหญ่ในรูปนี้เลย




หลังนนี้นอนได้ประมาณ 20 กว่าคนเลย ข้างบนนอนรวมและมีห้องข้างล่างอีก2ห้อง

เก็บของเรียบร้อยเดี่ยวเราจะไปจุดชมวิวกัน โชคดีของวันนี้หลังจากฝนตกในเมืองตลอดเวลาพอขึนดอยช้างฝนหยุดมีแสงแดดออกมา

ก่อนถึงจุดชมวิวเราจะผ่านบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แวะชมกันก่อน เดินไม่ไกล 10นาทีก็ถึง





ทางไปจุดชมวิวประมาณ 2 กิโลจากเส้นหลัก ทางแคปและวิบากสักหน่อย รถโหลดมากอาจจะไม่รอด ผมเลยจอดรถผมไว้ไปรถวีออสอีกคันโหลดน้อยกว่า


แต่ด้วยพอนั้ง 5 รถมันก็ตูดห้อย ต้องมีลงอยู่สองเนินมันติดใต้ท้อง

ถึงแล้วเดินขึ้นไอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว


ไปชมรูปกันได้เลย

ให้ภาพเล่าเรื่อง







สวยงามตามท้องร่อง

ข้างทางสวยงาม



ขาออกตรงนี้ต้องลงเดิน

กลับมาถึงถ่ายรูปรอบสะหน่อย




มื้อเย็นวันนี้ไม่พ้นชาหมูหมูหมัก

ตอนกลางคืนอากาศหนาวเย็นแต่ไม่หนักมาก กำลังดี

ตื่นเช้ามา 6.30 ดูที่หน้าต่างโอ้วมีหมอกด้วย เลยขับรถมาถ่ายรูปตรงแถวร้านข้าวเมื่อวาน

เมื่อคืนฝนตกจนเกือบถึงเช้าได้ดูจากถนน


ถ่ายไปมา อ้าวฝนตกอีกและกลับมานอนต่ออีกหน่อยค่อยออกสายๆ

หลังจากนอนอาบน้ำถึงเกือบ 9 โมง ฝนก็ตกอีกแรงขึ้น หมอกเริ่มเยอะขึ้น มื้อเช้าของเราวันที่มาม่า ปลากระป๋องแสนอร่อยตามสูตร

ไปละดอยช้าง

จะออกจากดอยช้างนั้นไม่ใช่ง่ายๆยังมีอีหหลายที่


มาถึงดอยช้างก็ต้องมากินกาแฟดอยช้างต้นกำเนิดเสียหน่อย

ร้านแรก ดอยช้างคอฟฟี่ฟาร์ม รสชาติดีครับแต่ผมไม่ค่อยกินกาแฟอยู่แล้ว



มาอีกร้านนึงอันนี้ไม่ได้กินอะไรแวะถ่ายรูปซื้อของของฝากเฉยๆวิวสวยดี




หมอกหนาจัดมากฝนยังไม่หยุด

สวยสุดๆครับของจริง




มีชุดให้ใส่ถ่ายรูปอีกตะหาก

ไปต่ออีกร้านกินกันให้ตาแข็งไปเลยวันนี้ปลายทางอีกหลายร้อยโล

จากการกินสองร้อนพบว่าร้าน ดอยช้างคอฟฟี่นี้ ถูกปากที่สุดครับ แต่แก้วละ 90 แหนะ

ไปต่อครับเราจะลงทางเขื่อนแม่สรวย

วิวข้างทางสวยมากๆ แต่มันจอดไม่ได้หลายจุดถนนแคบครับ

ตรงนี้ทางตรงยาวแอบข้างได้ครับ วิวแจ่มมากจริงๆ

เขียวชอุ่มสดชื่นสุดๆ สายฝนยังคงโปรยปรายตลอด

สดชื่นๆๆ






ถึงแยกนี้เลี้ยวขวาก็ไปเชียงใหม่ได้เลี้ยวซ้ายกลับลงเขื่อนแม่สรวย


ผ่านจุดชมวิวก็แวะอีก

สวยงาม

ลงถึงพื้นราบแวะกินข้าวที่ Balcony Hill พอดีพี่ที่มาด้วยกันรู้จักเลยมากินได้ส่วนลด10%


กินข้าวเสร็จแยกย้ายกับพี่ที่ลำปาง


สุดท้ายท้ายสุดแวะไหว้พระก่อนกลับที่วัดแสงแก้วโพธิญาญ

สวยใหญ่อลังการเลยครับ

ที่เชียงรายนี้วัดสวยๆทั้งนั้นเลย





ใส่คอนเวิททด้วย



ออกจากวัดยิงยาวๆ ขากลับผิดคาดนึงว่ารถจะติดกลับวิ่งทำเวลาได้สบายๆ มาถึง นครสวรรค์ประมาณ ทุ่มกว่าๆกินข้าวอีกรอบแล้วยิงเข้ากรุง ถึงบ้าน 5ทุ่มนิดๆ ทริปนี้ถือว่าชิลมากๆ เวลาเยอะแวะได้เรื่อยๆ นอนเต็มอิ่มทุกวัน ฝนตกชุ่มฉ่ำทั้งทริป เย็นสบายดีมากครับ


สรุปค่าใช้จ่าย

ขอแบ่งเป็น 2 ยอด

ยอดแรกคือค่าหัวกิจกรรมที่หมู่บ้านปางห้า คนละ 2100 บาท รวมที่พัก อาหาร 3 มื้อและกิจกรรมต่างๆ และค่าขันโตก เพิ่มรวมกัน 500 บาท เป็นทั้งหมดที่ปางห้า 6800 บาท

หารสามคนเท่ากับ 2266 บาท


ยอดที่ 2 เป็นค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายของทริปวันอื่นๆ

น้ำมัน 900 บาท

ค่าแก้ส

แก๊ส 470 บาท 35.95ลิตร

แก๊ส 317 บาท 22.17ลิตร

แก๊ส 400 บาท 24.08ลิตร

แก๊ส 400 บาท 25.87ลิตร

แก๊ส 572 บาท 36.1ลิตร

แก๊ส 300 บาท 21.60ลิตร

ค่าขาหมูดอยผาตั้ง 500 บาท

ค่ารถขึ้นลงดอยสะโง้ 200 บาท

ผัดไทยหอยทอดในเมืองวันที่สอง 115 บาท

ค่าห้อง พักเมืองเชียงราย550

ข้าวต้มเลือดหมูมื้อเช้าวันที่สาม 140 บาท

ค่าเข้าบ้านดำคนละ80 240 บาท

ค่าข้าวกลางวันดอยช้างวิว 180 บาท

บ้านพักดอยช้าง 300 บาท

ค่าชาบูเครื่องดื่มที่ดอยช้าง 450 บาท

ค่าข้าวบาโคนี่ 450 บาท

ข้าวเย็นนครสวรรค์ 160 บาท

รวมทั้งทริป 6644 หาร3 = 2214 และที่ปางห้าอีก 2266 บาท

รวมจิปาถะค่ากาแฟทั่วไปรวมทั้งทริป คนละประมาณ 4600 บาทครับ กับระยะเวลา 4 วันอาจจะราคาสูงหน่อยทริปนี้เพราะมีค่าทัวร์ปางห้าด้วยครับ


ว่ากันถึงเจ้าออสดำคันเดิมแติมแก้สคันนี้บ้างไม่ได้เอาออกทริปไกลซะนาน เรี่ยวแรงยังดีไม่มีปัญหา ขนาดว่าวาวล์เริ่มจะยันอีกแล้ว 6ปี กับระยะทาง 220XXX โล ตั้งแต่ใช้มาไม่เคยมีงอแงอะไรเลย ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยครับ อวยกันสุดๆ555

ส่วนอัตราการกินน้ำมันรอบนี้ วิ่งไปทั้งหมดประมาณ 2200 โล หมดน้ำมันและแก้สรวมกัน 3359 บาท

ตกเป็นกิโลละ 1.52 บาท หมดน้ำมันเยอะหน่อย มีแต่ภูเขาหมดเลย ส่วนใหญ่ถ้าเป็นตอนเขาชันๆจะใช้น้ำมันครับ เต็มถัง900หมดถังพอดีถึง กทม.


ไหนๆก็มาเรื่องรถแล้วขอต่ออีกนิดว่าด้วยเรื่องยาง กับเจ้า

NITTO nt860 กับระยะทาง 70000 กิโลเมตร

ยางรถยนต์นี้มันก็เหมือนกับแฟนเรา สัมผัสแรกที่ได้รับมันช่างนุ่มนวลเงียบกริบไม่มีปากเสียงง
พอใช้งานหนักเข้าๆหมื่นแรกผ่านไปหมื่นสองหมื่นสามค่อยๆผ่าน ความก้าวร้าวแข็งกระด้างเริ่มมีปากเสียงเถียงคำไม่ตกฟากก็เข้ามา แต่ความหนึบนี่รู้สึกได้ถึง60000ยังทำได้ดี ช่วงเข้าหมื่นที่7เริ่ม ดูลื่นๆ โดยสรุปแล้วเป็นยางที่ดีตรงใจเราที่สุดไม่เคยทำให้ผิดหวัง

รอบนี้เลยไม่ลังเลเอารุ่นเดิมนี้แหละ สาวกNittoชุดที่ 4 แล้วครับ Nitto เขาจะรู้บ้างไหม555 สองชุดแรกเลยNT830 รอบละ50000โล ถ้าเทียบกับ860 830มีความหนึบเกาะดีกว่านิดหน่อย แต่เสียงดังไวและกระด้างกว่า 860ครับ

บางสิ่งบางอย่างถึงจะมีอะไรที่ดีกว่าเราก็ไม่สน เพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจจะไปมองหาอย่างอื่นมาแทนที่ทำไมให้เสียเวลา ความรักก็เช่นกันน อิอิ

แล้วพบกันใหม่กับคู่รักตะลอนทัวร์ ทริปหน้าไปไหนเดี่ยวมาเล่าให้ฟังอีกครับ

ความคิดเห็น