แบกกล้องไปท่องโลก [EP.04] มุลาอิ (MULAYIT) เดินทางหลักพัน ได้วิวหลักล้าน !! (March'19) รีวิวโดย Arnuphap Yaiphimai

~ ทุกการเดินทางมีเรื่องราว ~ เวลาที่เราคิดจะทำอะไรสักอย่าง ใครหลายๆ มักคนหาคำว่าจุดหมาย ความสำเร็จ ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้มาระหว่างทางก่อนจะถึงจุดหมาย มันมีทั้งความทรงจำ ความสุข หรือความทุกข์ปนกันไปเป็นเรื่องราวดีๆ ให้น่าจดจำได้เสมอ การเดินทางก็เช่นกัน ทริปนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวกับพี่ที่รู้จักคนนึงที่เข

แบกกล้องไปท่องโลก [EP.04] มุลาอิ (MULAYIT) เดินทางหลักพัน ได้วิวหลักล้าน !! (March'19)

แบกกล้องไปท่องโลก [EP.04] มุลาอิ (MULAYIT) เดินทางหลักพัน ได้วิวหลักล้าน !! (March'19)

 วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562 เวลา 22.20 น.

 วันที่เดินทาง 22 มี.ค. 2562

~ ทุกการเดินทางมีเรื่องราว ~

เวลาที่เราคิดจะทำอะไรสักอย่าง ใครหลายๆ มักคนหาคำว่าจุดหมาย ความสำเร็จ ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้มาระหว่างทางก่อนจะถึงจุดหมาย มันมีทั้งความทรงจำ ความสุข หรือความทุกข์ปนกันไปเป็นเรื่องราวดีๆ ให้น่าจดจำได้เสมอ การเดินทางก็เช่นกัน ทริปนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวกับพี่ที่รู้จักคนนึงที่เขาทำงานจัดทริปทัวร์ ปลายทางของเราคือสถานที่ๆ เรียกว่า "มุลาอิ" และแน่นอน การเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา และมีอะไรให้น่าจดจำระหว่างทางมากมาย ส่วนผมไปเจออะไรมาบ้างนั้นเดี๋ยวจะพาไปดูพร้อมกัน พร้อมยัง !!??


~ มุลาอิคือที่ไหน ~


หลายท่านสงสัยว่ามุลาอิคือที่ไหน ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แล้วทำไมมันสวยจัง แล้วทำไมมีเจดีย์อยู่บนเขา ?? เขาเพิ่งไปสร้างหรอ เจดีย์มันดูใหม่ๆ เคยไปเจอในเพจจัดทริปเที่ยวแล้วทำไมข้อห้ามมันเยอะจัง ?? จากที่ได้กล่าวมา ผมก็สงสัยเหมือนกันครับเลยไปหาข้อมูลจากชาวบ้านแถวนั้นมาเล่าให้เราฟัง ซึ่งขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าข้อมูลอาจไม่ตรงกับท่านอื่นๆ ได้เขียนเอาไว้ เพราะไม่มีบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้หาข้อมูลอ้างอิงยากมาก


มุลาอิ(MULAYIT) หรือบางท่านออกเสียงว่า มอลาอิ มุเลอิ ฯลฯ ซึ่งออกเสียงเพี้ยนกันไปตามท้องถิ่นและกาลเวลา ชาวบ้านที่ขับรถพาไปยืนยันว่า เรียกแบบไหนก็ได้

มุลาอิ ตั้งอยู่บริเวณรัฐกระเหรี่ยง อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,005 เมตร (ออกซิเจนเบาบาง เหนื่อยง่ายมากครับ) ใช้เวลาเดินทางจากบ้านหมื่นฤาชัย อ. พบพระ จ. ตาก ประมาณ 3-5 ชั่วโมง โดยรถกระบะ เป็นหนึ่งในสามยอดเขาศักดิ์ของชาวกระเหรี่ยง (ดอยพะวี มุลาอะ และมุลาอิ) บางตำราบันทึกไว้ว่าเจดีย์บนยอดเขามุลาอิบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ อายุของเจดีย์ราวๆ พันปี (จากภาพจะดูเหมือนสร้างใหม่เพราะมีการบูรณะซ่อมแซมอยู่บ่อยๆ)

~ ข้อห้ามตั่งต่าง ~


จริงๆ แล้วข้อห้ามบยมุลาอิมีค่อนข้างเยอะ แต่จากคนจัดทริปได้สรุปไว้คร่าวๆ ดังนี้ๆ


- บนมุลาอิ ต้องกินเจเท่านั้น ไม่นำเนื้อสัตว์ขึ้นไปข้างบน

- ผู้ชายและผู้หญิงห้ามถ่ายรูปคู่กัน

- ผู้หญิงที่จะไปห้ามมีประจำเดือน

- ผู้หญิงและผู้ชายห้ามนอนเต๊นท์เดียวกัน

- ห้ามส่งเสียงดัง ห้ามพูดคำหยาย ปฏิบัติตนอยู่ในความสำรวม


หลายท่านอ่านแล้วใครๆ ก็สงสัยเหมือนผมแหล่ะเน๊าะ เพราะบางข้อดูแปลกๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมีข้อห้ามขนาดนี้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวการเดินทางครั้งนี้จะบอกเราเอง เราจะเจออะไรกันบ้าง เดี๋ยวรู้ !!!


ก่อนจะเข้ากระทู้หากใครขี้เกียจดูรูป อยากนั่งดูเป็นวีดีโอ สามารถดูแบบความคมชัดระดับ 4K ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ


~ เริ่มเดินทางกัน ~


การเดินทางเริ่มจากบ้านหมื่นฤาชัย อ.พบพระ จ.ตาก กับบรรยากาศเงียบสงัดงามเช้า เราเดินทางมาถึงตั้งแต่เช้ามืด พร้อมสายหมอกปกคลุมทั่วหมู่บ้าน หาข้าวเหนียวหมูปิ้ง ปลาดุกย่างตุนไว้เผื่อมื้อเที่ยงไว้ด้วย ทางเข้าหมู่บ้านจะมีเซเว่นอยู่เป็นที่สุดท้ายหากจะซื้อขนมที่ไม่ปนเปื้อเนื้อสัตว์ไปเคี้ยวเล่นตอนนั่งเม้าท์มอยบนเขา ที่เริ่มสังเกตคือคนที่อยู่ในเซเว่นไม่ได้พูดภาษาไทยกัน เขาใช้ภาษากระเหรี่ยงคุยกัน ซึ่งไม่ใช่ภาษาพม่านะครับ

ที่สังเกตุเห็นอย่างหนึ่งคือหมู่บ้านกำลังช่วยกันสร้างบ้าน เห็นเป็นเสาขึ้นหลายหลังเลย



อาบน้ำอาบท่าเสร็จ เวลาสัก 8.30 ก็ถึงเวลาออกเดินทาง




เส้นทางที่เราไปต้องข้าม แม่น้ำเมย ซึ่งไม่ลึกมาก รถผ่านได้ แต่ที่าำคัญ ในน้ำมีปลา ตัวเท่าขา เวียนว่ายอยู่เต็มไปหมดเลยครับ น่าเสียดายที่ผมพกอุปกรณ์ถ่ายรูปไปไม่ครบ ไม่มี CPL ไว้ตัดแสงสะท้อน ถ่ายไม่ค่อยเห็นตัวปลาเท่าไหร่ แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่าจริงๆ ชัดเจนมากครับ ส่วนปลาชนิดไหนนั้น.., ผมลืมครับ ฮ่าๆๆ จำได้ว่ามีป้ายเขียนไว้สักที่แต่ด้วยความเหนื่อยล้าเลยไม่ได้จำเอาไว้




น้ำแค่เขาเอง ลุยๆๆๆๆ

เห็นเงาเดาๆ ในน้ำมั้ยครับ นั่นหล่ะ ปลา ว่ายเต็มไปหมด


เขาไปได้ เราก็ต้องไปได้ !!

บรรยากาศระหว่างเดินทางเต็มไปด้วยควันที่เกิดจากการเผาป่า เป็นภาพที่น่าเศร้ายิ่งนัก แต่ทำได้แค่นั่งดูค่าฝุ่นพุ่งทะลุมาตรฐาน ฉะนั้นหากใครอยากไปแนะนำว่าควรไปช่วง ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ก่อนที่จะเข้าฤดูทำไร่ของชาวบ้านแถวนั้น


ทัศนวิศัยน้อยมาก มองแทบไม่เห็นอะไรเลย พี่สาระบอกว่าถ้าปกติเราจะเห็นภูเขาซ้อนๆ กันหลายลูก (พี่สาระคือชาวบ้านที่ขับรถพาไปส่ง)

ในวันที่พวกผมเดินทางคือวันเลือกตั้ง พี่สาระบอกว่า "พี่โทรเช็คเจ้าอื่นแล้ว วันนี้มีแค่พวกเรา 7 คนนะ ที่ไปกางเต๊นท์บนมุลาอิ" เดี๋ยวๆๆๆๆ ปกติมีเป็นร้อย วันนี้มี 7 สบายยยละ น่าจะเหงา ฮ่าๆ พี่สาระเสนอมาเพิ่มว่า ไปมุลาอะมั้ย ? แต่ก่อนต้องเดินเท้าไป ตอนนี้รถเข้าถึงแล้ว แถมไม่มีใครแย่งที่กางเต๊นท์ด้วย (โดยปกติ ประมาณ 15.00 น. ต้องถึงลานกางเต๊นท์เพื่อจับจอง เพราะช่วงหลังๆ มุลาอิเริ่มดัง คนเริ่มไปเยอะ) จริงๆ พวกผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร ไว้ไปไกลๆ ค่อยว่ากัน


ความง่วงไม่ปราณีใครจริงๆ



น้องแพะระหว่างทางน่ารักมากกกกก นั่งให้ถ่ายรูปชิวๆ ไม่หนีไปไหนเลย จับได้ ลูบหัวได้ แต่มันจะนิ่งๆ มาก เหมือนเราไม่มีตัวตน

มันคงไม่เล่นกับคนเหมือนหมาเหมือนแมวแหล่ะเน๊าะ ฮ่าๆ


ระหว่างทางเห็นชาวบ้านกำลังช่วยกันทำถนน



คือระหว่างทาง เป็นทางที่ลำบาก เข้าขั้นใช้คำว่า "โครตลำบาก” เป็นหินและทราย และฝุ่น ต้นไม้ไม่ใช่สีเขียวนะครับ สีน้ำตาลครับ !!! สีเดียวกับฝุ่นเลย ฮ่าๆ
ลำบากขั้นที่ว่า ยกกล้องมาถ่ายไม่ได้เลยครับ กล้องผมค่อนข้างเก่า ยืมเพื่อนมาอีกทีนึง โฟกัสไม่ได้เลย หลุม หิน โค้ง ขึ้นเขา เอาให้ครบ !! อารมณ์แบบ ไม่ไหวละ เก็บกล้อง !! ขอนั่งให้ได้ก่อน ผมหันไปถามพี่เดช (คนจัดทริป) ว่าอีกไกลมั้ยจะถึง พี่เดชบอกว่า เพิ่งเริ่มเอง โอยยยยยยย (ผมอุทานอย่างดัง !!) ปวดก้นหนักมาก แต่ก็ต้องทน T^T พอถึงแยกๆ หนึ่งพี่สาระลงจอดรถมาถามว่าจะไป มุลาอะ มั้ย ? พี่เดชตอบสั้นๆ ว่า "ไม่ครับ มุลาอิเลย" พร้อมสีหน้าที่ตะโดนมาจากเบื้อลงลึกว่า "เจ็บก้นแล้ว อยากถึงไวๆ"

ระหว่างทางก็จะผ่านหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยงหลายหมู่บ้าน ตามแพลนของเราจะต้องหยุดทานข้าวที่หมู่บ้านสุดท้ายก่อนจะเดินทางยาวๆ เพื่อรับประทานอาหารเที่ยง และเคลียร์อาหารที่ปนเปื้อเนื้อสัตว์ทั้งหมด เพราะข้างบนต้องรับประทานอาหารเจเท่านั้น ก่อนรับประทานอาหารเที่ยง เรามีโอกาสได้พบปะ พูดคุยกับคนผู้นำของหมู่บ้านนั้น ซึ่งคนที่นั้นใช้สรรพนามเรียกว่า "หัวหน้า" ใช้แบบนี้จริงๆ ครับ เหมือนคำว่าหัวหน้าของภาษาไทยเลย ประมาณว่าผู้ใหญ่บ้านแหล่ะครับ พี่สาระหันมาบอกพวกเราว่าตอนนี้หัวหน้ากำลังทำถนนไปถึงน้ำตกแห่งหนึ่งกลางป่าลึกที่เพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นาน แล้วก็ถามพวกผมว่าอยากไปกันมั้ย ผมหันไปคุยกับพี่เดชก็ยังลังเลกันอยู่ เพราะมันไม่อยู่ในแพลนของเรา อาจส่งผลเรื่องเวลา เรากลัวว่าจะไปถึงมุลาอิช้าเกินไป ผมหันไปถามพี่สาระว่า ไกลมั้ย พี่สาระตอบว่า "พี่ก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน” หัวหน้าบอกว่าน้ำตกสวยและสูงมาก แป๊บเดียวถึ๊งงงงงง"

หมูป่าก็มา !!! จริงไม่ใช่นะครับ หมูบ้านสีดำ ฮ่าๆ


มื้อเที่ยงเรียบร้อย อิ่มหนำสำราญกับข้าวเหียวปลาย่างที่ซื้อจากตอนเช้า ตบทับด้วยมาม่า ถ้วยละ 20 บาท จ่ายด้วยเงินไทย แต่เขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องนะครับเราก็เดินหาน้ำร้อนตามร้านค้าด้วยภาษามือ ฮ่าๆๆ เขาก็ไปยกมาให้จากในบ้าน น่ารักมากกกก

เอาหล่ะ พร้อมลุยต่อ !! พี่สาระหันมาถามว่า สรุปไปมั้ยน้ำตก ? ผมบอกพี่เขาว่า ไว้ใกล้ถึงเดี๋ยวจอดแล้วถามความเห็นคนอื่นก่อนว่าไหวมั้ย เพราะทางจะลำบากขึ้นเรื่อยๆ พอขับรถไปได้สักชั่วโมงนึง ผ่านทางขรุขระราวกับเราขับรถลุยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ประมาณว่ารถคันนี้ขับเสร็จต้องเอาไปขายทิ้งเป็นเศษเหล็กเพราะช่วงล่างคงพังหมด ไม่ใช่แค่ของรถนะครับของคนด้วย


พอถึงสามแยกๆ นึง (อันนี้ค่อยๆ นึกภาพฉากนี้นะครับ) มีสามแยกเล็กๆ ข้างหน้า รถเลี้ยวไปทางขวา ระหว่างที่รถขับไป พี่สาระก็ชี้บอกว่า ทางซ้ายบอกว่า “นี่แหล่ะทางไปมุลาอิ อีกแป๊บเดียวก็ถึง อันนี้เดี๋ยวเราจะไปน้ำตกกัน” เอ่อออออ !!! ยังไม่ได้ถามคนอื่นเลยยย(คิดในใจ) แต่ก็คิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็ลองดูหน่อยละกัน

ระหว่างทาง ทางไม่ค่อยมีหิน คราวนี้เป็นทรายและค่อนข้างชันลงเขา รถผ่านได้ทีละคัน มองออกเลยว่าทางไปน้ำตกเพิ่งทำจริงๆ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็จอดรถ พี่สาระออกไปคุยกับรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้าสักพักก็เดินมาบอกพวกเราว่า ทางทำไกลได้แค่นี้ เดินต่ออีกแป๊บเดียว ไหวมั้ย ? ผมบอก "โห้ยย สบ๊ายยย" ก็ดูสิครับ ดูจากรูปแล้วเดินๆ ตามทางไปก็คงถึง

แต่หารู้ไม่ !! ไม่ใช่ว่าจะเดินลงไปแล้วถึงเลย ต้องลงเขาด้วย ลงเขาแบบไม่มีทางเดินหน่ะครับ !! เดินลุยลงไปเลย เกาะต้นไม้ไปด้วย ล้มกลิ้งกันคนละหลายๆ รอบ ได้ฮากันไป ฮ่าๆ (ชมบรรยากาศทางลงเขาได้จากวีดีโอข้างต้นกระทู้ได้นะครับ ถ้าขี้เกียจเกาะว่าจะกลิ้งลงแทนละ !! )


ลงไปได้พักนึงก็เจอน้ำตก หูยยยยยยย !!!! อลังกาลจริงจังงง เอาเป็นว่าที่ล้มลุกคลุกคลานมากับชาวบ้านแล้วมาเห็นอะไรแบบนี้นี่คุ้มสุดๆ หน้าผาชันๆ มีหญ้าแห้งๆ ทอแสงทองๆ ฟุ้งๆ เมื่อกระทบแสงแดด น้ำตกสูงเสียดฟ้า ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ โอบล้อมรอบข้าง มีท่อนไม้ใหญ่ๆ อยู่บริเวณด้านล่างของน้ำตก ที่สำคัญคือไม่มีคน มีแค่พวกเรา เหมือนเราไปน้ำตกใหญ่ๆ แล้วใช้ถุงมือทานอสดีดให้นักท่องเที่ยวหายไปนั่นแหล่ะครับ อลังกาลแค่ไหนภาพที่เก็บมาก็ไม่สามารถบอกได้ ผมสื่อให้เห็นเท่าที่จะทำได้แล้วกันนะครับ (บรรยากาศบริเวณน้ำตกรับชมแบบเต็มๆ ได้จากวีดีโอนะครับ)



ดูวิวมุมนี้สิ อลังกาลมากกก



หามุมถ่ายรูปเรียบร้อย อย่าคิดโดดนะครับ เพราะต้องกลับทางเดิม เละแน่นอน ผมแบกกล้องคล้องคอตัวนึง ถือ GoPro ตัวนึง จากกล้องเล็กๆ กลายเป็นอุปสรรคขึ้นมาทันมี ตอนลงไม่เท่าไหร่ คึกคัก อยากเห็น เห็นแล้วตื่นเต้น แต่ตอนกลับนี่สิ !!! หมดแรงจริงๆ



ดูทางกลับนะครับ ปีนจริงจัง ไม่ได้เดินกลับนะครับ ฮ่าๆ หาต้นไม้เกาะไปเรื่อย จนกว่าจะถึงถนน



กว่าจะขึ้นมาถึงใช้เวลาร่วมเกือบครึ่งชั่วโมง พลังชีวิตแทบจะเท่ากับ 0 ฮ่าๆ พอถึงรถก็รีบเดินทางต่อทันที ระหว่างทางก็จะเริ่มมีซุ้มเกี่ยวกับการแสวงบุญ เริ่มเห็นค่ายพักผ่อนสำหรับนักเดินทาง ระหว่างทางพี่สาระชี้ให้ดู "นั่นไง มุลาอิ" ผมก็มองหานึกว่าจะถึงแล้ว พอเห็นปั๊บ โหยยยยยยย ไกลลิบตาเลยครับ บนยอดเขาที่สูงที่สุดในระแวกนั้น เราใช้เวลาเดินทางต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างทางพี่สาระเล่าว่า พวกพ่อแม่เขาเดินทางข้ามเขาทั้งหมด 33 ลูกจากพม่า เพื่อมาสักการะบูชาพระธาตุที่อยู่ข้างบน ด้วยความเลื่อมใสและพลังของศรัทธาแรงกล้า ทำให้คนเราสามารถทำลายขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ



ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินต่อกันแล้ว พี่สาระจอดส่งเราที่วัด ซึ่งก็จะมีทางแยกไปสองทางระหว่างไปเจดีย์กับไปจุดกางเต๊นท์ พี่สาระหาลูกหาบมาให้เพื่อช่วยขนสเบียงไปจุดกางเต๊นท์ สิ่งแรกที่เราวิ่งเข้าหาก่อนเลยคือ หาน้ำล้างหน้า เพราะสภาพแต่ละคนบอบช้ำจากการเดินทาง พี่สมาชิกท้านนึงบอกว่านาฬิกา Apple watch ขึ้นว่าออกกำลังกายครบแล้ว ฮ่าๆๆๆ คือหัวใจและการเคลื่อนที่เวลาเกาะรถตลอดทางคงหนักถึงขั้นนาฬิกามองว่าเป็นการออกกำลังซะงั้น



แต่แม่เจ้า น้ำไม่ไหล !! เลยไปตักน้ำจากที่เขาใส่บ่อไว้มาล้างหน้าล้างตา ในบริเวญวัดจะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่บ่อนึง เขียนชัดเจนว่า "บ่อน้ำศักดิ์สทธิ์ ผู้หญิงห้ามตัก" เราก็แอบสงสัยนิดหน่อยว่า ทำไมต้องห้ามผู้หญิงตัก เสร็จแล้วก็เดินทางต่อ จากวัดไปถึงจุดกางเต๊นท์เป็นระยะทางสั้นๆ แค่ประมาณ 1 กิโลเมตร มีขึ้นเขาลงเขาเล็กน้อย ไม่ชันมาก ระหว่างทางสวยมากๆ มองเห็นพระธาตุอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า ซึ่งบอกหับตัวเองว่า ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปแล้วกัน !!! ถ้าให้กางเต๊นท์แล้วขึ้นไปไหว้พระธาตุคงหมดแรงก่อนแน่ๆ



พอใกล้ถึงจุดกางเต๊นท์ทุ่งหญ้าบนยอดเขาจะเป็นลักษณะแห้งๆ เหลืองๆ ลมแรงมาก อากาศเย็น เดินสบ๊ายยย



ข้างหน้าเรานี้เอง จุดกางเต๊นท์ โล่งงงงงง จากปกติมีนักท่องเที่ยวขึ้นมากางเต๊นท์ราวๆ 150 ท่าน โดยกางแบบ เต๊นท์ชนเต๊นท์ แต่วันนี้โล่งมาก ลานกางเต๊นท์เป็นของเราาาาา ฮ่าๆ



พ่อครัวหัวป่า กำลังทำอาหารเจเป็นมื้อค่ำให้ทาน



บรรยากาศรอบข้างช่วงแดดจัดๆ ก็จะประมาณนี้ อลังกาลใช้ได้เลยนะ ดูไม่เบื่อเลย หันไปที่ไหนก็สวยไปหมด



เรานั่งพักกันได้สักแป๊บ ท่ามกลางบรรยากาศที่นักท่องเที่ยว นักแสวงบุญ และผู้มีจิตศรัทธา รายล้อมเดิยชมวิวอยู่รอบๆ ลานกางเต๊นท์ก็มีหญิงสาวท่านหนึ่ง เดินตรงมาหาผมแล้วกล่าวทักทายเป็นภาษาไทยแต่สำเนียงไม่ใช่คนไทย "สวัสดีค่ะ มาจากไหนกันหรอคะ ?" เราก็มีโอกาสได้นั่งคุยกับเขาทราบเรื่องคร่าวๆ ว่าเขาเคยมาทำงานอยู่ในไทย เลยพูดภาษาไทยได้ พวกผมเลยถามกลับไปว่า แล้วเดินทางมากันยังไง เขาบอกว่า "เดินมาค่ะ ข้ามเขามา 33 ลูกจากพม่า" โหหหหหหห !!! ผมนึกถึงคำที่พี่สาระพูดขึ้นได้เลย นึกว่ามีแค่ตำนานซะอีก ด้วยความอึ้งจึงถามต่อไปว่า เดินมายังไงไหว มากันกี่คน เดินมานานมั้ย ? เขาบอกว่า "เดินกันมา 2 วัน เดินเรื่อยๆ มากันทั้งหมู่บ้าน มืดไหนนอนนั่น ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก สร้างมาพันกว่าปีแล้ว ชาวกระเหรี่ยงเคารพบูชากันมายาวนาน" เขายังทิ้งท้ายด้วยนะว่า ชาวกระเหรี่ยงก็คือกระเหรี่ยง ชาวพม่าก็คือพม่า เชื่อชาติแต่โบราณและภาษาที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน พี่สมาชิกทริปคนนึงถามว่า "แล้วคืนนี้เดินกลับเลยมั้ย ?" ฮ่าๆๆ เขาบอก "ไม่ไหวแล้วววว คืนนี้นอนวัด ปวดขามาก" คือผมอึ้งมากเลยนะ นึกย้อนไปตอนที่พี่สาระบอกว่าพ่อแม่เขาเดินข้ามเข้า 33 ลูกมาจากพม่านี่ฟังแล้วมันเหมือนเป็นเรื่องเล่า ตำนานที่ถูกกล่าวขานไว้ให้รุ่นพวกเราได้ฟัง แต่ที่เราคุยกับเขาอยู่ตรงนี้คือเขาเดินข้ามภูเขามา 33 ลูกจากพม่าด้วยแรงศรัทธาจริงๆ มันเหมือนเราได้ฟังตำนานเรื่องนึง แล้วเราสามารถเดินทะลุมิติเข้าไปพูดคุยกับเรื่องราวในตำนานนั้นๆ ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นึกภาพ



ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วพวกผมสงสัยมานานเรื่องข้อห้ามตั่งต่างที่ดูแปลกๆ ไป เลยถือโอกาสถามซะเลย
คำถามแรกคือ ทำไมห้ามผู้หญิงทำอาหารบริเวณนี้ ?? (จากต้นกระทู้ผมไม่ได้เขียนไปเพราะพี่เดชเป็นคนจัดทริป แล้วเขาเป็นคนทำอาหารเอง)
เขาตอบว่า "เคยมีผู้หญิงทำอาหารแล้วจากกลางวันแดดร้อนๆ ก็เกิดพายุเข้า ไฟดับ น้ำไม่ไหล (อธิบายพร้อมโบกไม้ โบกมือประกอบ) เมื่อตอนกลางวันก็มีผู้หญิงคนนึง เขาไม่รู้ ไปตักน้ำที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์(ที่มีป้ายเขียนว่าผู้หญิงห้ามตัก) วันนี้น้ำเลยไม่ไหล" เอาอีกแล้วไง !! เล่าเรื่องตำนาน แล้วก็มาเจอของจริง ผมนึกขึ้นได้เลยว่าตอนลงจากรถมาเหนื่อยๆ วิ่งหาน้ำก่อนเลย แต่น้ำดันไม่ไหว หงุดหงิดมากตอนนั้น ฮ่าๆ เขายังเล่าต่ออีกที่ว่าข้างบนยอดเขาจะมีพระธาตุอยู่สองที่(ห่างกันแค่ประมาณ 50 เมตร) ผู้หญิงจะไม่สามารถขึ้นไปบนพระธาตุที่อยู่บนยอดสุดได้ และด้านบนก็ห้ามถ่ายรูปเซลฟี่แต่บริเวณลานกางเต๊นท์ถ่ายได้ ห้ามจู๋จี๋กันระหว่างชายหญิง คนที่มานอนเต๊นท์ก็ห้ามชายหญิงนอนด้วยกัน (ดังนั้นใครจะมาเที่ยวหวานๆ กับแฟนก็อธิบายเหตุผลกันดีๆ นะคร๊าบบบ) คือผมนั่งฟังตอนนั้น ด้วยความเหนื่อยล้าอย่างมาก มีหลายเรื่องที่ยังสงสัย แต่ตอนนั้นมันคิดไม่ออกจริงๆ เราไม่มีสคริปว่าเดินขึ้นมากางเต๊นท์แล้วจะได้มานั่งสัมภาษณ์ชาวกระเหรี่ยงนี่สิ ฮ่าๆ จริงๆ แล้วผมทำงานเป็นวิศวกร จะยืดถือเรื่องเหตุและผลที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลบหลู่ เป็นคนกลัวผี ฮ่าๆ ว่าแต่เราก็ลืมถามเรื่องอื่นๆ ไปเช่น ทำไมต้องกินเจ อันนี้นี่พอเข้าใจว่าเหตุผลคงเหมือนเทศกาลกินเจทั่วไปที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ร่วมโลก แต่ทำไมผู้หญิงห้ามมีประจำเดือนก็ไม่ได้ถามนะ เหนื่อยเกิน ลืมเลย ฮ่าๆ ก่อนจากกันไปก็ต้องขอเก็บภาพประทับใจไว้ในความทรงจำหน่อย ยิ้มหวานกันทุกคนเลยยยยย



ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงช่วงค่ำตกกระทบใบหญ้า สะท้อนออกมาเป็นสีเหลืองทอง วินาทีที่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายเหมือนต้องมนต์สะกด อยู่ตรงนั้น มันมีที่ให้เดินให้ชมเยอะมาก ที่สำคัญคือ มันมีแค่พวกเราเท่านั้นที่อยู่ตรงนี้



พอถึงช่วงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าจริง แสงจริงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม คราวนี้ทุ่งหญ้าก็จะกลายเป็นสีส้มตามไปด้วย ช่วงนี้แหล่ะครับ เป็นเวลาสั้นๆ ที่สวยจริงๆ เดินชมวิว ลมหนาวพัดโชย เสียงใบหญ้ากระทบกัน พ้อมวิวอลังกาลสุดลูกหูลูกตา น่าเสียดายที่ภาพและเสียงในมุมมองจำกับไม่สารมาถหยิบเอา ความรู้สึก กลิ่น รวมถึงลมที่พัดตีใส่หน้า ไม่สามารถเอามาแบ่งปันท่านสมาชิกได้ อยากให้ทุกคนได้เห็นจริงๆ



ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า หมดเวลาสนุกแล้วซิ (บอกอายุเลย)



ภาพนี้เป็นอีกมุมที่ผมชอบมากๆ นะ ดูขลังดี ~

หลังจากนั้นก็ตั้งวันทานมื้อค่ำกันอย่างอิ่มหนำสำราญ



วันต่อมา..,



ไม่ใช่คืนที่นอนหลับสบาย เพราะบริเวณที่กางเต๊นท์นั้นมีหินก้อนอย่างใหญ่อยู่ใต้เต๊นท์(ตอนกางมันมองไม่เห็น ฮ่าๆ) แสงเบาๆ สาดผ่านเข้ามาตามช่องว่างของเต๊นท์ ผมรู้สึกตัวตั้งแต่ประมาณ 6 โมงตรงแต่ยังไม่อยากลุกออกไป เพราะอาอากาศข้างนอกค่อยข้างหนาว สักพักก็มีเสียงคนตะโกนปลุกมาให้มาดูวิวยามเช้า ผมคว้ากล้องเปิดเต๊นท์ออกมา ภาพที่เห็นตอบได้เลยว่าสุดยอดดดด พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า แต่แสงอ่อนๆ ก็สวยไปอีกแบบ


และยอดเขาสูงๆ ที่เห็นไกลๆ นั่นคือยอดเขา มุลาอะ ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ไกลลิบตา พี่สาระบอกว่ามีความสูงกว่ามุลาอิเสียอีก



ถ่ายรูปกำลังเพลินๆ พระอาทิตย์ขึ้นแล้ววววว สวัสดีเช้าวันใหม่ อันสดใส



กาแฟดำยามเช้า ~



แสงอาทิตย์เริ่มส่องถึงพื้นหญ้า แดดยามเช้าก็สวยไปอีกแบบ



เห็นเต๊นท์พวกเรามั้ย พวกเรามีกันแค่นั้นจริงๆ เดินชมวิวกันสบายใจหล่ะครับ



ระหว่างเดินชิวจิบกาแฟถ่ายรูป เราจะได้ยินเสียงระฆัง เสียงฆ้องดังก้องเบาๆ มาจากบนยอดเขา ได้ฟีลสุดๆ



ระหว่างถ่ายรูปเราเห็นพระลงมาชมวิวด้วย ยิ่งเห็นยิ่งอิน



พอเริ่มสายหน่อย แดดเริ่มแรง ถึงเวลาต้องเก็บของกลับแล้ว แสงช่วงนี้ทุ่งหญ้าสะท้อนเป็นสีทองอร่ามเลยครับ



ไม่ว่าจะสูง ~ แค่ไหนก็ไปถึง



เอาหล่ะครับ ได้เวลาฮึดครั้งสุดท้าย มองจากทางขึ้นก็สูงอยู่เหมือนกัน มองเห็นบันไดแต่ไกลๆ แต่ทว่า รู้สึกเหมือนเหนื่อยง่าย น่าจะเป็นเพราะสภาพอากาศเบาบาง แต่มาถึงขั้นนี้ก็ต้องขึ้นไปสักการะให้ได้



จากมุมนี้เราลองมองย้อนกลับไปยันจุดกางเต๊นท์มันเหมือนเป็นการได้ทบทวนเส้นทางตั่งต่างที่เราได้ผ่านมา



มองไปอีกฝั่งจะเห็นเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านล่างอยู่ไกลๆ



อันนั้เป็นวัด



เดินขึ้นมาถึงเจดีย์แรกแล้ว เหลืออีกไม่กี่ก้าว



และแล้วผมก็ลากร่างที่หมดแรงขึ้นมาถึงบนยอดเขาได้สำเร็จ มองไปรอบๆก็จะได้วิวประมาณนี้



พอมีเวลาได้พัก ได้ทบทวนตัวเอง ได้ทบทวนเส้นทางที่เดินผ่านมา ได้อยู่กับตัวเอง ผมถามตัวเองว่าเดินทางมาถึงจุดหมายแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ?? (ถ้าไม่นับเรื่องสักการะเจดีย์นะครับ) ผมบอกตัวเองว่า รู้สึกเฉยๆ จุดหมายเป็นแค่ตัวบ่งชี้ว่า จบแล้วนะ สำเร็จแล้วนะ แต่สิ่งที่ยังวนอยู่ในหัวผมคือเรื่องราวระหว่างเดินทาง ภาพตอนที่แต่ละคนบ่นว่า ทางโหด เจ็บตูด !! ภาพผมลื่นล้ม ภาพพี่เดชกลิ้งลงเขา เพราะทางลงชันมาก ตอนลงไปดูน้ำตกที่ไม่มีทางเดินไป ภาพตอนนั่งอยู่บนรถระหว่างลงไปดูน้ำตกพี่สาระหันมาบอกว่า "ตอนลงน้ำตกพี่เบรคช่วยตลอดทางเลย" แล้วผมก็พูดสวนกลับไปว่า "ไม่ใช่แค่พี่ที่ช่วยเบรค พวกเราเบรคกันตัวเกร็งหมดเหมือนกัน" ภาพตั้งวงทานอาหารค่ำ ภาพมิตรภาพกับชาวบ้าน ผมแทบจำตอนที่ขึ้นไปถึงบนยอดเขาเลยครับ แต่เรื่องราวระหว่างทาง ทั้งกับสมาชิกทัวร์ และกับชาวบ้านเอง โครตน่าจดจำเลยครับ



จริงๆ แล้วผมเป็นคนไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบความเหน็ดเหนื่อย แต่หลังจากได้ลองทำ ได้ลองแหกกฎความขี้เกียจของตัวเองออกมา โลกที่คิดว่าแคบมันกลับกว้างขึ้นมาอย่างน่าตกใจ หวังว่ารีวิวฉบับบนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกท่านได้มาพบ ได้มาเจอโลกกว้าง แล้วราจะรัก และรักษ์โลกใบนี้มากขึ้น



ก่อนจากกันไปก็อนุญาตฝากร้าน เอ้ย !! ฝากผลงาน และช่องทางการติดตามจากลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ


Youtube

https://www.youtube.com/user/engineerbuu



Facebook

https://www.facebook.com/AYFOTOGRAPHY/



ค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้

- ค่าทริป (รวมทุกอย่าง+รถตู้เช่า) 2,900 บาท จ่ายที่พี่เดช เพจ กระเป๋าหนึ่งใบ

- ค่าอาหารทื้อเย็นวันศุกร์ก่อนเดินทาง มื้อเช้าวันเสาร์ มื้อเที่ยงวันเสาร์ มื้อกลางวันวันอาทิตย์ และมื้อเย็นวันอาทิตย์ 200 บาท



หมดเวลาแล้วเธอคงต้องไป ~ ไม่ใช่ละ !! สำหรับรีวิวนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อนเพียงเท่านี้ ขอให้ทุกท่านสนุกกับการท่องเที่ยว สวัสดีครับ


ความคิดเห็น