ก่อนที่สิ่งสวยงามเหล่านี้จะหายไป... รีวิวโดย luckana santiyanont

ถ้าการเที่ยวของเรา ได้ให้อะไรกับใครหลายๆคน.... ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร? เราถามตัวเองหลายครั้ง หลายช่วงเวลามากๆ คำตอบแต่ละครั้งเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม.. เพราะมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และคำตอบที่คงที่มานานแล้วก็คือ เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือแบ่งปันให้คนอื่นๆ ฟังแล้วอาจจะดูนางเอกไปอ่ะเนอะ เข้าใจแหละ แต่

ก่อนที่สิ่งสวยงามเหล่านี้จะหายไป...

ก่อนที่สิ่งสวยงามเหล่านี้จะหายไป...

 วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 01.46 น.

 วันที่เดินทาง 24 ก.ค. 2562

ถ้าการเที่ยวของเรา ได้ให้อะไรกับใครหลายๆคน....

ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร? เราถามตัวเองหลายครั้ง หลายช่วงเวลามากๆ คำตอบแต่ละครั้งเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม.. เพราะมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

และคำตอบที่คงที่มานานแล้วก็คือ เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือแบ่งปันให้คนอื่นๆ ฟังแล้วอาจจะดูนางเอกไปอ่ะเนอะ เข้าใจแหละ แต่ที่ผ่านมาเราเคยลองทำสิ่งต่างๆเพื่อคนอื่นๆโดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร .. เชื่อมั๊ยว่ามันคือ ความสุขแบบยิ้มหวาน ชาไข่มุกหวาน100% อ่ะ !!!!! เรามีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นมากๆ เช่น เราไปสอนหนังสือเด็กๆบนดอย สอนร้อนร้องเพลง สอนเดินแบบ (จริงๆเราก็ไม่เป็นแต่รู้จัก Youtube 555+) เราพาเด็กๆที่ไม่เคยเจอน้ำทะเลไปเล่นน้ำทะเลเค็มๆที่หัวหิน เราสอนเด็กๆปั๊มหัวใจ เราสอนให้เค้ารู้จักตั้งเป้าหมายในชีวิต เปิดโลกที่กว้างขึ้น พบเจอกับประสบการณ์ครั้งใหญ่

เราทำมันทุกๆอย่าง เราถือว่าสิ่งนี้ดีต่อใจเรา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้วทำไมจะต้องไม่ทำหละ ^^

เกริ่นมานานแล้ว เข้าเรื่องเลยแล้วกัน... เราเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันโครงการ Thailand Village academy 2019 เพื่อนเราแนะนำมา ปกติเราไม่ใช่สายท่องเที่ยวเลย แต่ที่เราสนใจสมัครเพราะ โครงการนี้เค้าสนับสนุนการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ชุมชน จากสิ่งเดิมๆที่มีไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม วิถีวีชิวต เอกลักษณ์ ภูมิปัญญา และอื่นๆอีกมากมาย คือเค้าอยากให้เรามาต่อยอด พัฒนาและสร้างคุณค่าใหม่ๆ เพื่อสร้างความความภาคภูมิใจ หรือนำร่องให้คนในชุมชน เค้าจะได้เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมี (ปกติคนเราไม่ค่อยเห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีเท่าไหร่ จริงๆแล้วมันโคตรมีคุณค่า) นั่นแหละ ... พวกเราเลยต้องมา! มาเพื่อทำสิ่งนี้! ทำยังไงก็ได้ ให้เค้าเห็นว่าชุมชนเค้ามีดีอะไร มีคุณค่าแค่ไหน เพื่อเป็นแรงและกำลังใจให้เค้าอนุรักษณ์สิ่งล้ำค่าเหล่านั้นไว้ตลอดกาล ^^ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เรามาเขียน content อะไรแบบนี้ เราจะรีวิวในสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่าดี อย่าลืมแชร์ให้คนอื่นๆอ่านกันด้วยนะ เพราะบทความนี้ เราเขียนขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเห็นสิ่งดีๆ สิ่งสวยงามที่มีคุณค่าของชาวอาข่า ชุมชนหล่อโย จังหวัดเชียงราย



ก่อนที่เราจะขึ้นไปที่ชุมชนหล่อโย เราก็แวะเที่ยวกันที่ในเมืองเชียงรายก่อน คือจริงๆเราตื่นเต้นมากกก เพราะเราไม่เคยมาเชียงรายเลย อยู่มาจนจะ 30 ปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรก ฮ่าๆ

ถึงสนามบินตอนเช้าๆ ไกด์พาไปกินข้าวซอยร้านเด็ดๆ ปกติเราไม่ชอบกินข้าวซอย แต่เจอร้านนี้เข้าไปก็ต้องยอมใจ มันคือร้าน "ข้าวซอยวิจิตรา" อยู่แถวๆวัดพระแก้ว มีเมนูข้าวซอยให้เราเลือกค่อนๆข้างหลากหลาย ข้าวซอยไก่ น่องอวบอิ่ม ข้าวซอยเนื้อโคขุน ข้าวซอยลูกชิ้น คือเยอะจริงนี่สั่งข้าวซอยไก่ไป น้ำมันกำลังดี ไม่เค็ม ไม่หวาน ไม่มัน จนเกินไป ที่เด็ดเลยก็คือชอบหมูสะเต๊ะ มันอร่อยมากก หมูหนานุ่ม น้ำจิ้มนัวถั่วสุดๆ แต่ตอนไปนี่ไปหลายคนไง สั่งมาแค่จานเดียว แล้วเป็นมื้อแรกที่เรากินข้าวด้วยกันกับทีมเราด้วย เราเลยไม่กล้างกินเยอะ เขินอ่า .. เออ! ลืมบอกไปทีมเรามี 4 คนนะ มีเรา แดเนียล เป็นผู้เข้าแข่งขัน และไกด์ 2 คน ชื่อคุณโจ และคุณโยฮัน .. ก็นั่นแหละเราก็กินแบบเขินๆ รอมีโอกาสจะกลับมาซ้ำ ซัดซัก 2 จานซะเลย



หลังจากอิ่มกันพุงแตกแล้ว เราเดินต่อไปอีกนิด ประมาณ 30 เมตรได้ ก็จะเจอวัดพระแก้ว ... วัดพระแก้ว?? ใช่จ้าวัดพระแก้ว การมาเที่ยวครั้งนี้โคตรเปิดโลกเราเลย เราไม่เคยรู้ว่าที่ไทยมีวัดพระแก้วที่อื่นนอกจากตรงสนามหลวง จริงๆแล้วที่นี่นี่เอง ที่เป็นวัดที่ค้นพบพระแก้วมรกต ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว สนามหลวงนั่นเอง

ภายในวัดมี : พระเจดีย์, พิพิธภัณฑ์โฮงหลวงแสงแก้ว,หอพระหยก, พระอุโบสถ

ส่วนใหญ่การออกแบบจุดต่างๆ เป็นแบบล้านนา เดินเข้าไปให้ความรู้สึกสบายใจเมื่อเห็น สวยจริงๆ งานศิลปะเนี๊ยบมาก

จากนั้นเราไปเปิดโลกใหม่กันที่

พิพิธภัณฑ์อูบคำ ศูนย์อนุรักษ์มรดกล้านนา

ต้องบอกว่าที่นี่เกิดขึ้นได้จาก "อาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย" ท่านมุ่งมุ่นที่จะอนุรักษ์ความเป็นมาของชาวล้านนา เพื่อให้ลูกหลายสืบทอดคุณค่านี้ต่อไป พิพิธภัณฑ์อูบคำมีของที่ไม่สามารถประเมินค่าได้เลยด้วยซ้ำเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดเป็นของเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ พระพุทธรูป ซึ่งมีหลายห้องมากๆ แต่ละห้องจะถูกแบ่งด้วยประเภทของ ประเภทชนเผ่า จริงๆเราอยากนำข้อมูลอย่างละเอียดมาบอกนะ แต่ว่าตอนเราไปฟัง "คุณไก่" เจ้าหน้าที่ที่พิพิธภัณฑ์อธิบายก็ยังใช้เวลา 2 ชม. ได้ จริงๆไม่นานขนาดนั้นแค่เราถามเยอะมันเลยนาน ฮ่าๆ คือถ้าจะให้บอกหมด ก็คงต้องอ่านกันเป็นเดือน เราเลยอยากแนะนำให้มาฟัง และมาดูกับตาเองเลย รับรองว่าคุ้มกับเวลาที่ฟังไปแน่ๆ ไม่แน่อาจจะฟัง 2 ชม.แบบเรา เพราะมีแต่เรื่องชวนให้เราอยากรู้ ^^

เราโชคดีมากที่ได้เจอกับอาจารย์ อาจารย์จุลศักดิ์ สุริยะไชย ท่านมอบหนังสือให้เราด้วย^^ อาจารย์ดูอ่อนกว่าวัยมากๆ เห็นพี่ไก่บอกว่า อาจารย์ดื่มชาที่ทำเองทุกวัน ... เราเลยซื้อมาบ้าง 55 เป็นชาที่แปลกมากดื่มไปแล้วมีความหวานๆที่ปลายลิ้น


จากนั้นแล้วแวะชม วัดร่องขุ่น ซักหน่อย แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจเลย ฝนตกลงมาเราก็ถ่ายรูปได้ไม่สวย ลงไปได้แค่ 5 นาทีแล้วก็ต้องรีบขึ้นมา เพราะเปียกจ้า


และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะได้ไปชุมชนหล่อโยแล้วววววววววว

เรานั่งรถยนต์ส่วนตัวของคุณโยฮันขึ้นมาจากในเมืองประมาณ 1 ชม. เท่านั้น ระหว่างทางสวยงาม แบบอเมซิ่งไทยแลนด์ ภูเขาล้นฟ้าสุดลูกหูลูกตา ลมเย็นที่ตีเข้ามาที่หน้าเราแรงมาก.. จนต้องปิดกระจก คือตอนแรกจะรับลมเป็นนางเอก MV ซะหน่อย ฮ่าๆ สวยจริงๆยิ่งสูงยิ่งสวย เรากับแดเนียลเลยต้องลงไปกระโดดกันซะหน่อย



จากจุดถ่ายรูปประมาณ 10 นาที เราก็ถึงแล้วชุมชนหล่อโย

ทางเข้าไม่ลำบาก แต่แคบนิดๆ พอถึงหน้าหมู่บ้านชาวบ้าน และเด็กๆมายืนรอต้อนรับเลยอ่า ยิ้มแย้มแจ่มใส คือน่ารักมากกกกก เป็นการต้องรับที่สุดแสนจะอบอุ่น

เราพักที่ "อาข่า มัด เฮ้าส์" ซึ่งคุณโยฮันเป็นเจ้าของเอง เด็กๆและชาวบ้านช่วยกันขนของเราเข้าไปยังห้องพักเรา คุณโยฮันบอกเราว่าห้องเค้านี่เป็นแบบ "open roof นะ" เราก็ขำว่าเออคุณโยฮันก็คืออารมณ์ดีเนอะ มาหลอกเราเฉย ... แต่พอเข้าห้องพักมา จู่ๆก็มีเสียงดังเหมือนวัตถุอะไรเคลื่อนที่ มาพร้อมกับแสงสว่างจ้าในตอน 5 โมงเย็น เห้ย!!! มันเปิดได้จริงๆ หลังคาห้องเรา คุณโยฮันไม่ได้โกหก บ้าไปแล้ว คือสำหรับเราอ่ะที่พักในพื้นที่ห่างไกล มันไม่น่าจะทำแบบนี้ได้นะ (รู้สึกผิดเลยที่คิดแบบนี้ตอนแรก55) เราตื่นเต้นที่จะได้นอนในห้องนี้มาก กดเปิดปิดหลังคาอยู่หลายรอบ รีบถ่ายวีดีโอไปโชว์คนที่บ้านใหญ่เลย

ชมห้องพักของเราซักหน่อยสวยงัม ประทับใจสไตล์ Local ประยุกต์มาก


พอมีเวลาเหลือก่อนจะถึงเวลากินมื้อเย็น เราเดินเล่นรอบๆที่พัก ที่พักสวยมีหลายห้อง มีพื้นที่กว้างๆ มีกลุ่มเด็กๆที่ช่วยเราถือกระเป๋าเล่นของเล่นพื้นเมืองกันอยู่ เราเลยขอเข้าไปแจมนิดหน่อย เล่นเขี่ยหนังยางกับเด็กๆ ไม่ได้กินเด็กเล๊ย เด็กที่นี่น่ารักเป็นกันเอง ไม่กลัวผู้ใหญ่ ดูออกจะเป็นเด็กกล้าแสดงออกด้วยซ้ำ เค้าชวนเราเล่นของเล่นหลายอย่างเลย แต่มันเล่นยากเหมือนกัน เรากลัวเจ็บตัวเพราะต้องอยู่นี่อีกหลายวัน เลยเอาไว้ก่อน คุณโยฮันบอกว่าเดี๋ยวจะสอนเล่นในวันถัดไป คราวนี้แหละ!!! จะเล่นให้เด็กมันดู


เสียงคุณโยฮันเรียกมาจากชั้นบนที่ให้ขึ้นไปกินข้าวได้แล้ว เราเดินขึ้นไป เจอคุณยาคุณตา ประมาณ 10 กว่าคน ใส่ชุดชนเผ่าอาข่านั่งกันเต็ม เราเลยถามคุณโยฮันว่าพวกเรามาทำอะไร คุณโยฮันบอกว่าเค้ามารำท้องถิ่นให้เรากับแดเนียลดู งือออ คุณตาคุณยายน่ารักอ่า เหมือนใครมาก็มาต้อนรับ เราเลยรีบกินข้าวให้เสร็จเพื่อที่จะได้ตั้งใจดู คุณโยฮันบอกอีกว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้ายแล้วที่เค้ายังรำกันได้ รุ่นปัจจุบันไม่รำกันแล้ว TT ฟังแล้วเราก็แอบเศร้าสิ่งสวยงาม ที่มีคุณค่าทางจิตใจเราจะไม่มีอีกแล้วหรอ คนอื่นๆในโลกนี้ได้เห็นสิ่งนี้รึยังนะ?


เศร้าได้แปบเดียว อาหารก็มาเสิร์ฟ

และนี่คืออาหารท้องถิ่นของชาวอาข่า ที่ถูกเสิร์ฟอย่างปราณีตด้วยฝีมือพี่กาละแม (แฟนคุณโยฮัน) แค่ดูก็รู้สึกน่ากินแล้ว ... แต่พอกินเข้าไปแล้วอยากขึ้นไปยืนบนโต๊ะแล้วเต้นเลยอ่ะ อร่อยโคตร อร่อยทุกเมนู น้ำพริกอาข่าคือที่สุด กลมกล่ม เผ็ดกำลังดี ที่นี่ใช้เกลือและพริกป่น เป็นวัตถุดิบหลัก ผงชูรสคือไม่มี มันดีมาก ส่วนอีกเมนูที่ชอบรองลงมาจากน้ำพริกคือไข่เจียว ไข่เจียวที่นี่จะใส่สมุนไพรลงไปด้วย และถูกหั่นเป็นชิ้นๆพอดีคำให้กินง่าย อีกอย่างที่น่าสนใจก็คือลาบหมู ลาบของเค้าที่นี่จะแห้งมากไม่ได้ชุ่มช่ำน้ำแบบที่กทม. เค้าเอาไปผัดกับสมุนไพรท้องถิ่น รสชาติและกลิ่นมันแปลกมาก ไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อน ทุกอย่างคืออร่อย มื้อนี้เป็นแบบบุพเฟ่เติมข้าว เติมกับเท่าไหร่ก็ได้ ... เรากินเสร็จก็คือปลดกระดุมกางเกงเลย ฮ่าๆ


พออิ่มแล้วเราก็ดูโชว์ของชาวอาข่า จากคุณตาคุณยาย

เป็นการเต้นเข้าจังหวะ ล้อมวง ถือเครื่องดนตรีเคาะให้จังหวะ และเต้นเป็นวงกลม ไม่มีการร้องเพลง เค้าเต้นให้เข้าจังหวะ ทุกคนในวงจะมีเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นฉาบ บางส่วนเป็นกลอง

สนุกจนเราทนไม่ไหวขอเข้าไปแจมด้วย คุณตาคุณยายก็น่ารัก แบ่งฉาบให้เราตี ครั้งแรกตีไม่เป็น เสียงดังแหลมเสร่อมาเลยจ้าาาา หลังๆเรามันส์ เร่งจังหวะกันใหญ่ 555 ตอนแรกจะชวนพวกเค้าเป็น The raper กันแต่ก็เกรงใจ


(หลานใครไม่รู้น่ารักจังเลย)


หลังจากคุณตาคุณยายกลับไป...

ทีมเราก็นั่งคุยกันสับเพเหระ ตามประสาคนเจอกันวันแรก คุยกันถูกคอพี่กาละแมเดินไปหยิบไวน์มาให้ชิม เค้าบอกว่านี่เค้าทำเองเลยนะ เอาผลไม้ในชุมชนเค้าไปทำขาย เราเลยชิมซักหน่อย ปกติไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

แก้วแรก... แก้วสอง... แก้วสาม...... นี่ไม่ชิมแล้วมั้ง 555 คืออร่อยหอม หวานที่ปลายลิ้น สาวๆอย่างเราชอบเลย กินง่าย เมาเร็ว ไม่เปลืองดี

คืนนี้เราเข้านอนด้วยความแฮปปี้สุดๆ วันนี้ทั้งวันดีหมดเลย อาหารอร่อยทุกมื้อ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้รับความอบอุ่นจากคนในชุมชน ได้รับการดูแลจากไกด์ทั้งสองคน ห้องพักก็สวยงามมาก! อากาศเย็นสบาย open roof จ้าาาาาา



ความคิดเห็น