ปลายฝน..ต้นหนาว..กลับบ้านเรา รีวิวโดย Onslowly

เราว่าชีวิตที่น่าหลงไหลที่สุด คือชีวิตที่ได้กลับไปทำงานใกล้บ้าน ได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อย่างมีความสุข ดื่มด่ำกับอดีตที่เติมโตมาตอนวัยเยาว์..... เมื่อปลายเดือนกรกฏาคมเราได้รับสายจากทางบ้านว่าคุณตาป่วยหนัก รีบกลับบ้านด่วน!!! วางสายเราก็จองตั๋วผ่าน Travelolka เพราะง่ายกับการเปรีย

ปลายฝน..ต้นหนาว..กลับบ้านเรา

ปลายฝน..ต้นหนาว..กลับบ้านเรา

 วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 10.07 น.

 วันที่เดินทาง 23 ก.ย. 2562

เราว่าชีวิตที่น่าหลงไหลที่สุด คือชีวิตที่ได้กลับไปทำงานใกล้บ้าน ได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย อย่างมีความสุข ดื่มด่ำกับอดีตที่เติมโตมาตอนวัยเยาว์.....

เมื่อปลายเดือนกรกฏาคมเราได้รับสายจากทางบ้านว่าคุณตาป่วยหนัก รีบกลับบ้านด่วน!!! วางสายเราก็จองตั๋วผ่าน Travelolka เพราะง่ายกับการเปรียบเทียบราคาตั๋วหลายสายการบิน และเร็วที่สุดในช่วงเวลาเร่งด่วนของเราตอนนี้ เราได้ตั๋วของ VietJet ไปเชียงราย จองวันนี้ไปพรุ่งนี้ได้ตั๋วมา 1,100 บาท ถูกสุดละ ของเจ้าอื่น 2,xxx และข้อดีอีกอย่างคือ เราต้องขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ เราสะดวกกว่าไปดอนเมืองเพราะเราอยู่ระยองนั่งรถตู้ เข้ามาส่งได้ถึงสนามบินเลย เราได้เที่ยวบินช่วงเวลาเย็น ทำให้ได้มองพระอาทิตย์ตกจากบนฟ้า แสงอุ่นๆ บวกกับใจที่พะว้าพะวง ทำให้เหงา เศร้า ซึ่มๆแปลกๆ

เราถึงเชียงรายเกือบสองทุ่มได้ คุณตาเราอยู่ห้องไอซียู ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ตลอด ต้องรอเป็นรอบพรุ่งนี้ แต่เราก็ยังไปโรงพยาบาลเพราะสิ่งที่เราทำได้คือการให้กำลังใจกัน ไม่ใช่กับคนป่วยแต่กับคนเฝ้าไข้นี้แหละ เราว่านานมากแล้วที่เราไม่เคยเห็นลุง ป้า น้า อา มานั่งอยู่ด้วยกัน พูดคุยเรื่องราวของอดีต สนุกบ้าง เงียบบ้าง พอให้ผ่อนคลายความตึงเครียด เราก็พลอยสนุก ปนอบอุ่นท่ามกลางอากาศ 17 องศา อย่างไม่น่าเชื่อ พอได้เวลาสมควรเรากับพ่อต้องกลับบ้าน ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองไปเกือบ 70 กิโล ส่วนแม่นอนที่โรงพยาบาลเพื่อรอฟังอาการของคุณตากับน้าเรา ทำให้บ้านมีแค่พ่อ เรา และน้อง กะหมาๆๆ มันก็จะหิวหน่อยๆ แล้วก็จะหาอะไรไม่เจอสักอย่าง เพราะเรากะว่าจะมาใช้ของที่บ้านทั้งชุดนอน ผ้าเช็ดตัว ของที่บ้าน แต่พอแม่ไม่อยู่ก็หาไม่เจอ บทสรุปของคืนนี้เราเลยงดการอาบน้ำ แล้วมานั่งถ่ายดาวหน้าบ้านซะหน่อย มองๆดูแล้ว เหมือนฝุ่นติดเลนส์มากกว่าดาวนะ เราว่า

ก่อนกลับบ้าน แม่เราเคยบอกว่า แม่กินเสาวรสได้แล้วนะ ไม่เหม็นแล้ว แถมยังเอาเม็ดมาปลูกจนออกลูกให้กินได้แล้ว แต่สงสัยทำไมเม็ดที่เอามาปลูกจากลูกสีม่วง มันออกมาลูกสีเขียว ไม่ม่วงแบบที่เคยกินในตอนแรก พอตอนเช้าเราออกมาเดินเล่นหน้าบ้านเราก็เจอเสาวรสต้นที่แม่บอก และเลือกลูกโตๆสวยๆ กะลองชิมสักลูก แต่ด้วยความรู้น้อยไปนิด ดูยังไงให้มันสุขนะ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าแม่เคยบอกว่ามันลูกเขียวก็กินได้ เราก็เลือกเด็ดเลยจร้า เขียวๆ เหลืองหน่อยๆ น่าจะสุกละล่ะ ชึบ ....... ผ่าออกมา ผ่าม ผ่าม เลยจ้า ยังไม่สุก กินไม่ได้ นะคะ อด!!!! ความฝันที่จะกลับบ้านมาทำเกษตรพอเพียง ชักจะสั่นคลอน กลัวจะอดตาย

นั้นแหละค่ะ เราพอจะมีความฝันเล็กๆ อยู่ในก้นบึ้งของความคิดที่จะกลับมาทำเกษตรพอเพียง ฟาร์มออแกนิกแถวบ้าน แต่แม่ก็จะคอยย้ำตลอดว่าจะไหวมั้ย รายได้ไม่มีตลอดทั้งปี จะอยู่รอดรึป่าว แล้วทำเกษตรเนี๊ยะไม่ใช่ง่ายๆเลย กลับมาจะอยู่ได้จริงมั้ย เราก็เลยคิดว่า กลับบ้าบรอบนี้นอกจากจะมาเยี่ยมคุณตาแล้ว ยังพอมีเวลาเหลือนิดหน่อยให้เราออกไปสำรวจ บ้านเมืองกันซะหน่อย ว่าเค้ากินอยู่กันยังไง เพราะเท่าที่พอทำการบ้านมาเราพอจะรู้จักร้านกาแฟร้านนึงที่เป็นคนรุ่นใหม่กลับมาทำสวน ทำฟาร์มออกแกนิกแล้วยังจะมีโฮมเสตย์อีก ในตัวเมืองเชียงรายไม่ห่างจากโรงพยาลที่คุณตาอยู่มากนัก หมดเวลาเยี่ยมเราก็ขอออกไป "สวรรค์บนดิน ออแกนิกฟาร์ม " แค่ชื่อก็สร้างแรงบรรดาลใจสุดๆแล้วใช่มั้ยละ

เราได้นั่งคุยกับเจ้าของร้านสักพักสรุปคร่าวๆคือใจต้องสู้ก่อนละ มาช่วงแรกๆก็ต้องมีอาชีพเสริมช่วงที่ไม่ใช่หน้าเที่ยวบ้าง ปรับแต่งวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นแบบพอเพียง และเพียงพอ ที่ตัวตนของเราเองก่อน และปรับประยุกใช้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีมาผสมผสานกับเกษตรที่อยู่กับพื้นที่ เป็นร้านอาร์ตๆ ที่สุดจะลงตัวจริงๆ

นอกจากบบรยากาศร้านจะดูสบาย ผ่อนคลายทั้งจิตใจ แล้วที่"สวรรค์บนดิน" แห่งนี้ยังมี workshop ปั้นดินให้เราได้สร้างสรรค์ศิลปะจากกินให้อาร์ตกันไปถึงขั่วหัวใจกันเลยทีเดียว

ปั่นดินกันเพลินๆ ก็ถึงเวลาหิวแล้ว~ ล้างไม้ล้างมือเก็บอุกปรณ์แล้วเราก็ไปสั่งขนมกินที่คาเฟ่กัน วันนี้เราสั่งเครปเค้กที่มาจากแป้งข้าวออแกนิกและน้ำราดสมุนไพร ฟังดูแล้วไม่น่าหอมหวานเท่าไหร พอได้ชิมเท่านั้นแหละ ละมุนใจกว่าที่คิด สั่งเครื่องดื่มชารางจืดที่ผ่านการเบลนให้เป็นชาที่ดื่มได้ง่ายและกลิ่นที่หอมอ่อนๆ

----------------------------------------------time out------------------------------------------------------

ถึงเวลาเยี่ยมคุณตาแล้ว เรากลับไปยังที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อรอประตูห้อง ICU เปิดและมีเวลาเข้าเยี่ยมเพียงครึ่งชั่วโมง ผู้ป่วย 1 เตียง ญาติเข้าเยี่ยมได้เพียง 2 คน รอบไหนที่มีคนไปเยี่ยมเยอะ บางครั้งเรามีโอกาสได้อยู่กับคุณตาเราแค่ 5 นาที ก็มี ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เราต้องขับรถกลับบ้าน ที่ห่างจากตัวจังหวัดเกือบ 80 กิโลเมตรเพื่อให้ คุณแม่ได้พักผ่อน และเปลี่ยนเวรเฝ้าคุณตากับน้าๆ ลุงๆ คนอื่นพรุ่งนี้เราจะไม่ได้เข้าตัวเมือง เราเลยจะไปอีกหนึ่งฟาร์มออแกนิก เพื่อหาแรงบัลดาลใจและเตรียมตัววางแผนกลับมาอยู่บ้าน

>>>> "ไร่ รื่นรมณ์" <<<<

ครั้งแรกที่เรารู้จักไร่รื่นรมณ์ คือตอนเข้าไปนั่งในโรงหนังแล้วมีโฆษณา ตอนแรกยังกระซืบกับเพื่อนอยู่เลยว่าสวยจังอยากกลับบ้านไปทำแบบนี้บ้าง เนี๊ยะคือแบบที่คิดเลยติดว่าเราไม่มีที่กว้างๆ สวยๆ แบบนี้ ไม่ทันขาดคำ ก็ขึ้น อ.เทิง จ.เชียงราย เฮ้ย!!!!! บ้านเรา ด้วยพื้นที่เขาฝั่งซ้ายจรดฝั่งขวา กว้างสุดสายตา โล่งเตียนเพราะไม่มีสายไฟ แล้วตู้แช่ไอติมที่นี้อยู่ยังไงไม่ละลาย เราก็สืบค่ะ ((จริงๆไม้ต้องถึงกับสืบนะ ถามน้องพนักงานก็ได้ละ)) ที่นี้เค้าใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และกำลังทำก๊าสชีวภาพ อีก สุดยอดไปเลย

นอกจากไร่รื่นรมณ์ จะเป็นไร่ออแกนิกแล้วยังมีที่พักเป็นเต็นท์ และมีกิจกรรมให้เราทำอีก รอบนี้เราไปทำผ้ามัดย้อมมา และไปบุกบ้านแพะ จนพระอาทิตย์ตกดิน แล้วก็เพิ่งรู้มาว่าเค้ามีสปาด้วย!!! อดอีก

เราทำผ้ามักย้อมจากแก่นฝาง โดยการเลือกสี เลือกจากคุณป้าวิทยากรแนะนำว่าสีผิวอย่างเรา ควรเลือกสีสดใส ผ้าจะไม่ได้กลืนหาย ไปกับผิวเรา เราก็ตามนั้น ~~ คราวนี้ก็โดดเด่นสมใจป้าเลย อยู่ร้อยเมตรก็เห็นชมพูสีสดใส โดยการทำลายผ้าของเราใช้จาก "มะหิน" หรือ ก้อนหินนั้นแหละ เก็บเอาแถวๆๆนั้น มาจับมัดกับหนังยางแน่นๆๆ เพื่อให้ตรงที่โดนรัดไม่โดนย้อมสีก็จะได้ออมาเป็นลาย วงๆๆ ดวงๆๆ

เราว่าเป็นหนึ่งในการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเลยนะ เพื่อนเราหลายคนป่วยด้วยโรคที่ไม่น่าจะป่วย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง เส้นเลือดในสมอง หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ทั้งๆที่พวกเราคิดว่าคนอายุไม่ถึง 30 จะเป็น แบบนี้ สิ่งนึ่งที่เราคิดได้คือการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อิงธรรมชาติ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ารึป่าว คงมีแค่เราเองที่จะพิสูจน์ได้

ย้อมผ้าเสร็จแล้วเราก็ต้องล้างตากไว้รอจนกว่าผ้าจะแห้ง ป้าวิทยากรแนะนำให้เราไปนั่งรถเล่นรอบฟาร์ม ขึ้นไปกินขนมก่อน ผ้าน่าจะแห้งพอดีตอนกลับบ้าน

สิ่งที่เราชอบที่สุดคือบ้านแกะ ที่มีพี่เลี้ยงเกะที่สามารถบอกชื่อเจ้าแกะทุกตัวได้อย่างแม่นยำ และไม่แค่นั้น สามารถบอกได้ว่าตัวไหนเกิดจากแม่ตัวไหน ตัวไหนเป็นพี่ ตัวไหนเป็นน้อง ตัวไหนเป็นฝาแฝดตัวไหน แบบว่าจำแม่นซะเหมือนคลอดออกมาเองตะตัวเองซะอย่าง นั้น น่ารักสุดๆ

ปิดท้ายด้วยการขึ้นไปกินไอติมโฮมเมด และเค้กหม้อแกงฟักทอง อร่อยลงตัว

ท้ายสุดแล้ว แรงบัลดาลใจอะไรคงไม่เท่ากับความรัก และกำลังใจจากคนที่บ้าน ที่พร้อมจะสู้พาฝันเราไปสู้จัดหมาย และลงมือทำ เพราะเราคิดว่า คงมีคนนับล้านที่คิดอยากจะกลับบ้านเหมือนเรา แต่จะมีกี่สิบคนที่กล้าละทิ้งความสะบาย เงินเดือนประจำ กลับมาอยู่บ้านแบบพอเพียง.....





ความคิดเห็น