กล้องบันทึกภาพ หัวใจบันทึกความทรงจำ Live to Love Ladakh | หลงเสน่ห์... หลงรักเลห์-ลาดักห์ รีวิวโดย Blue.Eyes.Photo

"ลาดักห์" สำหรับขา Backpack ทั้งหลายเเล้ว คงจะผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง บางคนอาจคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ผมจะเล่าให้ฟังสั้น ๆ ก่อนจะพาไปเที่ยวนะครับ ลาดักห์มีอะไร? "ลาดักห์" มีอะไรน่าสนใจ? ขอตอบในฐานะคนที่หลงรักที่นี่ไปแล้วครับว่า ลาดักห์ "มีทุกอย

กล้องบันทึกภาพ หัวใจบันทึกความทรงจำ Live to Love Ladakh | หลงเสน่ห์... หลงรักเลห์-ลาดักห์

กล้องบันทึกภาพ หัวใจบันทึกความทรงจำ Live to Love Ladakh | หลงเสน่ห์... หลงรักเลห์-ลาดักห์


"ลาดักห์" สำหรับขา Backpack ทั้งหลายเเล้ว

คงจะผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง บางคนอาจคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี

แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ผมจะเล่าให้ฟังสั้น ๆ ก่อนจะพาไปเที่ยวนะครับ


ลาดักห์มีอะไร?

"ลาดักห์" มีอะไรน่าสนใจ? ขอตอบในฐานะคนที่หลงรักที่นี่ไปแล้วครับว่า ลาดักห์ "มีทุกอย่าง" ครับ

ตั้งแต่ทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา มาพร้อมความยิ่งใหญ่อลังการของเทือกเขาหิมาลัย

ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ เป็นสวรรค์สำหรับคนรักการท่องเที่ยวถ่ายภาพอย่างแท้จริง

ผู้คนเป็นมิตร มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ควบคู่ไปกับศรัทธาแรงกล้าในศาสนา

มีมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

มีวัด วัง และโบราณสถานเก่าแก่สวยงามระดับมรดกโลกให้เที่ยวชมมากมาย


กระทู้เกี่ยวกับ ลาดักห์ มีให้เลือกอ่านมากมายหลายช่วงเวลาครับ

ในเเต่ละฤดูกาลก็สวยงามแตกต่างกันออกไป

กระทู้นี้... ผมจะพาไปเที่ยวลาดักห์ในช่วงปลายหนาวกัน

เดินทางตั้งแต่วันที่ 9-18 เมษายน คาบเกี่ยวช่วงสงกรานต์บ้านเราพอดีครับ



New Delhi

ทริปนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางทั้งหมด 4 คน พวกเราบิน Air India ลงที่ เดลี

ค้างที่นี่ 1 คืน ก่อนต่อเครื่องไปเลห์ในเช้าวันรุ่งขึ้น

ถึงเดลี กันราว ๆ เที่ยง เชคอินเก็บกระเป๋าที่โรงแรมกันเรียบร้อย

ก็ออกไปเดินถ่ายภาพกันตามถนน ร้านค้า ตรอกซอกซอยต่าง ๆ

คนเดลีนี่น่ารักกว่าที่คิดนะครับ ยิ้มเก่ง และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก

แถมยังชอบเป็นแบบอีกต่างหาก ถึงขนาดสะกิดเรียกให้ถ่ายเลยก็มี

พวกเราใช้เวลาครึ่งวัน เดินถ่ายภาพ ทักทายพูดคุยกับคนทุกวัย

ตั้งเเต่เด็กเล็กจนไปถึงคนรุ่นปู่ย่าตายาย สนุกดีครับ





Leh

ลาดักห์ในช่วงนี้ เป็นช่วงปลายหนาวก็จริงครับ แต่อากาศก็ยังถือว่าหนาวมากสำหรับพวกเรา

นักท่องเที่ยวน้อย โรงแรม ร้านรวงต่าง ๆ ยังปิดเสียเป็นส่วนใหญ่

แถมถนนพังก็เละเนื่องจากมีการโครงการปรับภูมิทัศน์ของเมือง

แต่อีกไม่นาน คงจะกลายเป็นเมืองเลห์โฉมใหม่

พร้อมรับมือกับจำนวนนักท่องเที่ยว และความเจริญที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว


เราพักกันที่ Hotel Tso-Kar ในเลห์เป็นหลักครับ

ทุกที่ที่เดินทางไป จะเป็นการไปค้าง 1 คืนเเละเดินทางกลับมาที่เลห์ในวันรุ่งขึ้น

ยกเว้นโปรเเกรมเที่ยววัด-วัง ที่สามารถไป-กลับได้ภายใน 1 วัน

สัมภาระต่าง ๆ จะทิ้งไว้ที่นี่ นำไปแต่ของที่จำเป็น เช่น แปรง สบู่ เสื้อผ้า 1 ชุด เสบียง เเละอุปกรณ์ถ่ายภาพ

ลองดู google map ประกอบนะครับ ผมมาร์คดาวไว้



โปรเเกรมทัวร์ประกอบไปด้วย

วัด Thiksey พระราชวัง Shey และวัด Hemis ไปทางใต้

Nubra Valley เดินทางขึ้นเหนือ

Pangong Lake อยู่ทางตะวันออก

Alchi และ Lamayuru ไปทางตะวันตก




สำหรับ Hotel Tso-Kar บริการดี ห้องหับสะอาดดูดี มี WiFi อาหารทานได้สบายครับ

มื้อแรกที่เลห์ เป็นไข่เจียวกับฮันนี่โทสต์ แหม่...เรียกซะหรู จริง ๆ ก็คือขนมปังปิ้งกินน้ำผึ้งแหละครับ

เสิร์ฟพร้อมกาแฟ ชาร้อน มื้ออื่น ๆ ก็มี ซุปมะเขือเทศ ผัดหมี่ ไก่ผัดพริกหยวก

มันฝรั่งทอด ข้าวผัด ทุกเมนูมีกลิ่นและรสชาติที่เบา เหมือนประยุกต์มาเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ


พวกเราไม่ลืมที่จะนำน้ำพริก เเละอาหารแห้งติดมาด้วย

ซึ่งมันช่วยได้จริง ๆ กับการมาอยู่ในที่ ๆ มีเมนูให้เลือกไม่มากแบบนี้

ทุก ๆ เย็น เราจะแบ่งเสบียงที่เตรียมมาให้พนักงานที่โรงแรมได้ลองชิมอาหารบ้านเราดูบ้าง

ซึ่งเค้าก็ดูจะชอบกันมากโดยเฉพาะปลากระป๋องเเละทูน่า



จาปาตี (Chapati) แผ่นแป้งบาง ๆ อบในโอ่ง อาหารหลักประจำทริป กินกันจนเบื่อไปเลยครับ


สำหรับวันแรกนี้ เรายังไม่มีโปรเเกรมต้องออกไปไหนกัน

ใช้การเดินเที่ยวเนี่ยแหละครับ เป็นการซึบซับและปรับตัวให้เข้ากับความสูงของที่นี่

สำหรับใครที่ชอบถ่ายแนวไลฟ์นี่ ผมว่าเพลินเลยครับ

ลองสังเกตุหน้าคนเลห์ดู จะต่างจากแขกอาหรับทั่วไปอย่างชัดเจน

หน้าตาจะออกไปทางคนทิเบต ยิ่งเด็ก ๆ นี่ น่ารักมากเลยครับ ตาสวยใส แก้มแดง




เดินสำรวจตามซอกซอยไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็ทะลุออกมาเจอลานกว้าง

เห็นกลุ่มวัยรุ่นกำลังเล่นคริกเก็ต เลยเดินเข้าไปดูซะหน่อย

เล่นกันน่าสนุกมาก ใจผมอยากจะขอลงไปเเจมด้วย

เเต่เพราะห่วงกล้อง ก็เลยได้แต่นั่งดูพวกเค้าเล่นกันจนเลิก เเล้วก็ขอเก็บภาพหมู่มาเป็นที่ระลึก




Hemis Monastery - Thiksey Monastery - Shey Palace

ชีวิตในเลห์ วันที่ 2 วันนี้... เราจะตระเวนเที่ยววัด-วัง ทางใต้ของเมืองเลห์กันครับ

เมดิ หนุ่มเลห์อายุ 23 พูดน้อย ยิ้มเก่ง มีประสบการณ์ในการขับรถพาเที่ยวมาทั้งหมด 2 ครั้งถ้วน

ยังถือว่าเป็นมือใหม่มาก ครั้งนี้เพิ่งจะเป็นครั้งที่ 3

และพรุ่งนี้... เราต้องไต่ระดับขึ้นไปที่ Khardungla Pass

จุดที่สูงที่สุดของเส้นทางระหว่างเมืองเลห์กับนูบร้าวัลเล่ย์

ชั่วโมงขับอันน้อยนิดของเมดิกับถนนที่สูงที่สุดในโลก มันทำให้พวกเราอดกังวลไม่ได้เลย



อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่ต้องไต่ระดับความสูงกันไปไหน จึงยังสบายใจได้อยู่

เพลงอินเดียจังหวะสนุกดังไปพร้อม ๆ กับความตื่นเต้นของพวกเราที่ได้เห็นวิวสองข้างทาง

แต่ละคนยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพกันไปตลอดทาง



วัดที่เราจะไปกันนั้นตั้งอยู่บนเขาทุกที่ ต้องเดินขึ้นกันเหนื่อยพอสมควร

อากาศที่แสนจะเบาบางทำเอาแต่ละคนหอบไปตาม ๆ กัน

เเต่มันก็คุ้มค่าครับ เพราะมีรางวัลใหญ่รอเราอยู่ข้างบน

นั่นคือทิวทัศน์งาม ๆ แบบ 360 องศา ที่เห็นเเล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง



Hemis Monastery


Thiksey Monastery


Shey Palace




Nubra Velley


"Nubra Velley" หุบเขาเเสนสวย อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวเลห์ก็ต้องไม่พลาด

ตามโปรเเกรมเเล้วเราจะไปค้างกัน 1 คืนครับ

ช่วงเช้ามาเเวะเที่ยว Diskit Monastery เเล้วจึงเดินทางกลับเลห์

นัดกับเมดิประมาณ 8 โมงเช้าเหมือนเดิม เเต่วันนี้เค้าพาญาติมาด้วย 1 คนครับ ชื่อนิซา

เมดิบอกว่า "ที่พามาด้วย เพราะรู้สึกไม่ค่อยดี"

ช่วงนี้หิมะกำลังละลาย เส้นทางบนเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ

อาจมีการลื่นไถลหรือติดหล่มได้ตลอดทาง ผมเดาว่าเมดิคงจะกังวลเรื่องนี้อยู่ ก็เลยชวนนิซามาด้วย

เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้มีเพื่อนช่วยคิดช่วยแก้ไข



จากตัวเมืองเลห์ เราลัดเลาะไปตามสันเขา ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

ถนนบางช่วงกว้าง ขับได้สบาย เเต่บางช่วงก็แคบซะจนนั่งเกร็งกันไปหมด

เเต่ในความเสียว มักเเลกมาด้วยความสวยเสมอ

พวกเราไม่ลืมที่จะกดชัตเตอร์บันทึกความงามนี้ไว้ตลอดเส้นทาง




ภาพเทือกเขาหิมาลัยเเละคาราโครัมสุดเเสนยิ่งใหญ่อลังการ

เส้นสายของถนนที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ทอดตัวยาวไปราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด

ณ ห้วงขณะ ที่ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถ

ความคิดหนึ่งดังชัดขึ้นมาในหัว....

โลกนี้มันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเรามันเเค่ฝุ่นผง

ยิ่งเมือเทียบระยะเวลาที่เราเกิดมาบนโลกนี้ กับเทือกเขามหึมาที่อยู่ตรงหน้าด้วยเเล้ว

มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ตัวเองคิดเลย ทั้งชีวิตของเรามันเป็นเพียงเศษเสี้ยวนึงของเส้นเวลา

ปัญหาอะไรที่รุมเร้าอยู่ ทั้งการงาน ความรัก หนี้สิน หรืออะไรก็ตามแต่

ณ ตอนนั้น ผมปลงมันได้ทุกอย่าง เเล้วบอกกับตัวเองว่า

ชีวิตคนเรามันก็เท่านี้ จะไปเครียดอะไรมากมาย เจออุปสรรคปัญหาอะไรก็เเก้ไขและยอมรับกันไป

ก็เหมือนกับที่เรากำลังไต่เขาอยู่เนี่ยแหละ ถ้าทางมันชันนัก ก็ค่อยเป็นค่อยไป

อาจจะช้าหน่อย เหนื่อยหน่อย เเต่เดี๋ยวเราก็จะผ่านมันไปได้เอง



ไม่นานนัก ถนนแห้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นก็เปลี่ยนเป็นดินโคลนเฉอะแฉะเต็มไปหมด

รถเราเริ่มปัดไปปัดมา ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการขึ้นดอยสูงตอนหน้าฝน ทางทั้งชันและลื่น

ระหว่างทางเรายังเจอซากรถที่ตกลงไปกองเป็นเศษเหล็กอยู่ด้านล่าง

บรรยากาศในรถไร้ซึ่งเสียงเพลงเเละบทสนทนาใด ๆ ทุกคนลุ้นไปกับการเข้าโค้งของเมดิ

มีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น ทั้งรถพยาบาลติดหล่ม นักท่องเที่ยวต้องลงมาช่วยกันเข็น

ส่วนรถเราเองก็ติดหล่มถึง 2 ครั้ง ครั้งเเรกได้รถกวาดหิมะที่ทำงานอยู่เเถวนั้นช่วยไว้

ครั้งที่ 2 เราต้องลงไปเข็นกันเอง การออกแรงในที่ ๆ ออกซิเจนเบาบางแบบนี้ ยิ่งทำให้เหนื่อยมาก

สุดท้าย เราต้องรอคอยความช่วยเหลือจากรถที่ผ่านไปมา เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลารวมกันไปหลายชั่วโมง



ในเส้นทางที่ยากลำบาก ในสถานการณ์การณ์ที่คับขัน บางครั้งก็มีรอยยิ้มและเรื่องราวดี ๆ ซ่อนอยู่



Khardungla Pass จุดที่สูงที่สุดของเส้นทางระหว่างนูบร้ากับเลห์

เป็นจุดแวะพักเเละทำ Permit นักท่องเที่ยว โดยที่ไกด์ของเราจะเป็นคนทำเรื่องให้หมดครับ



แม่น้ำ Shyok เส้นเลือดใหญ่สีเขียวที่หล่อเลี้ยงคนนูบร้ามาช้านาน



พวกเราถึง Nubra กันตอนใกล้ค่ำ แวะเข้าไปเช็คอินที่ Hotel Sten-Del ที่ซุกหัวนอนในคืนนี้

บรรยากาศดี ห้องสะอาด มีดาดฟ้า ใครชอบล่าเเสงดาวสามารถขึ้นไปถ่ายได้สบาย

เเต่ลมเเรงหน่อยครับ ควรเตรียมเครื่องกันหนาวขึ้นไปให้พร้อม




Sand Dunes ทะเลทรายน้อยกลางหุบเขา มีลำธารเล็ก ๆ จากแม่น้ำ Shyok ไหลผ่าน


ขับออกไปจากตัวหมู่บ้านประมาณครึ่งชั่วโมง มีวินอูฐมาคอยบริการนักท่องเที่ยวด้วย



Good Morning Nubra อรุณสวัสดิ์นูบร้า

ส่วนที่ดีที่สุดของการตื่นเช้า คือการได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ จนไปถึงคนเฒ่าคนแก่

ได้พูดคุย กล่าวคำทักทายเป็นภาษาท้องถิ่น เเลกเปลี่ยนรอยยิ้มกัน

ผู้คนยิ้มเเย้มเป็นมิตร กับหมู่บ้านเล็ก ๆ แสนสงบงาม

โอบล้อมด้วยขุนเขาและทิวทัศน์สวย ๆ แบบนี้ ทั้งชีวิตเราจะมีโอกาสได้พบเจอกี่ครั้งกันเชียว



"Jullay" (อ่านว่า จู-เล) คำทักทายภาษาท้องถิ่น แปลว่า สวัสดีหรือลาก่อน

ใช้ได้ทุกช่วงเวลา เเละเมื่อไหร่ที่เราพูดออกไป สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มเสมอ


เสียงร้องเพลงเป็นภาษาท้องถิ่นของชาวนา ดังกังวานไปทั่วหุบเขา

Nubra Velley ในตอนนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกเเล้ว


ผมมีทริคเล็ก ๆ มาเเนะนำครับ

ใครอยากได้ภาพชาวบ้านกับกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ

ให้ตื่นแต่เช้า เเล้วไปนั่งรอที่ปั้มน้ำเลยครับ

ผมสังเกตว่าแทบทุกบ้านจะต้องถือถังออกมาต่อคิวกันรองน้ำ

เเละคนในหมู่บ้านก็จะใช้บริเวณรอบ ๆ ปั้มน้ำนี่แหละครับ เป็นที่พบปะพูดคุยกันในตอนเช้า


Diskit Monastery


Pangong Lake ขุนเขา สายน้ำ ผืนฟ้า และดาวล้านดวง

กับบางสถานที่ ไม่ว่าจะทำยังไง เราก็ไม่สามารถเก็บความงามของสถานที่นั้น ๆ กลับมาได้ทั้งหมด

คำพูดนี้ใช้ได้จริงกับที่นี่ครับ "ทะเลสาปปันกอง"


เส้นทางสู่ปันกอง



ช่วงที่พวกเราเดินทางมานี้ น้ำในทะเลสาปยังเป็นน้ำแข็งอยู่ ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

เวลาตอนนี้มีเหลือเฟือให้พวกเราทั้ง 4 คน แยกย้ายกันเดินออกไปหามุมสงบของตัวเอง


ระหว่างรอเก็บแสงเย็น ผมลองเดินไปดูกระโจมตรงแถว ๆ ตีนเขา

ในบรรดากระโจมกลุ่มนั้น มีอยู่ 1 หลังที่น่าสนใจที่สุด

ผ้ากระโจมเป็นสีน้ำตาล ดูเก่าและโทรมมาก มีข้าวของวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด

มองดูเเล้วอย่างกับว่าเจ้าของอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเดือน ๆ

ผมเจอคุณป้าคนนึงกำลังนำขนสัตว์มาพันเป็นด้าย

คุยกันจนเมื่อยมือ ก็ยังไม่รู้เรื่อง ได้เเต่ยิ้มให้กัน ชี้นู่นชี้นี่

ซักพักก็มีกลุ่มคนประมาณเกือบ 20 คนเดินล้อมวงเข้ามาที่ผม

บ้างก็เข้ามาจับมือ จับตัว บ้างก็ขอดูรูปในกล้อง พวกเค้าคุยกัน อมยิ้มและชี้มาที่ผม

ดูตื่นเต้น เหมือนเห็นผมเป็นของแปลก



เเละเเล้วก็มีชายคนนึงในกลุ่ม น่าจะพูดอังกฤษได้อยู่คนเดียว เอ่ยปากทักผมขึ้นมา

พอคุยกันถึงได้รู้ว่า เค้าและเพื่อน ๆ เดินทางมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ระยะทางพอ ๆ กับที่พวกเราเดินทางมาจากเลห์

มาตั้งกระโจมนอนค้างกันริมทะเลสาปอาจจะซัก 4-5 วัน เเล้วค่อยกลับ

ผมบอกเค้าว่า ขอถ่ายภาพหมู่หน่อย เค้าก็ยินดี รีบเรียกเพื่อน ๆ มายืนเรียงกัน

ถ่ายเสร็จผมก็เปิดรูปให้ดู ทุกคนก็เข้ามามุงและหัวเราะร่า

เราจับมือเเละอำลากันตรงนั้น





คืนนี้เราพักกันที่ Pangong Inn โรงแรมเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ

อากาศตอนกลางคืนที่เลห์ว่าหนาวเเล้ว ที่นี่หนาวกว่าหลายเท่าครับ

ยืนถ่ายดาวกันได้ไม่นาน ความหนาวก็ทำเอาเราเจ็บนิ้วมือนิ้วเท้าไปหมด

เป็นความทรมานที่คุ้มค่าเมื่อแลกกับสิ่งที่ได้เห็น

ภาพดาวล้านดวงส่องแสงสว่างเต็มท้องฟ้าเหนือทะเลสาบน้ำแข็ง

สวยงามเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นภาพถ่ายหรือตัวหนังสือ




Lamayuru - Alchi

Alchi เมืองแห่งสายน้ำและขุนเขา ที่นี่จะเป็นจุดหมายสุดท้ายในทริปนี้ของพวกเรา

จากตัวเมืองเลห์ เมดิพาพวกเรามุ่งตรงออกไปทางทิศตะวันตก ผ่านทะเลทรายและเทือกเขาทุรกันดาร

ถ้าดูจากแผนที่ Leh กับ Alchi นั้นห่างกันเพียง 60 กม. เดินทางจริง ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงครับ

เมดิขับเลยไปเพื่อพาพวกเราไปเที่ยวที่ Lamayuru Monastery หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดในลาดักห์กันก่อน

จากนั้นถึงค่อยวนกลับมาที่ Alchi ระหว่างทางกลับจะผ่าน "Moonland" ดินแดนโลกพระจันทร์

ภูเขาสีม่วง texture สวย ๆ ตัดกับสีเขียวเทอร์ควอยซ์ของแม่น้ำสินธุ มีให้ชมกันไปตลอดทาง


ไม่ว่าจะเป็นที่ Nubra Valley, Pangong Lake หรือ Alchi

ผมรู้สึกว่าการเดินทางไปค้างเพียงเเค่คืนเดียวนี่มันน้อยเกินไปจริง ๆ สำหรับที่สวย ๆ แบบนี้


Lamayuru Monastery


Moonland


ตามปกติมื้อเที่ยงในเเต่ละวัน เราจะแวะร้านข้าวแกง local ระหว่างทาง

ถึงแต่ละคนจะไม่ได้ชื่นชอบอาหารอินเดีย

เเต่เพื่อเป็นการเข้าให้ถึงวัฒนธรรมการกินของคนที่นี่ มาถึงเเล้วมันต้องลองครับ

อย่างร้านที่อยู่ระหว่างทางไป Lamayuru ร้านนี้

เเม้ลุงแกจะเติมกับตักข้าวให้เต็มที่

เเต่ด้วยกลิ่นและรสชาติของอาหาร เลยทำให้พวกเราได้เเค่เล็ม ๆ เท่านั้น

ผมเองลองเเล้วไม่ไหวจริง ๆ เลยต้องโรตีกับน้ำพริกประทังชีวิตเหมือนเดิม



พวกเราเดินทางถึง Alchi ราว 4 โมงกว่า เช็คอินที่ Hotel Samdupling

เราลงความเห็นกันว่าที่นี่เป็นโรงเเรมที่ดีที่สุดในทริปแล้ว

ห้องสวยโปร่งสบาย วิวดี อาหารอร่อย และที่เยี่ยมที่สุดคือเรื่องการบริการครับ

เจ้าของเป็นคุณลุงหน้าตาใจดี ชอบพูดจาติดตลก ชื่อ Mr. Stobdan

แกมาดูแลต้อนรับพวกเราด้วยตัวเองเลย

เมื่อถึงเวลาสั่งอาหาร ทุกคนก็ต้องปะหลาดใจที่มี "ข้าวต้ม" อยู่ในเมนู

Mr. Stobdan เล่าให้ฟังว่ามีนักท่องเที่ยวเอเชียมาพักที่นี่บ่อย ทั้งญี่ปุ่น ไทย จีน

ทุกคนจะแฮปปี้กับข้าวต้มมาก เพราะส่วนใหญ่จะเบื่ออาหารท้องถิ่นกันหมด




Good Morning Alchi

เช้านี้ที่อัลชิ เป็นเช้าที่อากาศกำลังเย็นสบาย ท้องฟ้าสดใส

ผมเดินขึ้นไปดาดฟ้าของโรงแรมเพื่อมองไปรอบ ๆ

เห็น Alchi Choskor Monastery อยู่ห่างไปไม่ไกล เลยลองเดินไปสำรวจดู

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่จะเต็มไปด้วยสีเขียวจากใบของต้น poplar

สลับกับสีชมพูของดอกแอพริคอตที่บานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา

คงเป็นช่วงเวลาที่ Alchi งดงามและมีชีวิตชีวาที่สุดในรอบปี

ผมนึกภาพและจินตนาการไปตามคำบอกเล่าของ Mr. Stobdan



Alchi Choskor Monastery



ราวเกือบ 9 โมง พวกเราเดินออกไปเจอเด็กนักเรียนที่กำลังรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนหน้าหมู่บ้าน

ทุกคนวุ่นอยู่กับการถ่ายภาพเด็ก ๆ อยู่พักใหญ่จนกระทั่งรถโรงเรียนมาถึง

ได้เวลาที่พวกเราต้องโบกมือลาเด็ก ๆ และหมู่บ้านที่น่ารักแห่งนี้แล้ว

ระหว่างทางกลับเลห์เราจะแวะเที่ยวที่ Likir Monastery

เเละจุดชมวิว แม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำซานสการ์และแม่น้ำสินธุ ที่มาบรรจบกันอย่างสวยงาม



Likir Monastery



จุดชมวิวแม่น้ำซานสการ์และแม่น้ำสินธุ


ผมกลับถึงเลห์ด้วยความรู้สึกตรงกันข้ามกับตอนที่เพิ่งมาถึง

ความสนุกตื่นเต้นที่เคยมี ไม่หลงเหลืออีกต่อไปเเล้ว

มันเป็นความรู้สึกหวิว ๆ ที่รู้ว่าอีกไม่นาน เราก็จะต้องกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เข้าใจเเล้วล่ะครับว่าทำไมเค้าถึงเรียกที่นี่ว่าสวรรค์ หรือดินเเดนแห่งความฝันกัน


คืนสุดท้ายนี้... พวกเราทั้ง 4 คน นั่งพูดคุยและเเลกรูปกันดู

พูดถึงช่วงเวลาเเละหัวเราะให้กับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา



ถ้าอุปกรณ์บันทึกภาพ เป็นสิ่งที่ใช้บันทึกความงามของสถานที่

หัวใจเราก็คงที่มีหน้าที่บันทึกความรู้สึก เเละประสบการณ์ดี ๆ ที่ได้รับ

พวกเราพบว่าความงามของลาดักห์นั้น ไม่ใช่แค่ทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา

รอยยิ้มของผู้คน และมิตรภาพเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง 9 วัน

เป็นอีกความงดงามที่หัวใจของพวกเราสัมผัสได้จากที่นี่


ขอบคุณที่ติดตามครับ
https://www.facebook.com/blue.eyes.photo.graphic

ความคิดเห็น