เพลงใบไม้ร่วงที่รัสเซีย ตอนที่ 21 เผชิญผู้หวังดีประสงค์ร้ายที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

จากวลาดิมีร์เราเดินทางด้วยรถไฟกลับกรุงมอสโกที่สถานี Kurskaya จากนั้นต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Komsomoiskaya ถ้ายังจำกันได้ สถานีนี้เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยที่สุดในกรุงมอสโก แต่เรากลับมาที่นี่อีกครั้งไม่ใช่เพื่อชื่นชมความงาม แต่เพื่อโดยสารรถไฟรอบดึกไปยังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คืนนี้เราจึงได้ฟังเสียง

เพลงใบไม้ร่วงที่รัสเซีย ตอนที่ 21 เผชิญผู้หวังดีประสงค์ร้ายที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

เพลงใบไม้ร่วงที่รัสเซีย ตอนที่ 21 เผชิญผู้หวังดีประสงค์ร้ายที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

 วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564 เวลา 21.26 น.

 วันที่เดินทาง 15 ก.ย. 2560

จากวลาดิมีร์เราเดินทางด้วยรถไฟกลับกรุงมอสโกที่สถานี Kurskaya จากนั้นต่อรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Komsomoiskaya ถ้ายังจำกันได้ สถานีนี้เป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่สวยที่สุดในกรุงมอสโก แต่เรากลับมาที่นี่อีกครั้งไม่ใช่เพื่อชื่นชมความงาม แต่เพื่อโดยสารรถไฟรอบดึกไปยังเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คืนนี้เราจึงได้ฟังเสียงกึกกักของล้อเสียดสีกับรางรถไฟขับกล่อมไปตลอดคืน

ขบวนรถไฟเข้าเทียบชานชลาในรุ่งเช้าของวันใหม่ เราต่อรถไฟใต้ดินเพื่อไปยังสถานี Sennaya Ploschad ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้กับโฮสเทลที่เราจองไว้มากที่สุด การคิดค่าโดยสารรถไฟใต้ดินเหมือนกรุงมอสโก คือไม่ว่าจะไปสถานีไหน ใกล้ไกลเท่าไหร่ หรือจะเปลี่ยนสายรถไฟสักกี่ครั้งก็ราคาเดียว แต่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นราคาถูกกว่า คือแค่ 45 รูเบิล

เมื่อเราเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน เราก็ได้พบคุณลุงคุณป้ายืนท้าความหนาวขายผัก ขายดอกไม้ในลักษณะแผงลอยอยู่หน้าสถานี ดอกไม้ก็สวย รอยยิ้มของคุณป้าก็หวาน จนน้องเนอดใจไม้ไหว เดินเข้าไปอุดหนุนราสเบอร์รี่ไป 1 ถ้วย

โฮสเทลที่เราจองมีชื่อว่า Koffer ดูจากแผนที่แล้วอยู่ที่อาคารหมายเลข 3 ของถนน Rimskogo – Korsakova อาคารเกือบทั้งหมดบริเวณนี้มีหมายเลขกำกับไว้ทุกอาคารดูเหมือนง่าย แต่ของจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะการเรียงหมายเลขของอาคารไม่ได้เรียงจาก 1, 2, 3,… หากแต่เรียงกระโดดไปกระโดดมา ฉะนั้นจึงต้องอาศัยแผนที่ทั้งจากที่พิมพ์มาและGPS ในมือถือช่วย เรายังไม่ทันได้ใช้ตัวช่วยที่พกมาอย่างจริงจัง ก็มีผู้ช่วยที่เราไม่ต้องการโผล่เข้ามาเดินประกบเหมือนกับปลิงที่แกะอย่างไงก็ไม่ออก

เหมือนลางร้ายเริ่มมาเยือน ชายวัยสี่สิบปลายๆเข้ามาเดินประกบเราด้วยอาการหวังดีประสงค์ร้าย เขาบอกว่าจะช่วยเราหาโรงแรมที่เราจองไว้ ว่าแล้วก็ต้อนเราเดินดุ่ยๆไปตามทางเดินโดยไม่สนใจเลยว่าเราต้องการเดินไปกับเขาหรือเปล่า ครั้นจะเดินหนีก็วิ่งมาต้อนไม่ยอมให้ไป แต่นั่นก็ถือเป็นโชคดีของเราที่เขาช่วยเราหาอาคารหมายเลข 3 พบ และเราก็โชคดีซ้ำสองเข้าไปอีก เมื่อเขาเข้าใจผิดว่าโรงแรมที่เราจองนั่นคือ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่อยู่บริเวณนี้จึงเดินนำลิ่วเข้าโรงแรม หวังที่จะบอกพนักงานโรงแรมว่าเป็นคนพาเรามาเพื่อขอค่าคอมมิชั่น แต่ที่ไหนได้ ที่พักที่เราจองเป็นแค่โฮสเทลที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์การจัดระดับดาวใดๆ เวลานั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะสลัดปลิงให้หลุดเสียที

เราหยิบใบจองโฮสเทลขึ้นมาดู แล้วมองหน้ากันอย่างงๆ ว่านี่ก็คืออาคารหมายเลข 3 ตามที่ระบุจริงๆหรือ แต่เดินตั้งแต่ต้นอาคารถึงท้ายอาคารแล้วก็ยังไม่เห็นโฮสเทลที่จองเลย จึงเดินวนใหม่อีกรอบ จึงได้เห็นป้ายเล็กๆเขียนชื่อโฮสเทลติดไว้ข้างประตูเหล็กที่กว้างไม่ถึง 1 เมตร เฮ่อ...โฮสเทลที่เราจองอยู่เหนือกฎเกณฑ์การจัดระดับดาวจริงๆ

เรากดปุ่มเพื่อให้พนักงานที่อยู่ด้านในเปิดประตูให้ ในใจแอบลุ้นให้พนักงานรีบเปิดประตูเร็วๆ ก่อนที่ชายผู้หวังดีประสงค์ร้ายก็ย้อนกลับมา แล้วทันทีที่ประตูถูกปลดล็อค เราก็รีบก้าวเข้าไปในอาคารทันที

โอสเทลอยู่ชั้น 3 มี 2 ทางที่จะขึ้นไป คือ เดินแบกกระเป๋าขึ้นบันได กับใช้ลิฟท์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีพื้นที่ในลิฟท์น้อยมากๆ คนเข้าไปพร้อมกระเป๋าแล้วไม่มีที่ให้ขยับตัว ด้วยความไม่อยากเป็นนักกล้ามเราจึงเลือกใช้ลิฟท์ แล้วลิฟท์สมัยสงครมโลกก็ทำพิษ ทันทีที่ประตูลิฟท์ปิดอย่างตะกุกตะกะ ยังไม่ทันที่ลิฟท์จะเคลื่อนที่ไปไหน ไฟในลิฟท์ก็ดับ

เอาเข้าแล้วไง ท่าไม่ดีตั้งแต่ยังไม่เช็คอิน น้องเนรีบกดให้ลิฟท์เปิดประตู แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆจากปุ่มที่กด ในใจตอนนั้นนึกถึงฉากในหนังที่ตัวละครต้องช่วยกันหนีตายจากลิฟท์ แต่ก่อนที่ใจจะเตลิดไปมากกว่านี้ อยู่ๆประตูลิฟท์ก็เปิดออกมาเอง เราสองคนไม่รอช้า รีบวิ่งออกจากลิฟท์โดยพลัน แล้วก้มหน้าก้มตาแบกกระเป๋าเดินขึ้นบันไดทันที

แม้จะมีปัญหาเรื่องลิฟท์ แต่หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราก็พบว่าห้องพักที่นี่ดีที่สุดในที่พักของทริปนี้ เพราะห้องนั้นกว้างใหญ่ ให้เราวางกระเป๋า รื้อของ จัดของได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเอากระเป๋าออกไปจัดกันที่ล็อบบี้ เพราะในห้องพักไม่มีแม้แต่ทางเดินเหมือนโฮสเทลที่กรุงมอสโก อีกทั้งเตียงก็เป็นเตียงคู่ไม่ใช่เตียง 2 ชั้นที่ผมต้องปีนขึ้นปีนลง

ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว ขอเล่าสภาพภูมิศาสตร์และประวัติของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสักหน่อย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนทำเลทองของรัสเซีย เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่อ่าวฟินแลนด์ ในทะเลบอลติก ซึ่งสะดวกต่อการเดินทางทางน้ำเพื่อค้าขายกับประเทศต่างๆในสแกนดิเนเวีย รวมถึงประเทศต่างๆในโซนยุโรปเหนือทั้งหมด อีกทั้งตัวเมืองเองก็มีลักษณะเป็นเกาะจำนวนมากถึง 42 เกาะ โดยมีแม่น้ำเนวา (Neva) และคูคลองน้อยใหญ่ไหลผ่าน จึงสะดวกต่อการสัญจรด้วยเรือ จนได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็นเมืองเวนิสเหนือ ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นเช่นนี้ พระเจ้าปีเตอร์มหาราชจึงหลงรักเมืองนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขนาดทรงมีพระราชโองการให้ย้ายเมืองหลวงจากมอสโกมายังที่แห่งนี้ พร้อมตั้งชื่อให้สอดคล้องกับพระนามว่าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปีค.ศ.1712

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกเนรมิตด้วยศิลปิน สถาปนิกระดับหัวกะทิจากทั่วสารทิศเพื่อให้เป็นเมืองที่สวยงามระดับแนวหน้าของทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง โบสถ์ อาคารบ้านเรือน หรือแม้แต่สะพาน ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยยึดความสวยงามอลังการเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องประโยชน์การใช้สอยนั้นตามมาเป็นอันดับสอง

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิรัสเซีย 206 ปี จึงมีการย้ายเมืองหลวงกลับไปยังกรุงมอสโกอีกครั้ง และเมื่อหมดสถานะเป็นเมืองหลวง เมืองแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่ออีกหนเป็นเปโตรกราด (Petrograd) และเลนินกราด (Leningrad) ในสมัยสหภาพโซเวียต และเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อปีเตอร์สเบิร์กอีกครั้งเมื่อปีค.ศ.1991 ปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงมอสโก และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์กรยูเนสโก

เล่าสภาพภูมิประเทศและประวัติศาสตร์พอหอมปากหอมคอ น้องเนก็จัดองค์ทรงเครื่องเสร็จพอดี เราจึงพร้อมออกไปท่องเมืองที่ถือว่าสวยงามที่สุดในประเทศรัสเซียกัน

ดูจากแผนที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นมีความคล้ายกับกรุงเทพมหานคร เพราะพระราชวัง สถานที่สำคัญทางศาสนา และสถานที่ราชการตั้งอยู่บนเกาะ ที่กรุงเทพมหานครก็คือเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีคลองคูเมืองกับแม่น้ำเจ้าพระยาล้อมรอบ ที่เมืองเก่าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งมีอาคารบัญชาการฐานทัพเรือเป็นจุดศูนย์กลางก็เป็นเกาะโดยมีแม่น้ำเนวากับคลองฟอนตานกา (Fontanka) ล้อมรอบ แต่จุดหมายของเช้าวันนี้เราอยู่ที่สถานที่ไกลที่สุดก่อน นั่นคือ ปีเตอร์ฮอฟ หรือพระราชวังฤดูร้อน ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของอ่าวฟินแลนด์ โดยมีเรือให้บริการที่อาคารบัญชาการฐานทัพเรือ

โฮสเทลที่เราพักอยู่ห่างจากอาคารบัญชาการฐานทัพเรือเพียงแค่ 1 สถานี แทนที่จะโดยสารรถไฟใต้ดิน เราจึงเลือกการเดินเท้า ซึ่งนอกจากไปถึงจุดหมายปลายทางได้เหมือนกันแล้ว ยังได้เดินชมบ้านชมเมืองและผู้คนเป็นของแถม ดูๆไปแล้วโครงหน้าของชาวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนั้นดูแตกต่างจากชาวมอสโกอย่างเห็นได้ชัด โดยมีโครงหน้าใหญ่และดุดันกว่า อีกทั้งโครงร่างก็ดูใหญ่กว่า สาเหตุคงเนื่องมาจากความแตกต่างของบรรพบุรุษ บรรพบุรุษของชาวเซนต์ปีเตอร์สร์กเป็นชาวสแกนดิเนเวีย หรือชาวไวกิ้ง ในขณะที่บรรพบุรุษของชาวรัสเซียในมอสโกเป็นชาวสลาฟ ซึ่งหากถามความเห็นส่วนตัวว่า ระหว่างชาวเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกับชาวมอสโก ใครหน้าตาสวยหรือหล่อกว่ากัน ผมตอบได้ทันทีเลยว่า ชาวมอสโกนั้นกินขาด เพราะงานเขาดีจริงๆ

บนเส้นทางเราผ่านทางแยกไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หยดเลือด วิหารคาซาน วิหารเซนต์ไอแซค จนต้องห้ามใจตัวเองไม่ให้เฉไฉไปตามแรงดึงดูดของสถานที่เหล่านั้น โดยก้าวเท้ามุ่งตรงไปตามถนน Gorokhovaya ซึ่งมีอาคารบัญชาการฐานทัพเรือ (Admiralteystvo) ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายทาง



อาคารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเรานี้ หากไม่รู้มาก่อนว่าเป็นอาคารบัญชาการฐานทัพเรือ เราอาจคิดว่าเป็นพระราชวัง เพราะสวยงดงามมาก แน่นอนว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เมื่อปีค.ศ.1704 เพื่อใช่เป็นจุดศูนย์กลางในการควบคุมการเดินเรือ โดยพระองค์หมายให้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลางการควบคุมทางทะเลของภูมิภาค ตัวอาคารมีขนาดใหญ่ ความสูง 3 ชั้น ทาด้วยสีเหลืองเกือบทั้งหมด โครงสร้างบางส่วนสร้างเป็นเสาลักษณะคล้ายอาคารสมัยโรมัน ประดับด้วยรูปปั้นและภาพลักษณะนูนต่ำ ตรงกลางสร้างเป็นหอนาฬิกายอดแหลมสีทองอร่ามตา มีความสูงถึง 72.5 เมตร ด้านบนสุดประดับด้วยรูปเรือเดินทะเล อันเป็นสัญลักษณ์ถึงการเป็นมหาอำนาจทางทะเล

ความคิดเห็น