พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 1 มิงกะลาบา ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

สายลมหนาวกำลังผ่านพ้นไป ตามวันเวลาที่เดินไปอย่างช้าๆ หากแต่ลมหายใจแห่งการเดินทางยังคงไหลวนอยู่ในร่างกายและหัวใจที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เพราะเพียงแค่วางแผนที่จะเดินทางไปท่องพม่า หัวใจผมก็จัดแจงเก็บกระเป๋าและนุ่งโสร่งออกเดินทางไปรอที่ชเวดากองเสียแล้ว 07.15 น. คือเวลาที่เครื่องบินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย จ

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 1 มิงกะลาบา ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 1 มิงกะลาบา ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน

 วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2564 เวลา 09.09 น.

 วันที่เดินทาง 19 ม.ค. 2552

สายลมหนาวกำลังผ่านพ้นไป ตามวันเวลาที่เดินไปอย่างช้าๆ หากแต่ลมหายใจแห่งการเดินทางยังคงไหลวนอยู่ในร่างกายและหัวใจที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เพราะเพียงแค่วางแผนที่จะเดินทางไปท่องพม่า หัวใจผมก็จัดแจงเก็บกระเป๋าและนุ่งโสร่งออกเดินทางไปรอที่ชเวดากองเสียแล้ว

07.15 น. คือเวลาที่เครื่องบินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย จะทะยานสู่สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผมกับแท่งเพื่อนร่วมทางที่ชักชวนไปหัวหกก้นขวิดกันหลายทริปยืนต่อแถวเพื่อ check in และรับ boarding pass เป็นคนแรก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่เริ่มมาทำงาน อย่างนี้ ถ้าไม่เรียกว่าตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

แล้วคำว่าโลกกลมก็เกิดขึ้นกับเรา ภายในห้องพักผู้โดยสาร เราพบพี่สองคน ที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน โดยจะไปพม่าเที่ยวบินเดียวกับเรา พี่สองคนนั้นดีใจใหญ่ที่เห็นเรา พร้อมเล่าแผนการเดินทางของพวกเขาให้เราฟัง ซึ่งแม้จะเดินทางไปกันเอง แต่ก็มีชาวพม่าที่รู้จัก มารอรับที่สนามบินและพาเที่ยวเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ไม่เหมือนเรา ที่ตั้งใจแบกเป้ไปเที่ยวกันเอง

เมื่อเราเล่าแผนการเดินทางให้ฟังบ้าง พี่สองคนนั้นก็พูดออกมาทันทีว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะเดินทางได้มากขนาดนั้น ในระยะเวลาเพียงแค่ 12 วัน เพราะคนพม่าที่จะพาเขาเที่ยว บอกว่าถนนในพม่านั้นแย่เอามากๆ ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางระหว่างเมืองค่อนข้างนาน ทั้งๆที่ห่างกันไม่มากนัก

ใช่ครับ ผมก็ได้ข้อมูลมาเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ในเมื่อเราเพิ่มเวลาไม่ได้มากไปกว่านี้ (เพราะหากลาพักร้อนนานกว่านี้ อาจถูกให้พิจารณาลาออกแทน) การวางแผนการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อความมุ่งมั่นมีมากกว่าอุปสรรค การเดินทางจึงไม่อาจแปรเปลี่ยนจากแผนที่วางไว้

แล้วการเดินทางใต้แผ่นฟ้าใสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเศษ บนเครื่องบินก็สิ้นสุดลงเมื่อกัปตันลดระดับเพดานบินและแล่นจอดอย่างสงบนิ่งที่สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง ณ กรุงย่างกุ้ง

รถบัสคันใหญ่ แต่สุดเก่าที่ได้รับการอนุเคราะห์จากประเทศจีน จอดรอรับผู้โดยสารที่ทยอยลงจากเครื่องบิน เพื่อพาไปส่งยังอาคารผู้โดยสารขาเข้าที่ห่างออกไปไม่ไกล อาคารนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่ได้ดูเลิศหรูอะไรนัก อีกทั้งยังมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่การมีขนาดเล็กนี้กลับเป็นข้อดี เพราะเดินเข้าอาคารปุ๊บก็ยืนเข้าแถวรอตรวจคนเข้าเมืองได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเดินจนเมื่อยขาเหมือนสนามบินใหญ่ๆ

เราแบกเป้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ออกมายืนอยู่ท่ามกลางเสียงทักทายว่า “มิงกะลาบา” อันหมายถึง ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน แต่นอกจากเสียงทาย “มิงกะลาบา” แล้ว เรายังถูกรุมล้อมด้วยคนขับรถแท็กซี่ ที่ต่างเสนอตัวพาเราเข้าเมืองย่างกุ้ง แล้วการต่อรองราคายกแรก ในประเทศพม่าก็เริ่มขึ้น คนขับแท็กซี่คนแรกเรียกค่าโดยสารในการพาเราไปส่งที่สถานีขนส่งย่างกุ้งด้วยราคา 6 เหรียญสหรัฐ เราต่อเหลือ 4 เหรียญ เขาบอกขาดตัวที่ 5 เหรียญ เราคิดว่าน่าจะได้ราคาถูกกว่านี้ จึงเดินหาคนขับรถคนอื่น แต่กลายเป็นว่า คนขับรถคนที่ 2 และคนที่ 3 ให้ราคาที่สูงกว่า จนเราต้องเดินกลับมาหาคนขับคนแรก เฮ้อ...เสียฟอร์มชะมัด

คนขับแท็กซี่พาออกนอกเขตสนามบิน แต่เราอยากแลกเงินจ๊าตของพม่าติดกระเป๋าก่อนการเดินทาง เพราะน่าจะสะดวกเวลาจ่ายค่าโดยสารสำหรับรถประจำทาง จึงสอบถามคนขับถึงที่แลกเงิน ทำให้แทนที่คนขับจะขับไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็น แต่เปลี่ยนเป็นการย้อนสู่สนามบินอีกครั้ง เพื่อรับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งทีแรกเราหลงเข้าใจว่า คงเป็นญาติของคนขับที่ขอติดรถไปด้วย แต่กลายเป็นว่า หลังจากที่รับผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาแล้ว คนขับก็จอดรถในบริเวณที่ลับตาคน แล้วบอกให้เราแลกเงินจากเธอคนนี้ ทำให้เราอยู่ในช่วงเวลาของการแลกเงินในตลาดมืดโดยไม่รู้ตัว


ผู้หญิงที่ขึ้นมาในรถ ควักเงินจ๊าตปึกใหญ่ขึ้นมาจากกระเป๋าถือ พร้อมถามว่าเราจะแลกเงินเท่าไหร่ ผมถามอัตราแลกเปลี่ยน เธอตอบว่า 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1000 จ๊าต อะไรกัน ทำไมให้อัตราต่ำขนาดนี้ เพราะผมเคยแลกที่เชียงตุงเมื่อไม่นานมานี้ ยังได้ 1225 จ๊าต แล้วทำไมที่ย่างกุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจจึงได้อัตราที่ต่ำกว่า

คนขับไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ โดยตอบเพียงว่าที่ย่างกุ้งแลกเปลี่ยนกันด้วยอัตรานี้ บรรยากาศของความอึดอัดเกิดขึ้นกับเรา จนทีแรกเราเกือบจะแลกเงินจากเธอไปแล้ว แต่เป็นเพราะการแลกเงินแบบลึกลับจนไม่แน่ใจว่าเงินที่เรากำลังแลกจากตลาดมืดนี้เป็นเงินปลอมหรือเปล่า จึงตัดสินใจที่ยังไม่แลก ทำให้เธอคนนั้นเปลี่ยนสีหน้าจากรอยยิ้ม เป็นบึ้งตึงแล้วจากไป พร้อมเสียงประตูที่ถูกปิดดังปั้ง!
อองมินกาลาร์ (Aung Mingalar) หรือสถานีขนส่งย่างกุ้งไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เพราะไม่มีอาคารที่พักผู้โดยสารและชานชลาที่รถบัสประจำทางเข้าจอดเทียบ บรรดารถบัสประจำทางจึงจอดเรียงรายอยู่หน้าคูหาจำหน่ายตั๋วของแต่ละบริษัท ที่มีลักษณะคล้ายห้องแถวชั้นเดียว


คนขับแท็กซี่ถามเราว่า ตกลงเราต้องการเดินทางไปที่เมืองไหน ซึ่งตามแผนแล้ว เราจะไปพุกาม แต่ขณะนี้เพิ่ง 10 นาฬิกา ขืนต้องรอรถพุกามซึ่งออกตอนบ่าย 3 ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และความวุ่นวายของเหล่าเด็กรถที่ร้องเรียกผู้โดยสารนานถึง 5 ชั่วโมง สุขภาพกายกับสุขภาพจิตเราคงแย่ แล้วด้วยเหตุผลที่รถไปเมืองแปรซึ่งจอดอยู่เบื้องหน้าเรานี้ จะออกภายใน 10 นาที จึงทำให้ผมตัดสินใจที่จะไม่ยอมเสียเวลานานถึง 5 ชั่วโมงไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงโน้มน้าวแท่ง ให้เปลี่ยนแผนการเดินทางไปเมืองแปรอย่างปัจจุบันทันด่วน


“ไปเมืองแปรกันไหม” ผมเอ่ยปากชวนอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย
“จะไปเมืองแปรทำไม มันไม่เหลืออะไรให้ดูแล้ว”
“รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีอะไรเหลือ”
“อ่าว...ไม่เคยฟังเพลงผู้ชนะสิบทิศหรอ ท่อนที่ร้องว่า ข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย ก็ในเมื่อบุเรงนองเผาเสียวอดวาย แล้วจะยังมีอะไรเหลืออีก”
ผมอึ้งในเหตุผลของเพื่อนร่วมทางอยู่สักพัก
“ไปเถอะ อย่างไงเมืองแปรก็เป็นเมืองโบราณ คงมีอะไรดีๆหลงเหลือให้ดูบ้างหรอกน่า อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งสูดฝุ่นที่สถานีนานตั้ง 5 ชั่วโมง” ผมยังไม่หมดความพยายาม
“แล้วที่เมืองแปร จะมีรถไปพุกามหรือ”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่น่าจะมีนะ เพราะดูจากแผนที่แล้ว เมืองแปรตั้งอยู่บนเส้นทางไปพุกาม เอาน่า ไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่มีรถไปพุกามจริงๆ ค่อยแก้ปัญหากันอีกที”
ผมตอบแท่งไปเช่นนั้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นการคลายความกังวล หรือทำให้เพื่อนร่วมทางกังวลมากยิ่งกว่าเดิม แต่นั่นก็เป็นความจริงของการเดินทางแบบแบกเป้ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กับปลายทางที่จะไปถึง แต่ในทางกลับกัน ความตื่นเต้นจากปลายทางที่มองไม่เห็น ก็คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางในลักษณะนี้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ค่ารถไปเมืองแปร ต้องจ่ายเป็นเงินจ๊าต แต่เรายังไม่มีเงินจ๊าตในกระเป๋าเลย



คนขับรถบอกว่าค่าโดยสารไปเมืองแปร หรือที่คนพม่าเรียกว่า พี (Pyay หรือชื่อเดิมคือ Prome) เท่ากับ 4000 จ๊าต ผมถามว่าถ้าจ่ายเป็นเงินเหรียญสหรัฐต้องจ่ายเท่าไหร่ ซึ่งทีแรกคนขับไม่ยอม จะให้เราจ่ายเป็นเงินจ๊าตเท่านั้น แต่ด้วยเหตุผลที่เราไม่มีเงินจ๊าตเลย อีกทั้งที่นั่งบนรถก็แสนจะว่าง จึงทำให้คนขับต้องง้อผู้โดยสาร เขาจึงยอมให้เราจ่ายค่าโดยสารในราคา 4 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนนี้เท่ากับที่คนขับแท็กซี่บอกเรา สงสัยอัตราแลกเปลี่ยนในย่างกุ้ง จะเป็นเท่านี้จริงๆ จึงทำให้เราตัดสินใจแลกเงินจ๊าตจากคนขับติดกระเป๋าอีกคนละ 10,000 จ๊าต เพราะธนบัตรยับยู่ยี่ที่ได้จากค่าโดยสารคงไม่ใช่เงินปลอมแน่นอน

ความคิดเห็น