พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 43 จากดากอง สู่ย่างกุ้ง การสิ้นสุดแห่งสงคราม รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

ท่ามกลางเรือพาณิชย์ลำใหญ่ เรือข้ามฟากลำน้อยหลายลำ กำลังพาผู้คนชาวพม่าเดินทางข้ามฟากบนแม่น้ำย่างกุ้ง เพื่อเริ่มงานในเช้าวันใหม่ เช้าวันที่อากาศแจ่มใส และสายลมเย็นกำลังพัดผ่าน เราเดินเลี่ยงผู้คนที่ยังคงทยอยมานมัสการพระเกศาธาตุในเจดีย์โบดาทาวน์ โดยหลบมานั่งรับลมที่ริมแม่น้ำย่างกุ้ง ซึ่งแม้รัฐบาลพม่า

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 43 จากดากอง สู่ย่างกุ้ง การสิ้นสุดแห่งสงคราม

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 43 จากดากอง สู่ย่างกุ้ง การสิ้นสุดแห่งสงคราม

 วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 15.32 น.

 วันที่เดินทาง 24 ม.ค. 2552

ท่ามกลางเรือพาณิชย์ลำใหญ่ เรือข้ามฟากลำน้อยหลายลำ กำลังพาผู้คนชาวพม่าเดินทางข้ามฟากบนแม่น้ำย่างกุ้ง เพื่อเริ่มงานในเช้าวันใหม่ เช้าวันที่อากาศแจ่มใส และสายลมเย็นกำลังพัดผ่าน

เราเดินเลี่ยงผู้คนที่ยังคงทยอยมานมัสการพระเกศาธาตุในเจดีย์โบดาทาวน์ โดยหลบมานั่งรับลมที่ริมแม่น้ำย่างกุ้ง ซึ่งแม้รัฐบาลพม่าจะย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปที่ปีนมานา (Pyinmana) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 แต่ย่างกุ้งก็ยังคงเป็นเมืองท่า และจุดศูนย์กลางของธุรกิจของพม่า ซึ่งในวันนี้ที่ท่าเรือย่างกุ้งยังคงมีเรือพาณิชย์ลำใหญ่หลายลำจอดเทียบท่า เฉกเช่นในอดีต ที่เมืองแห่งนี้เป็นเมืองท่าของชาวมอญ นามว่าเมืองดากอง แต่เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าทรงมีชัยเหนือมอญอย่างเด็ดขาด เมืองดากองก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ยางกอน (Yangon หรือ ย่างกุ้ง ตามการออกเสียงของคนไทย) อันมีความหมายว่า การสิ้นสุดแห่งสงคราม

เราเลือกที่จะนั่งรถประจำทางกลับสู่ย่านสุเล ซึ่งน่าเสียดายที่รถที่เรานั่งนั้นเป็นรถสองแถวธรรมดา ไม่ใช่รถเมล์รุ่นสงครามโลก ที่ยังคงสามารถวิ่งผ่านไปมาให้ได้เห็น

ทีแรกกะว่าจะไปพิพิธภัณฑ์กรุงย่างกุ้ง แต่ประเมินจากสภาพร่างกายของตัวเองแล้ว แค่เดินกลับโรงแรมก็เป็นงานที่หนักพอดู ผมจึงเลือกที่จะเดินกลับไปนอนพักในโรงแรม โดยปล่อยให้แท่งไปเดินเลือกหาของฝากที่ตลาดโบโจ๊ค อองซาน คนเดียว

เมื่อกลับถึงห้องพัก ผมล้มตัวลงนอนทันที ทั้งๆที่อากาศภายในห้องนั้นร้อนอบอ้าว แต่แทนที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศ ผมกลับเอาผ้าห่มมาห่ม เพื่อให้เหงื่อออกมากที่สุด โดยในใจคิดย้ำกับตัวเองว่า ผมต้องหาย ผมต้องไปนมัสการเจดีย์ชเวดากองให้ได้ จนหลับไปในที่สุด โดยมารู้สึกตัวอีกที ก็เมื่อผ่านไป 3 ชั่วโมง ในเวลาที่แท่งกลับเข้ามาในห้องพัก

จากเวลาที่ล่วงเลยเข้าสู่เวลาเที่ยง ผมคงต้องเลือกว่าจะยังคงไปพิพิธภัณฑ์ หรือไปซื้อของฝากที่ตลาดโบโจ๊ค อองซาน แม้ว่าใจอยากไปพิพิธภัณฑ์มากกว่า แต่พรุ่งนี้ต้องกลับเมืองไทยตั้งแต่เช้า ซึ่งยังไม่ได้ซื้อของฝากให้ครอบครัวและเพื่อนๆอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลย ผมจึงต้องตัดใจจากพิพิธภัณฑ์ โดยเลือกที่จะใช้เวลานี้ไปตลาดโบโจ๊ค อองซาน ก่อนที่ตลาดจะปิด และเหตุการณ์จะซ้ำรอยเมื่อวาน

ผมชวนแท่งไปตลาดโบโจ๊ค อองซาน (Bogyoke Aung San) อีกครั้ง ซึ่งแท่งก็ยินดี เพราะคงไม่ไว้วางใจให้ผมไปไหนคนเดียว เดี๋ยวเป็นลมล้มพับอยู่ริมถนนแล้วจะยุ่ง

ตลาดแห่งนี้เดิมมีชื่อว่าตลาดสกอตต์ ตามชื่อที่อังกฤษตั้งไว้ในคราวที่เป็นเจ้าอาณานิคม แต่เมื่อการปลดปล่อยและอิสรภาพได้เกิดขึ้น ตลาดแห่งนี้จึงเปลี่ยนชื่อให้เป็นไปตามชื่อถนนที่ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ และชื่อถนนนี้ก็ถูกตั้งให้เป็นเกียรติต่อวีรบุรุษของประชาชนชาวพม่า นั้นคือ โบโจ๊ค อองซาน (นายพลอองซาน)

ตัวอาคารภายนอกของตลาดยังคงเป็นการสร้างตามสไตล์โคโลเนียล สำหรับภายในมากไปด้วยร้านค้าประเภทของที่ระลึก และงานฝีมือ ไม่ว่าจะเป็น ภาพปัก ภาพวาด โดยส่วนใหญ่เป็นภาพวิถีชีวิต พระพุทธรูป และพุทธสถานต่างๆในพม่า นอกจากนี้ยังมากไปด้วยร้านขายเครื่องเงิน จิวเวอรี่ ซึ่งดูแล้วน่าซื้อทั้งนั้น ซึ่งหากบรรดาสาวนักช็อปเชื้อชาติไทยได้มาเห็น มีหวังคงได้ช็อปกระจายจนกระเป๋าแฟบกลับไป

เรากลับมายืนอยู่ที่ริมถนนตรงหัวมุมสุเลพยาอีกครั้ง รถประจำทางหลายคันเข้าจอดที่ป้ายหยุดรถ เราพยายามหาตัวเลข 83 ที่น่าจะปรากฏ ณ ตำแหน่งไหนสักแหล่งบนรถ ซึ่งหมายเลข 83 นี้เป็นหมายเลขรถประจำทางที่จะไปชเวดากอง ที่เจ้าของการ์เด้นเกสท์เฮ้าส์บอกเรา แต่เราลืมถามไปว่า เลขรถประจำทางนั้นเขาเขียนเป็นตัวเลขอารบิก หรือตัวเลขในภาษาพม่า เพราะรถประจำทางที่อยู่เบื้องหน้าเราทุกคัน ล้วนมีแต่ภาษาพม่าเท่านั้น ฉะนั้นการเข้าไปถามคนพม่าว่ารถคันไหนที่ไปชเวดากอง จึงน่าจะดูเข้าท่ากว่า

 สาวพม่าที่ยืนรอรถใกล้ๆเราจึงชี้บอกว่า รถคันที่กำลังจะออกนี้ ไปชเวดากอง เราจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปยืนโหนบนรถประจำทาง ที่เสียค่าโดยสารเพียงแค่ 50 จ๊าต หรือแค่ 1.75 บาทเท่านั้น รถประจำทางในกรุงย่างกุ้ง จึงอาจมีค่าโดยสารถูกที่สุดในโลก


รถประจำทางที่สาวพม่าบอกให้เราขึ้นนั้นผ่านด้านข้างชเวดากอง ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าทะเลสาบกันดอว์จี (Kandawgyi) เราจึงถือโอกาสเข้าไปชม ทีแรกเจ้าหน้าที่จะฉีกตั๋วสำหรับคนพม่าให้เราอยู่แล้ว แต่ผมดันปากไว้ ถามเขาว่า “How much?” เขาจึงเปลี่ยนมาฉีกตั๋วสำหรับคนต่างชาติให้แทน ทำให้เราต้องเสียเงินค่าเข้าถึงคนละ 2 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2000 จ๊าต แทนที่จะเสียแค่คนละ 100 จ๊าต


ใต้ร่มเงาไม้อันร่มรื่น เราเดินไปตามสะพานไม้ที่ทอดตัวลัดเลาะไปตามแนวทะเลสาบ ที่เป็นดั่งกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของแมกไม้ รวมถึงเงาของมหาเจดีย์ชเวดากองที่ตั้งโดดเด่นอยู่ไม่ไกล สุดสะพานไม้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูนามว่า Kandawgyi Palace ที่สร้างอิงแอบแนบชิดติดทะเลสาบ 


บนผิวน้ำอันสงบนิ่งของทะเลสาบ เรือการเวก (Karaweik) สีทองลำใหญ่ จอดลอยลำอยู่ แต่เรือนี้ไม่ใช่เรือที่แล่นไปบนผิวน้ำ เพราะเป็นภัตตาคารลอยน้ำขนาดใหญ่ ที่ในยามค่ำจะมีการแสดงนาฏศิลป์พม่า ซึ่งในเวลานั้นภายในสวนแห่งนี้จะประดับไฟไว้อย่างสวยงาม จนประหนึ่งว่ากำลังอยู่ในป่าหิมพานต์ ที่มีนกการเวกกำลังโผบินด้วยขนอันงดงาม และบรรเลงบทเพลงอันไพเราะ แต่น่าเสียดายที่ค่ำนี้เรามีนัดกับมหาเจดีย์ชเวดากองเสียแล้ว

ความคิดเห็น