พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 42 โบดาทาวน์ ที่สถิตของเทพทันใจ รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมๆแสงของวันใหม่ ในระหว่างที่ผมกำลังยืนแปรงฟันที่อ่างล้างหน้า อยู่ๆผมก็หน้ามืด จนไม่สามารถประคองตัวเองให้ยืนต่อไหว จึงทรุดตัวลงไปกองอยู่หน้าอ่างล้างหน้า ทำให้แท่งกระดุ้งตื่นจากเสียงที่เกิดขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเป็นห่วง จึงพยายามฝืนตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วหันไปบอกว่า “ผมไม่เป็

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 42 โบดาทาวน์ ที่สถิตของเทพทันใจ

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 42 โบดาทาวน์ ที่สถิตของเทพทันใจ

 วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 21.21 น.

 วันที่เดินทาง 23 ม.ค. 2552

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมๆแสงของวันใหม่ ในระหว่างที่ผมกำลังยืนแปรงฟันที่อ่างล้างหน้า อยู่ๆผมก็หน้ามืด จนไม่สามารถประคองตัวเองให้ยืนต่อไหว จึงทรุดตัวลงไปกองอยู่หน้าอ่างล้างหน้า ทำให้แท่งกระดุ้งตื่นจากเสียงที่เกิดขึ้น แต่เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเป็นห่วง จึงพยายามฝืนตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วหันไปบอกว่า “ผมไม่เป็นไร”

ผมเดินเซๆ กลับมาล้มพับอยู่บนเตียง ในเวลานั้นคิดๆแล้วก็ให้โมโหตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อวานอาการไข้ก็ทุเลาลงไปมาก แต่กลับประมาท ตามใจปากไปกินไอศกรีม เช้านี้จึงต้องรับผลของความประมาทที่ตัวเองก่อไว้แบบเต็มๆ อีกทั้งเวลานี้ยาลดไข้ที่ผมเตรียมมาไม่มีเหลือแล้ว แต่ชีวิตก็ไม่ใช่มีแต่ความโชคร้าย เพราะโชคดีที่แท่งพกยาลดไข้มาบ้าง จึงพอให้ผมประคับประคองร่างกาย เพื่อเย็นนี้จะได้พาชีวิตไปนมัสการเจดีย์ที่สำคัญที่สุดในพม่า นามว่าชเวดากอง

หลังจากที่ร่างกายพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง จึงฝืนทำทีกระฉับกระเฉงชวนแท่งเดินไปถนนสแตรนด์ ซึ่งทอดตัวเลียบแม่น้ำย่างกุ้ง โดยมีเสียงทักท้วงของเพื่อนร่วมทาง ว่าผมควรนอนพักอยู่ในห้อง มากกว่าออกไปเดินตะลอนๆ อย่างที่ใจอยากไป แต่คำทักท้วงนี้ก็ถูกผมเพิกเฉย ทั้งๆที่ในใจรู้ว่า นั่นคือความหวังดีที่เพื่อนมีให้กัน

จากสุเลพยา เราเดินผ่านอนุสาวรีย์แห่งอิสรภาพไปทางทิศใต้สู่ถนนสแตรนด์ (Strand) ซึ่งเป็นถนนที่สร้างเลียบแม่น้ำย่างกุ้ง จนสุดเส้นทางที่ท่าเรือพาณิชย์ อันเป็นจุดบรรจบกับแม่น้ำพะโค ในอดีตยุคอาณานิคม เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางรถไฟ ปัจจุบันยังคงหลงเหลือรางรถไฟที่ไม่ได้ใช้งาน ทอดยาวขนานไปกับถนนสายนี้

บนถนนสแตรนด์ ยังคงมีอาคารสวยๆที่สร้างตามสไตล์โคโลเนียลหลายอาคาร หนึ่งในอาคารเหล่านี้คือโรงแรมสแตรนด์ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่มีอายุกว่าร้อยปี โดยอังกฤษสร้างขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2444 คลาสสิคขนาดนี้จึงมีราคาห้องพักสูงถึง คืนละหลายร้อยเหรียญสหรัฐ

แล้วความคึกคักของผู้คนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อเราผ่านเข้าสู่เขตวัดโบดาทาวน์ (Botataung) ฟังชื่อแล้วคนไทยอาจจะงง ว่าวัดนี้มันคือวัดอะไร แต่หากบอกว่า ภายในวัดนี้เป็นที่สถิตของเทพทันใจ คนไทยหลายคนคงจะหูผึ่ง เพราะเทพทันใจนี้เป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดของบริษัททัวร์ ในการโฆษณาโปรแกรมท่องเที่ยวประเทศพม่า ทั้งๆที่เทพทันใจก็มีหลายแห่งในวัดภาคเหนือของไทย

กระจาดบรรจุเครื่องสักการะจำนวนมาก ถูกวางขายอยู่หน้าร้านค้าที่ตั้งเรียงรายที่ทางเข้าวัด ภายในกระจาดประกอบด้วย กล้วย มะพร้าว และดอกไม้ ซึ่งใช้ในการสักการะนัตนามว่า โบโบยี หรือ ที่คนไทยรู้จักกันในนาม เทพทันใจ ซึ่งชาวพม่าเชื่อกันว่าอธิษฐานขอสิ่งใดก็จะได้สมปรารถนา ในแต่ละวันจึงมีชาวพม่าจำนวนมากมาอธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการ เช้านี้คนยังไม่เยอะ แต่เชื่อว่าในช่วงสายของวันคงมีกรุ๊ปทัวร์จากแดนสยามเคลื่อนขบวนมาขอพรจากเทพองค์นี้ แต่ไม่รู้เหมือนกัน ว่าท่านจะฟังภาษาไทยออกหรือเปล่า

สำหรับคนไทยแล้ว ดูเหมือนเทพทันใจจะเป็นที่รู้จักมากกว่าองค์เจดีย์สีทองที่ในวันนี้อยู่ระหว่างการบูรณะ แต่สำหรับคนพม่าและมอญแล้ว เจดีย์โบดาทาวน์ องค์นี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเจดีย์เพียงองค์เดียวที่พุทธศาสนิกชนสามารถเดินเข้าไปในเจดีย์เพื่อสักการะพระเกศาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ภายใน ซึ่งพระเกศาธาตุนี้เอง เป็นที่มาของชื่อเจดีย์

โดยตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อราว 2 พันปีที่ผ่านมา (ถือเป็นตำนานที่นานมากๆ) กษัตริย์มอญนามว่า พระเจ้าโอกะลาปะ ทรงให้ทหารถึงพันนาย ตั้งแถวเพื่อรอรับ พระเกศาธาตุ ที่อันเชิญมาทางเรือโดยพ่อค้า 2 พี่น้อง จำนวน 8 เส้น (บางตำนานว่าพระเกศาธาตุนี้ สูญหายระหว่างการเดินทางไป 4 เส้น) เส้นหนึ่งนำไปประดิษฐานที่มหาเจดีย์ชเวดากอง ส่วนอีกเส้นหนึ่ง ทรงให้สร้างเจดีย์ครอบพระเกศาธาตุในตำแหน่งที่เรือเทียบ ซึ่งเจดีย์องค์นั้นคือ เจดีย์โบดาทาวน์ ที่แปลว่า ทหารพันนาย และนั้นเป็นที่มา ว่าเหตุใดชาวพม่าและมอญจึงให้ความสำคัญกับเจดีย์องค์นี้ทัดเทียมมหาเจดีย์ชเวดากอง (สำหรับพระเกศาธาตุที่เหลือ ถูกนำไปประดิษฐานยังเจดีย์ต่างๆทั่วประเทศพม่า)

ความคิดเห็น