พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 19 สู่มัณฑะเลย์ รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวโลกกว้าง

เรานั่งรอที่ม้านั่งหน้าโรงแรม เวลาเคลื่อนตัวผ่าน 9 นาฬิกา ที่โกเล็งบอกว่ารถจะมารับเรา จนถึง 9.30 น. รถตู้คันใหญ่จึงมาจอดอยู่เบื้องหน้า ผู้จัดการโรงแรมบอกว่า รถคันนี้คือรถไปมัณฑะเลย์ที่เรากำลังรอ เรางงๆสักพัก เพราะทีแรกตอนจองตั๋ว เห็นแผนผังที่นั่ง ระบุว่ามี 40 ที่ จึงเข้าใจว่าเป็นรถบัส แต่เหตุใดจึงกล

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 19 สู่มัณฑะเลย์

พม่าวันฟ้าใส ตอนที่ 19 สู่มัณฑะเลย์

 วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เวลา 11.24 น.

 วันที่เดินทาง 22 ม.ค. 2552

เรานั่งรอที่ม้านั่งหน้าโรงแรม เวลาเคลื่อนตัวผ่าน 9 นาฬิกา ที่โกเล็งบอกว่ารถจะมารับเรา จนถึง 9.30 น. รถตู้คันใหญ่จึงมาจอดอยู่เบื้องหน้า ผู้จัดการโรงแรมบอกว่า รถคันนี้คือรถไปมัณฑะเลย์ที่เรากำลังรอ เรางงๆสักพัก เพราะทีแรกตอนจองตั๋ว เห็นแผนผังที่นั่ง ระบุว่ามี 40 ที่ จึงเข้าใจว่าเป็นรถบัส แต่เหตุใดจึงกลายเป็นรถตู้

คนขับรถลงมาเปิดประตูให้เราขึ้นไปบนรถ ภายในมีที่นั่งถึง 8 แถว โดยทุกแถวแน่นไปด้วยผู้โดยสารและกล่องอีกหลายใบ จนเราไม่แน่ใจนัก ว่าเราสามารถแทรกตัวเข้าไปนั่งตรงไหนได้บ้าง แต่คนขับก็สามารถจัดที่นั่งให้เราได้ โดยนำกล่องเหล่านั้น ซุกเข้าไปไว้ใต้ที่นั่ง ทำให้มีที่นั่งเบาะหลังคนขับเหลืออีกหลายที คนขับจึงชี้ให้เราขึ้นไปนั่งบริเวณนั้น

แม้ทีแรกจะดูโล่งกว่าที่นั่งแถวอื่น ที่ผู้โดยสารนั่งเบียดกันถึงแถวละ 5 คน แต่เพียงไม่นานเมื่อผู้โดยสารรายใหม่ขึ้นมา ที่นั่งแถวเราจึงแน่นเท่ากับแถวอื่น ทำให้รถตู้คันนี้มีผู้โดยสารถึง 40 คน เท่ากับรถบัส 40 ที่นั่งเลย แถมบริเวณประตูทางขึ้นยังมีถังนมตั้งขวาง ซึ่งไม่นานถังนมนี้ก็กลายสภาพเป็นที่นั่งของป้าคนหนึ่งที่ขึ้นระหว่างทาง

ทีแรกคิดว่าคงไม่มีผู้โดยสารคนไหนสามารถขึ้นรถเพิ่มได้อีกแล้ว แต่แล้วลุงคนหนึ่งก็ขึ้นมาสมทบ โดยโหนอยู่ที่ประตู และยังมีผู้โดยสารอีกหลายคนที่ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคา จึงทำให้รถตู้คันนี้บรรทุกผู้โดยสารร่วมครึ่งร้อย

เพราะผู้โดยสารแน่นจนเต็มรถ จึงทำให้เราได้สัมผัสชาวพม่าอย่างใกล้ชิด ชนิดเข่าชนเข่า ไหล่ชนไหล่ ไปประมาณ 1 ชั่วโมง รถตู้ก็พาเรากลับมาที่จองปะดอง อีกครั้ง เนื่องจากเป็นเมืองทางแยก ซึ่งในเวลานี้ เราจึงได้รู้ว่า เมืองที่เช้ามืดเมื่อวาน เรามายืนรอรถไปพุกามนั้น คึกคักมากแค่ไหน โดยแม่ค้าสาวชาวพม่าที่ผัดตะนาคาเสียจนขาวไปทั้งหน้า ต่างเทินกระจาดใส่ผลไม้และของทานเล่นมาเสนอขายต่อผู้โดยสาร แต่ละอย่างนั้นไม่ต่างจากเมืองไทย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เมืองไทยไม่มี โดยมีลักษณะเป็นลำเล็กๆคล้ายรากไม้ สีน้ำตาล ซึ่งลุงที่นั่งข้างๆบอกว่า มันคือ ทำโมเมียด สามารถกัดกินได้สดๆ โดยมีรสหวาน

ฝุ่นละอองข้างทางที่พัดเข้ามาในรถยังคงเป็นสิ่งที่เคียงคู่กับถนนลาดยางแคบๆที่ปราศจากไหล่ทาง แม้ผู้โดยสารจะเต็มรถ แต่ด้านหลังคนขับก็ยังคงมีที่ว่างเหลือพอสำหรับโทรทัศน์เครื่องเล็ก ซึ่งผมลุ้นว่าคนขับจะเปิดภาพยนตร์พม่าให้ดูอีกหรือเปล่า แล้วคนขับก็เปิดจริงๆ แต่เป็นการแสดงศิลปะฟ้อนรำแบบพม่า โดยเล่นสลับกับตลก ซึ่งดูเข้าใจได้ง่ายกว่าภาพยนตร์ เราจึงดูไปหัวเราะไป อย่างกลมกลืนกับคนพม่าที่โดยสารมาด้วยกัน


เวลาเที่ยงตรง รถจอดให้ลงไปกินอาหารที่ร้านค้าข้างทาง ซึ่งอาหารนั้นจัดไว้เป็นชุดๆ แม้ทีแรกจะดูเหมือนมีอาหารให้เลือกหลายอย่าง แต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงพบว่า อาหารแต่ละชุดนั้น น่าตาเหมือนกันทุกชุด โดยประกอบด้วย ข้าวผัดน้ำมันใส่ถั่วลิสง กินคู่กับ ข้าวโพด น้ำพริก ผักสด และยำหอมแดง ราคาชุดละ 1000 จ๊าต (แพงไม่ใช่เล่น) ดูแล้วไม่น่ากินเอาเสียเลย จึงเห็นผู้โดยสารชาวพม่าหลายคน พกอาหารใส่ปิ่นโต มานั่งกินภายในร้าน


รถตู้แล่นผ่านแม่น้ำที่มีภัตตาคารเรือการเวกขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างจอดอยู่ริมน้ำ จากนั้นจึงจอดที่ตลาดเมือง เมียดถิลา (Meiktila) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เนื่องจากเป็นฐานทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดในพม่า อีกทั้งยังเป็นเมืองทางแยกในตำแหน่งกึ่งกลางของเขตมัณฑะเลย์

แล้วกล่องหลายใบบนรถ ก็ถูกลำเลียงลงที่ร้านค้าภายในเมือง พร้อมผู้โดยสารเกือบครึ่งคันรถต่างลงที่เมืองนี้ ทำให้ที่พื้นที่ภายในรถดูกว้างขวางขึ้นในทันที อีกทั้งถนนหนทางก็ดูกว้างขวางกว่าเส้นทางที่ผ่านมา จนทำให้ผมเข้าใจผิด คิดว่าเกือบถึงมัณฑะเลย์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพม่าแล้ว แต่เพียงไม่นาน ถนนที่กว้างขวางนั้นก็กลายสภาพเป็นถนนที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นเช่นเดิม จนเวลาผ่านไปอีก 3 ชั่วโมง ความเจริญของตัวเมืองจึงกลับมาอีกครั้ง


รถตู้เลี้ยวเข้าจอดภายในสถานีขนส่งมัณฑะเลย์ ซึ่งสภาพโดยรอบไม่ต่างจากสถานีขนส่งย่างกุ้งนัก คือผู้คนพลุกพล่าน และไม่มีอาคารผู้โดยสาร เหล่ารถโดยสารยังคงจอดอยู่หน้าบริษัทขนส่งที่สร้างในลักษณะห้องแถว และเมื่อเราลงจากรถตู้ เราก็ถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าคนขับรถสองแถว แม้จะสามารถแหวกวงล้อมออกมาจนสำเร็จ แต่ก็ยังมีชายคนหนึ่งตามประกบเราไม่ห่าง ซึ่งดูท่าจะอดทนกว่าคนอื่น โดยเรามารู้ภายหลังว่าเขาชื่อ ทนทน มิน่าหละ ถึงได้ทนตามตื๊อเก่งกว่าคนอื่น


เมื่อทนทนรู้ว่าเราจะจองตั๋วรถไปอินเล ก็เดินนำเราไปยังบริษัทขนส่ง พร้อมบอกเราว่ารถไปอินเลนั้นมี 4 บริษัท โดยพาเราไปซื้อตั๋วกับบริษัท ESE เพราะเป็นบริษัทเดียวที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ จึงน่าจะง่ายต่อเราในการเรียกชื่อ แล้วเราก็ได้ตั๋วรถโดยสารไปอินเลในอีก 2 วันข้างหน้า ในราคาใบละ 10 เหรียญสหรัฐ


ไหนๆก็พาไปซื้อตั๋วแล้ว เราจึงไม่อาจปฏิเสธที่จะเข้าตัวเมืองมัณฑะเลย์โดยไปรถสองแถวของทนทน ซึ่งคิดค่าโดยสารคนละ 2000 จ๊าต แต่เมื่อเดินไปถึงรถ เราจึงพบว่า จริงๆแล้ว ทนทน ไม่ได้เป็นคนขับรถ แต่เป็นนายหน้าหาลูกค้า ซึ่งไม่ใช่เพียงหาลูกค้าให้รถสองแถว หากแต่ยังเป็นนายหน้าหาลูกค้าให้โรงแรมด้วย เพราะทนทน บอกว่าจะนั่งรถไปกับเรา เพื่อพาไปเลือกโรงแรมในตัวเมืองจนเราพอใจ


ตัวเมืองมัณฑะเลย์อยู่ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ 10 กม. ในเวลานี้เป็นเวลาเลิกงานพอดี บนถนนจึงขวักไขว่ไปด้วยรถรา ระหว่างทาง ทนทน ชวนคุยไม่หยุด เห็น ทนทน คุยเก่งขนาดนี้ แท่งจึงได้โอกาสสอบถามภาษาพม่า ซึ่งทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับการสั่งอาหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผัด หมู ไก่ ปลา ไข่ ทำให้อาหารมื้อต่อจากนี้เป็นต้นไป แท่งจึงมีความชำนาญในการสั่งอาหาร โดยใช้ภาษาพม่า แทนการเดินไปที่โต๊ะข้างๆ แล้วชี้ว่าเอาแบบนี้จานหนึ่ง

ทนทน พาเราไปหาโรงแรม โดย 2 ที่แรกเราปฏิเสธที่จะพัก ด้วยเหตุผลเรื่องความสะอาด แต่ทนทน ก็ยังคงอดทนที่จะพาเราไปยังโรงแรมที่ 3 โดยโรงแรมนี้มีชื่อแปลกๆว่า อีที ตั้งชื่อแบบนี้ไม่รู้ว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ มนุษย์ต่างถิ่นที่ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวอย่างเราเลือกที่จะพักที่นี่ ไม่ใช่เพราะความเกรงใจ แต่เพราะห้องพักที่สะอาด และอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากพระราชวังมัณฑะเลย์ แต่กว่าจะตกลงกันได้ ทำเอาผมก็ต้องต่อรองราคากับอาเจ้ เจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นคนจีนอยู่นาน กว่าอาเจ้จะยอมลดราคาจาก 12 เหรียญสหรัฐ เหลือ 10 เหรียญสหรัฐ โดยราคานี้รวมอาหารเช้าด้วย

แต่สำหรับอาหารเย็นวันนี้ เราเลือกร้านอาหารของชาวมุสลิม โดยอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก ซึ่งแม้จะเป็นร้านริมถนน แต่ก็มากไปด้วยลูกค้า ทั้งชาวพม่า และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยผมเลือกข้าวหมกไก่ ส่วนแท่งเลือกข้าวเนื้ออบ ทั้งสองรายการนี้ เสริฟพร้อมเครื่องเคียงอีกหลายอย่างจนเต็มโต๊ะ

หลังกินเสร็จ เด็กในร้านก็เดินมาถามว่าอร่อยไหม เราตอบด้วยความเต็มใจว่า อร่อยมาก เด็กในร้านจึงแนะนำให้เราลองสั่งแปปะลาตา หรือโรตีซึ่งเป็นอาหารที่ลูกค้าสั่งมากที่สุด แม้ท้องจะเริ่มอิ่ม แต่เพื่อไม่ให้ขัดศรัทธาจึงสั่งแปปะลาตาใส่ไข่มาแบ่งกัน 1 ชิ้น พร้อมด้วยชานมคนละถ้วย เย็นนี้เราจึงอิ่มจนไม่เหลือเนื้อที่ในท้อง


เราเดินต่อไปยังหอนาฬิกา ซึ่งในตอนกลางวันบริเวณนี้จะเป็นย่านธุรกิจ ที่มากไปด้วยร้านค้าและความคึกคักของผู้คน แต่ในเวลาค่ำเช่นนี้ บริเวณนี้จึงถูกปกคลุมด้วยความมืดและความเงียบ โดยมีเพียงร้านขายเครื่องมือเครื่องใช้ กับร้านหนังสือมือสองไม่กี่ร้าน ตั้งขายอยู่กลางถนน สำหรับร้านอาหารก็พอมีอยู่บ้าง เช่น ร้านขายเครปญี่ปุ่น ซึ่งดูคลาสสิคมากๆ เนื่องจากย่างแผ่นเครปบนเตาถ่าน สำหรับไส้นั้น ไม่ได้มีให้เลือกมากมายเหมือนบ้านเรา เท่าที่เห็นมีแต่ไส้ผักกับเหล่าธัญพืช ดูแล้วท่าทางน่าจะเป็นเครปมังสาวิรัติ



แต่ที่ผมสนใจจริงๆคือร้านขายข้าวโพดย่าง โดยคนขายจะนำข้าวโพดแกะเปลือก ไปย่างตรงๆบนถ่านที่ร้อนระอุโดยไม่มีตะแกรงรอง จนข้าวโพดไหม้เกรียมจึงจะนำขึ้นมาขาย ซึ่งควรเรียกข้าวโพดเผามากกว่า

นอกจากข้าวโพดแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากกว่า นั่นคือ ทำโมเมียด พืชลักษณะคล้ายรากไม้ ที่เมื่อเช้าเห็นที่จองปะดอง ความที่เป็นของแปลก จึงอยากจะลองกิน แต่ด้วยความอิ่มจึงต้องฝากไว้ ให้เป็นภาระของวันพรุ่งนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ วันพรุ่งนี้จนกระทั่งวันกลับจากพม่าผมก็ไม่มีโอกาสได้ลองกิน ทำโมเมียด เลยสักชิ้น

ระหว่างการเดินกลับโรงแรม เราพยายามหารถเช่าสำหรับวันพรุ่งนี้ เพื่อไปชมการล้างพระพักตร์ของพระมหามัยมุนี กับไปยัง 3 อดีตราชธานี อันประกอบด้วย สกาย อังวะ และอมรปุระ ซึ่งปัจจุบันเป็นเหมือนเมืองบริวารของมัณฑะเลย์ แต่ก็หารถเช่าไม่ได้สักคัน จนสุดท้ายก็ต้องกลับมาตายรัง โดยตกลงเช่ารถสองแถวคันเล็กที่จอดอยู่หน้าโรงแรมอีที ในราคา 22 เหรียญสหรัฐ พร้อมนัดหมายให้คนขับมารับวันพรุ่งนี้ในเวลา ตี 4 แต่คนขับที่ชื่อ มิว มิว (ชื่อซ้ำกัน 2 พยางค์อีกแล้ว เมื่อเย็นก็ชื่อ ทน ทน นี่ก็ชื่อ มิว มิว หากอยู่มัณฑะเลย์นานกว่านี้ เห็นที ผมต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เอ๋ เอ๋ แน่เลย) บอกว่า ตี 4 ไม่ทันชมการล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ต้องตี 3 ครึ่ง จึงจะทัน ได้ยินเช่นนี้ เราจึงรีบกล่าวราตรีสวัสดิ์ แล้วขอตัวเข้านอน เพราะกลัวว่าพรุ่งนี้จะตื่นไม่ทัน

ความคิดเห็น