“สวนยาหลวง” จ.น่าน ในวันที่รถขึ้นไม่ถึง | เก็บกระเป๋า รีวิวโดย เก็บกระเป๋า

ขึ้นชื่อว่า “สวนยาหลวง" จ.น่าน หลายคนคงได้เห็นภาพบรรยากาศด้านบนกันมาบ้างแล้ว ภาพวิวทุ่งหญ้าสีเขียวที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา สลับซับซ้อนกันเป็นชั้นฉาก ภาพแสงแรกสีทองของพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบทะเลหมอกในยามเช้า ภาพการเดินทางที่ต้องนั่งรถโฟวิลขึ้นจากด้านล่างไปจนถึงยอดดอย แต่ใครหลายค

“สวนยาหลวง” จ.น่าน ในวันที่รถขึ้นไม่ถึง | เก็บกระเป๋า

“สวนยาหลวง” จ.น่าน ในวันที่รถขึ้นไม่ถึง | เก็บกระเป๋า



ขึ้นชื่อว่า “สวนยาหลวง" จ.น่าน
หลายคนคงได้เห็นภาพบรรยากาศด้านบนกันมาบ้างแล้ว
ภาพวิวทุ่งหญ้าสีเขียวที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา สลับซับซ้อนกันเป็นชั้นฉาก
ภาพแสงแรกสีทองของพระอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบทะเลหมอกในยามเช้า
ภาพการเดินทางที่ต้องนั่งรถโฟวิลขึ้นจากด้านล่างไปจนถึงยอดดอย

แต่ใครหลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออก ถ้าถนนที่ใช้เดินทางพัง เส้นทางขาด
รถไม่สามารถขึ้นถึงยอดดอยได้ สิ่งที่ทำได้น่าหรอ “เดิน" สิคะ ห้าาาา
และนี่ก็เป็นทริปที่เราจัดไปกับเพื่อนๆ ใน “เพจ : เก็บกระเป๋า" ค่ะ
กะว่ารถคงขึ้นไปถึงด้านบนเลย ถ้าไม่ถึงก็เดินนิดหน่อย แต่พอไปหน้างานจริงๆ มีเซอร์ไพรส์ !!
เพราะไปไม่ได้ ถนนขาด พัง ลุงบอกไม่กล้าไป ได้เท่านี้
อ้าวว !! แบบนี้ก็ต้องเดินอย่างเดียวเลย การเดินทางของพวกเราจะเป็นยังไง
พัก กิน อยู่ แบบไหน ข้างบนดอยในวันที่ไปอากาศจะเป็นยังไง เดี๋ยวมาเล่านะคะ


าเริ่มกันค่ะ เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวสวนยาหลวงกัน มาดูสิว่าทริปนี้ที่คิดไว้ว่าไปเที่ยวแบบสวยๆ รถขึ้นถึงยอดได้ มันจะเป็นยังไง พวกเราเดินทางด้วยรถตู้จาก กทม. มาถึงหมู่บ้านสันเจริญ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ตอนบ่าย 3 ค่ะ กว่าจะมาถึงหมู่บ้านนี้ได้ ขอบอกเลยว่าเข้ามาถึงลึกมากกกกกก ลึกจริงๆ ลึกจนแอบคิดไปว่ามาถูกทางรึเปล่าวะเนี้ย ขับเลยซอยไปบ้าง โทรถามพี่กริช(พี่ไกด์ท้องถิ่น) สัญญาณติดๆ ดับๆ บ้าง ลุ้นดีค่ะ แต่ก็มาถึงจนได้ เข้ามาแล้วเราจะเจอแลนด์มาร์กตรงกลางถนนเลยค่ะ เป็นวงเวียนตั้งเด่นเป็นสง่า


มาถึงก็เอารถจอดที่บ้านพี่กริช เตรียมสัมภาระ ถ่ายของ สัมภาระ ไปรถกะบะอีกอัน ระหว่างนี้เจอลูกพีกริชด้วย ชื่อน้องแก้ว น่ารักมากกกกก >\\<


เราจะใช้กะบะโฟวิลคันนี้นี่แหละค่ะ ขับขึ้นไปที่บนสวนยาหลวง



และนี่คือโฉมหน้าผู้ร่วมชะตากรรม 10 คน ค่ะ พี่ติ๊ด พี่อ้อย พี่รุ่ง พี่ปอ พี่อ้อม พี่แอ้นท์ ปลาย น้องปู น้องเกษ และเรา อยากจะบอกว่าทริปนี้มีอายุ 20 30 40 50 ปี มีทุกช่วงอายุเลย เด็ดมากค่ะ



เส้นทางที่เราต้องนั่งรถเข้าไปเป็นแบบนี้เลย ช่วงแรกเป็นดินลูกรังค่ะ หลังๆ เริ่มมีหิน หลุม บ่อ ไอคนที่นั่งหลังรถ บางคนก็นั่ง บางคนก็ยืน คนที่ยืนก็ต้องคอยหลบกิ่งไม้ ใบไม้ ตลอดเส้นทางค่ะ เหมือนได้เล่นเกมส์อ่ะ แอนเวนเจอร์สุดๆ มือแต่ละคนต้องหาที่จับให้มั่นเพราะรถโยกเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตลอด


ขับมาได้ครึ่งชั่วโมงผ่านน้ำตกข้างทางด้วย พอถึงหัวโค้งลุงก็จอดรถ คือทุกคนมองหน้ากันว่าถึงแล้วหรอ จอดทำไม คืออะไร ?!! สรุปลุงลงมาจากรถแล้วบอกว่า ลุงไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่กล้าไป ทางมันพัง ทางขาดด้วย ที่เหลือก็เดินขึ้นไปกัน ฮะ...คือแบบ...นี่กุต้องเดินแล้วหรอ เร็วไปมั้ย ตอนนั้นของอะไรที่ไม่จำเป็นคือเทเลยค่ะ เอาเก็บไว้ในรถแล้วหอบเอาของที่จำเป็นเดินขึ้นเขา โดยมีลุงนำทางไป


ตอนนี้สมาชิกทุกคนพร้อมแล้ว เอ้า..ลุย !!!


ตอนนั้นเวลาประมาณ 16.15 น. พวกเราแบกเป้ไปคนละใบสองใบ เดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ข้างทางเริ่มเป็นไร่กาแฟแล้วค่ะ เขียวเข้ม สวยเชียว ส่วนทางเดินไม่ต้องพูดถึง...ขรุขระเหมือนดาวอังคารเลย ห้าาาาา


แต่ละคนคือเดินไปบ่นไป พี่ๆ แซวเราว่าหลอกให้พี่มาใช่มั้ย ไหนบอกรถถึงยอดดอย ไอเราเลยตอบไปว่า “หนูก็โดนเขาหลอกมาอีกทีค่ะ ห้าาาา" คือจริงๆ มันเอาขึ้นได้ไง แต่ไม่รู้ว่าทางมันจะขาด นี่แหละการเดินทางอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ แต่ก็ได้รสชาติไปอีกแบบ รสชาติของความลำบากกกกกก

คือส่วนใหญ่มีแต่คนรีวิวสวนยาหลวงด้านบนยอดดอย มีแต่ภาพสวยๆ น่าไปมาก บอกรถขึ้นถึงๆ แต่ไม่ค่อยจะมีภาพระหว่างทางให้ดูเลย ว่ากว่าจะถึงด้านบนสวยๆ เนี้ย...ต้องเจออะไรกันบ้าง เพราะแบบนี้เราเลยอยากจะรีวิวส่วนนี้ให้เพื่อนๆ ได้ชมกันค่ะ

เดินมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดนี้ค่ะ ไม่น่าเชื่อคนที่เดินเร็วสุด ถึงก่อน คือพี่ที่อายุ 53 กับ 51 ปี โอ้แม่เจ้า พี่ผู้หญิงที่อายุ 51 (ไม่ขอเอ่ยนาม คิคิ) ปกพี่เขาเที่ยวต่างประเทศค่ะ ครั้งนี้ครั้งแรกเลยที่มาเที่ยวคนเดียวแบบจอยทริป แล้วเป็นทริปที่ลำบาก แต่พี่เค้าก็โอเคมาก แข็งแรงมากค่ะ เดินนำน้องๆ ในทีมไปถึงก่อนเลย ตอนแรกเราบอกพี่เขาว่าทริปนี้เวเลว 1 เพราะรถขึ้นถึงยอด ถ้าเดินก็เดินนิดเดียว ชิวๆ สบาย ห้าาาาาาาา แล้วคือพอเอาเข้าจริงมันไม่ได้เป็นอย่างงั้นไง พาพี่ๆ เขามาลบากเฉยเลย ห้าาา

ระหว่างทางเราจะเจอไร่กาแฟ บางต้นเมล็ดเริ่มแดงแล้ว ชาวบ้านที่นี่เขาปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลักเลยค่ะ

ลุงที่นำทางบอกว่าเมล็ดกาแฟแดงๆ นี้กินได้เลย หวานอร่อย ตอนแรกทุกคนมองหน้ากันไม่เชื่อ เพราะปกติกาแฟมันขมไม่ใช่หรอ ก็มีพี่ผู้กล้าหาญกินให้น้องๆ ดูเป็นตัวอย่าง ว่ากินแล้วไม่ขม ไม่ตาย แน่ๆ เลยลองชิมบ้าง ปรากฏว่า เฮ้ยย..หวาน อร่อยดี

เดินไปด้านบนอีกนิดก็จะเจอบ้านพักของชาวบ้านเวลามาเก็บกาแฟค่ะ เลยดูเงียบๆ วังเวงๆ ร้างๆ

เราใช้เวลาเดินมาถึงกระท่อมครึ่งชั่วโมง ระยะทางเกือบกิโลได้ มาถึงก็จัดแจงเก็บสัมภาระค่ะ เปลี่ยนรองเท้าเป็นหูคีบด้วย เพราะปวดฝ่าเท้ามาก เมื่อยมาก



คืนนี้เรานอนรวมกันที่นี่ กินข้าวที่นี่ แล้วตื่นมาอีกทีตี 3 ต้องเดินไปยอดสวนยาหลวงประมาณ 4 กิโล 2 ชั่วโมง เพื่อให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นค่ะ


ตอนเปลี่ยนรองเท้าไม่คิดว่าเจอ “ทาก" กำลังกระดึ๊บๆ เลย คิดว่าน่าเกาะมาช่วงที่เดินมาทางลัดผ่านไร่กาแฟค่ะ ตรงนั้นชื้น มีใบกาแฟร่วงทับถมกันเยอะ แต่ไม่มีใครเสียเลือด คิคิ

ระหว่างนี้เราก็พักกันค่ะ บางคนก็ไปอาบน้ำเพราะตัวเหม็นมาก คือน้ำมีท่อต่อจากต้นน้ำส่งตรงมากระท่อมค่ะ ไม่ใช่น้ำกรองนะ แต่เป็นน้ำที่ผ่านการพักน้ำมาแล้ว ก็พอใช้ได้ค่ะ แต่ไม่สะอาดเท่าไหร่ ทำไงได้มาเที่ยวแบบลำบาก มีน้ำให้อาบให้กินก็ดีนักหนาแล้วน้อ บางคนที่รออาบน้ำมีเวลาว่างก็ไปถ่ายรูปเล่นกันค่ะ ได้โลเคชั่นเป็นกระท่อมชาวบ้านนี่แหละ คลาสสิกดี :")

อยู่ด้วยกันมาเกือบ 1 วัน เพิ่งได้ฤกษ์ถ่ายภาพหมู่จริงจังก็ภาพนี้แหละค่ะ เหมือนถ่ายรูปสักขีพยานให้คู่บ่าวสาว ห้าาาา - -

คุณลุงคนนี้เป็นทั้งคนขับรถ คนทำอาหาร คนถ่ายรูป และจะเป็นคนพาเราขึ้นสวนยาหลวงในวันพรุ่งนี้ค่ะ

ลุงทำอาหารแบบใช้ฝืน หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ใช้ท่อพีวีซีเป่าช่วยให้จุดไฟติดง่ายขึ้น วินาทีนั้น ได้แต่ดูอย่างเดียวค่ะ ทำไม่เป็น ห้าาาา

ตอนกลางคืน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ค่ะ มีแต่ไฟฉายกับแบตเตอร์รี่ ก็โอเคนะ สะดวกดีค่ะ

และแล้วอาหารก็ใกล้เสร็จแล้วค่ะ ดูไป น้ำลายไหลไป

ใบสีเขียวๆ ม่วงๆ นี้ คือ ใบแปะตำปึงค่ะ ค่ะ ภาษาเมี่ยนเราได้ยินไม่ค่อยถนัดอ่า แต่ถ้าจะให้พูดแล้วจำได้ง่าย คือ “ใบจะเอาเมีย" ห้าาาา เราออกเสียงแบบนี้ใกล้เคียงกับคนเมี่ยนพูดสุดๆ ค่ะ

มะระแม้วต้มจิ้มน้ำพริกค่ะ หวาน อร่อย

และแล้วรางวัลของนักเดินทางสายลำบาก เดินขึ้นดอยขึ้นเขาเหนื่อยมาทั้งวัน แค่ได้กินอาหารบ้านๆ ธรรมดาๆ แบบนี้ ก็เป็นอะไรที่วิเศษสุดๆ แล้วค่ะ :")


ไม่มีจานใส่ข้าวสวยร้อนๆ มีแต่ใบตองสีเขียวๆ เมนูผักเก็บเอาข้างทาง ปลอดสารพิษ จิ้มน้ำพริกกะปิแสนอร่อย แกงใบแปะตำปึงน้ำสีม่วงๆ ซดแล้วโล่งคอ หมูติดมันย่างเตาถ่านกลิ่นหอม ผัดฟักแม้วใส่หมูชิ้นรสกลมกล่อม แย้งกันตักใส่จาน ตักให้ตัวเองบ้าง ตักให้คนข้างๆ บ้าง อร่อย สนุก มีความมสุขที่สุดแล้ว (อนุญาตให้กลืนน้ำลายดังๆ หนึ่งที ห้าา)

กินเสร็จก็ตั้งวงเมาส์ค่ะ เล่าเรื่องราว ประสบการณ์ ที่แต่ละคนเจอมา ต่างคนต่างสไตล์ ช่วงดึก ๆ ใครเมื่อยเราก็จัดให้ค่ะ นวดหลัง ดึงเส้น แผ่พลังลมปราณ ห้าๆๆ รู้สึกดีแล้วก็แยกย้ายนอนค่ะ

เวลาตีสามครึ่ง เสียงนาฬิกาปลุกดัง ทุกคนเริ่มตื่น ล้างหน้าล้างตาค่ะ เดี๋ยวเราจะขึ้นไปยอดดอยสวนยาหลวงกันค่ะ ระยะทาง 4 กิโลเมตร เดินประมาณ 2 ชั่วโมง ไฟฉายสำคัญมากเพราะมืดมาก ทางเละ แฉะ เป็นหลุมบ้าง ทางทรุดบ้าง อากาศตอนตีสามนี่เย็นจนหนาวเลยค่ะ แต่พอเราเริ่มเดินไม่ถึง 10 นาที รู้สึกเลยว่าร้อน ถอดออกหมดอ่า อะไรที่ใส่มาหนาๆ เอาเสื้อกันหนาวยัดใส่กระเป๋าเลยค่ะ แล้วเราก็เดินไปเรื่อยๆ เหงื่อออกท่วตัวอีกแล้ว เหนื่อยด้วย ยิ่งเดินยิ่งสูง ความชันประมาณ 15-45 องศา เป็นระยะๆ สลับกันค่ะ

เดินเท้า 4 กิโลเมตร 2 ชั่วโมง ในที่สุดพวกเราทั้ง 10 คน ก็มาพิชิตที่ยอดสวนยาหลวงได้แล้วค่ะเพื่อนๆ ตอนที่ขึ้นมาด้านบน พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทุกคนรีบวิ่งขึ้นเพื่อเก็บแสงแรกให้ทันให้ได้ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ที่นี่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1400-1600 เมตร ค่ะ

รู้หรือไม่ว่า..."สวนยาหลวง" อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยศึกษาการอนุรักษ์ต้นน้ำดอยกาด อ.ปง จ.พะเยา ณ จุดสูงสุดของสันปันน้ำคือ ยอดดอยกาด ฝั่งหนึ่งน้ำจะไหลไปยังลุ่มน้ำยม แต่อีกฝั่งหนึ่งน้ำจะไหลไปยังลุ่มน้ำน่าน ยอดดอยกาดสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,600 เมตร มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้รอบๆ 360 องศาทีเดียว ถือกันว่าเป็นจุดชมวิวที่น่าสนใจ และมีเส้นทางตามสันเขามามาบรรจบกันที่สวนยาหลวงนี้ คือมาเที่ยวที่เดียว เหมือนได้มาเที่ยวสองจังหวัดเลยค่ะ รอยต่อ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน กับ ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา (ข้อมูล : https://goo.gl/hlOEaJ)



ขอยืมพร๊อพจากพี่ที่เอามอไซค์ขึ้นมาเก็บแสงแรกซะหน่อย

ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสี คือพาสเทลมากๆ สีหวานเชียว สวยค่ะ

ในที่สุดพระอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบทะเลหมอก ในเวลา 06.17 น. ค่ะ ^^

ภาพที่เห็นตรงหน้า เหมือนภาพวาด เหมือนอยู่ในความฝัน คุ้มค่าจริงๆ ที่ยอมเดินขึ้นมา และโชคดีมากที่ไม่มีลมหมอกเลยไม่กระจายค่ะ อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนเขียว

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกคนหยิบอาวุธออกมารัวชัตเตอร์กันแบบไม่หยุดเลยค่ะ และเหนือสิ่งอื่นใจ เสพบรรยากาศค่ะ มองด้วยตาเปล่า เก็บภาพและความรู้สึกที่เราได้อยู่ ได้อยู่ ณ ตอนนั้นไว้ให้มากที่สุด

ดอกหญ้าโบกมือทักทายพระอาทิตย์ ที่กำลังโผล่พ้นขอบทะเลหมอก

เชื่อว่าหลายคนคงไม่พลาดมุมไม้ตายนี้ ภาพถ่าย siluate กับพระอาทิตย์ ที่ใส่ไอเดียได้แบบอินฟินิตี้

เอ้า...ถ่ายภาพกันหน่อยค่ะ

มีคนเอาตุ๊กตากระดาษมาเที่ยวบนสวนยาหลวงด้วยแหละ


พอพระอาทิตย์ขึ้นมาได้สักพักเราก็ได้เห็นความเขียวของที่นี่ค่ะ

เราอยู่กันบนสวนยาหลวง 1 ชั่วโมงครึ่ง ช่วง 07.30 น. เราก็เดินทางกลับค่ะ เดินกลับทางเดิม ที่เพิ่มเติมคือได้เห็นวิวสวยๆ ที่ขาขึ้นไม่ได้เห็น เพราะยังมืดอยู่

เดินลงมาไม่ถึง 10 นาที ก็จะเจอกับจุดชมวิวอีกหนึ่งจุดที่มีพระพุทธรูปปางยืน โดย พระอาจารย์เจ้าอาวาสวัดป่าคอวัง จ.น่าน ร่วมกับวัดพุทธานุภาพบ้านสันเจริญ และทีมพุทธศรัทธาบ้านสันเจริญพร้อมด้วยทีมน่านออฟโรด ได้นำไปประดิษฐานบนยอดดอยสวนยาหลวง เพื่อให้ปกปักรักษาชาวบ้าน สามารถมองเห็นองค์พระได้จากหมู่บ้านและวัดพุทธานุภาพอีกด้วยค่ะ (ข้อมูล : https://goo.gl/vl84zD)

ไม่น่าเชื่อว่าระหว่างเดินลงตอน 8 โมงเช้า ยังมีหมอกลอยมากระแทรกหน้าเป็นระยะๆ ฟินสิคะ เจอแบบนี้

ระหว่างทางเราเจอธรรมชาติที่สวยงาม ดอกหญ้า ดอกไม้ สัตว์ หมอก เมฆ

เดินลงนับเวลาไปเลยค่ะ 2 ชั่วโมง เดินยากพอๆ กัน เพราะต้องจิกปลายเท้าตลอด

มาถึงกระท่อมก่อนเดินทางลงไปด้านล่างต่ออีกครึ่งชั่วโมง เราก็กินข้าวเอาแรงค่ะ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง อาหารก็ง่ายๆ บ้านๆ เป็นข้าวต้ม กินกับไข่เจียว หมูรวนกระเทียม โรยผักชี ใส่น้ำพริกน้ำปลา เครื่องปรุงต่างๆ ไม่น่าเชื่ออ่า ว่ามีแค่นี้จริงๆ แต่โคตรอร่อยยยยยย ><

กินข้าวเสร็จเราก็เก็บข้าวของสัมภาระต่างๆ ค่ะ เดินลงไปจุดจอดรถที่เดิม กับทางแฉะๆ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนฝนตกรึเปล่า ระหว่างทางเจอดอกไม้ป่าด้วย สวยมากกกกก เหมือนกำลังโบกมือทักทายพวกเราเวลาเดินทาง มีความมโน ห้าๆๆ

เช้านี้เราจะไปอาบน้ำล้างตัวกันที่น้ำออกรู ที่หมู่บ้านสันเจริญค่ะ น้ำออกรูที่นี่ไม่ได้ใช่รูเล็กๆ นะคะ แต่ใหญ่มาก จนเป็นน้ำตกเลย สวยมากๆ เย็นสบายสดชื่นค่ะ

เสร็จแล้วก็ขึ้นรถทั้งๆ ที่ตัวเปียกนี่แหละ ตากลมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านพี่กริช แล้วพวกเราก็ไปแวะกินก๊วยเตี๋ยวในหมู่บ้านก่อนกลับ

เชื่อไหมว่าก๋วยเตี๋ยวจามโตน่ากินนี้ราคาชามละ 25 บาท เท่านั้น โอโห....หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ๆ เลยนะคะ แล้วที่สำคัญรสชาติเด็ดสุดๆ เลย ใช้เตาฟืนด้วยค่ะ แต่ละคน..ในจานไม่เหลือแม้แต่เส้น แนะนำให้มาลองทานดูนะคะ อร่อยจริงๆ ^^

ก่อนเดินทางกลับระหว่างทางคือเราสงสัยมากตามบ้านของชาวบ้านแต่ละหลัง เขาจะนั่งมุงๆ อะไรกันสักอย่าง เย็บอะไร ปักอะไร สงสัยมาก เลยเข้าไปถาม ไปขอดูใกล้ๆ ปรากฏว่าเขากำลังรวมตัวกันปักผ้าค่ะ เป็นผ้าของชนเผ่าเมี่ยน บางลายใช้เวลาปักเป็นปีๆ อาศัยเวลาว่างจากการเก็บกาแฟซึ่งเป็นอาชีพของคนที่นี่ ลายผ้าที่ปักได้ จะเอาไปเย็บติดทำเป็นลายกางเกงของชนเผ่าเมี่ยนค่ะ ต้องใช้ผ้าปักลาย 2 ผืน ตกผืนละ 4000 บาท รวมเป็น 8000 โอโห..แบบนี้กางเกงตัวนึงนี่แพงมากๆ เลยนะ 10,000 อัพอ่า


สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากมาเที่ยวที่นี่ สามารถติดต่อและสอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่ กลุ่มกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์ดอยสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ หรือโทร.086-3907737 (พี่กริช) ภูวนาท เจริญรัตนนุกุล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านค่ะ

ทริปนี้โชคดีมาก ได้ภาพมาจากหลายกล้องเลย
ขอบคุณภาพสวยๆ จากพี่ติ๊ด พี่อ้อย พี่รุ่ง พี่ปอ พี่อ้อม พี่แอ้นท์ ปลาย เกษ ปู นะจ้ะ :")
ขอบคุณเสื้อกันฝน กันลม กันหนาวสีหวาน จากพี่แมนค่ะ ใช้ดีจริงๆ >> www.huyashop.com

ถือว่ามาเที่ยวครั้งนี้คุ้มค่ามากค่ะ ได้เที่ยว
ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ได้กินของธรรมดาๆ ที่สุดแสนจะอร่อย
และที่สำคัญได้มารู้จักกับใครก็ไม่รู้ที่อีก 9-10 คน
ที่ตกลงปลงใจมาลำบากด้วยกัน
มาเดินขึ้นเขาลงเข้า แบกเป้หนักๆ ไปด้วยกัน

เรามีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า...
การที่เราได้มาเจอกัน ได้รู้จักกัน และเกิดเป็นมิตรภาพดีๆ ต่อกัน
บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะว่าพวกเรา...
" รั ก ก า ร เ ดิ น ทา ง " เหมือนกันต่างหากล่ะ

ขอบคุณการ์ตูนน่ารักๆ จากพี่อ้อม เพจ : The Colorsleeper
ขอบคุณปลายฟ้าที่มาช่วยนะ เพจ : ไม่ไปตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหน?

สำหรับเราชีวิตมีความหมายอีกครั้งเพราะการเดินทาง
แล้วความหมายของชีวิตคุณล่ะคะ คืออะไร?


Contact me
Page : https://www.facebook.com/kepkrapao
IG : https://www.instagram.com/kepkrapao

ความคิดเห็น