+++ Autumn Trip : Mini-Review ... ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ LEH LADAKH +++ รีวิวโดย JoinMe2TheWorld : )

เราได้มีโอกาสไปเที่ยว ที่ Leh Ladakh เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2016 ที่ผ่านมา ทั้งทริปที่ Leh ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย ด้วยความอลังการของภูมิประเทศที่ได้เห็น ทำให้ต่อมตื่นเต้นของเรา ต้องเหนื่อยทำงานหนักตลอดเวลา .. .. กล้าพูดได้ว่า Leh เป็นที่สุดในชีวิต ที่เคยเด

+++ Autumn Trip : Mini-Review ... ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ LEH LADAKH +++

+++ Autumn Trip : Mini-Review ... ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ LEH LADAKH +++

 วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เวลา 15.43 น.

 วันที่เดินทาง 7 ก.พ. 2560

เราได้มีโอกาสไปเที่ยว ที่ Leh Ladakh เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2016 ที่ผ่านมา

ทั้งทริปที่ Leh ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้าย

ด้วยความอลังการของภูมิประเทศที่ได้เห็น ทำให้ต่อมตื่นเต้นของเรา ต้องเหนื่อยทำงานหนักตลอดเวลา

..

..

กล้าพูดได้ว่า Leh เป็นที่สุดในชีวิต ที่เคยเดินทางมาแล้ว

เมื่อเทียบความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่เจอที่ Leh กับมนุษย์ตัวนิดเดียวอย่างเรา

Leh ทำให้เรารู้เลยว่า โลกใบนี้มันมีอะไร ให้เราต้องออกเดินทางอีกเยอะแค่ไหน

..

..

ในทริปนี้เราถ่ายภาพ มาเยอะมากกกกกกก เอาแค่นั่งคัดรูปก็มึนตาลายแล้ว

เพราะมองไปทางซ้ายขวาวิวสวยไปหมด นิ้วลั่นกดซัตเตอร์ไม่ยั้ง ห้ามใจไม่อยู่จริงๆ

..

..

ก่อนไปก็พยายามหาข้อมูล Leh เป็นอย่างไรในเดือนตุลาคม

แต่หาข้อมูลได้น้อย เพราะเหมือนไม่ค่อยเจอคนไปเที่ยว แล้วมารีวิว Leh ในช่วงฤดูนี้

เอาเป็นว่าเราไปมาแล้ว โดนมาแล้ว Leh ของจริง เดือนตุลาคม ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นอย่างไร

เลยคัดภาพที่ชอบมาให้ดูสัก 35 ภาพ พร้อมกับ 35 คำแนะนำเบื้องต้น

เผื่อกระตุ้นต่อมความอยากให้เพื่อน ๆ วางแผนไปเที่ยวที่ Leh ตามเรา

พร้อมแล้ว ก็ตามมาได้เลยว่า Leh ช่วงตุลาคมที่เราไป จะชวนเคลิ้มชวนฝันแค่ไหน : )

..

..

ปอลิง. หากใครอยากอ่าน .. เวอร์ชั่นชุดใหญ่จัดเต็ม ก็ตามลิงค์นี้ไปเลยครับ

https://th.readme.me/p/9000

+++ LEH LADAKH Trip : ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์ ลาดักส์ ... เวอร์ชั่นฉบับเต็ม +++



การเตรียมตัวเบื้องต้น

1.) หาตั๋วเครื่องบินก่อนเลย ต้องมีตั๋วทั้งหมดสี่เที่ยว (BKK - DEL / DEL - LEH / LHE - DEL / DEL- BKK) ราคาโดยรวมทั้งสี่เที่ยวอยุ่ประมาณ 15,000 - 16,000 บาท สายการบินมีหลากหลาย ลองหาที่ Traveloka ดู

2.) โดยเราจองไฟลท์จากไทยไป TG แล้วลงสนามบิน Delhi ที่ Terminal 3 แล้วรอต่อไฟลท์ ไป Leh กับ Go Air ที่เครื่องออก Terminal 1 ... ดังนั้นถ้าซื้อตั๋วคนละสายการบิน เช็คให้ดีอาจต้องเปลี่ยน Terminal ให้เผื่อเวลาด้วย เพราะแต่ละ Terminal อยุ่ไกลกันมากเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเกือบ 30 นาที

3.) วิธีเดินทางระหว่าง Terminal หากไม่เหมารถแท๊กซี่ ทาง Airport มี Shuttle Bus บริการ วิ่งวนฟรี แต่ต้องเอา Boarding Pass มาโชว์ เพื่อออกตั๋วรถก่อน (ถ้าไม่ออกตั๋วก่อน ขึ้นบนรถเลย ต้องจ่ายเงินเอง ประมาณ 20 รูปี / คน)

4.) รถ Shuttle Bus ของสนามบินบริการตลอด 24 ชั่วโมง ออกเป็นรอบ ๆ (ประมาณครึ่งชั่วโมงออกที ถ้าจำไม่ผิด) แต่แนะนำถึงสนามบินแล้วเช็คที่ Information Counter อีกที เพราะเราหาข้อมุลในเวบก่อนไป บอกไม่มีบริการระหว่าง เวลา 02.00 AM - 04.00 AM แต่พอไปถึงถามเคาน์เตอร์สนามบินสรุปมีวิ่งทั้งวัน

5.) ถ้าระหว่างเปลี่ยนเครื่อง (ทั้งขาไปและกลับ) ใครเวลาเหลือ แล้วอยากเที่ยว Delhi ด้วย จะมีบริการฝากกระเป๋าที่สนามบิน ราคาไม่แพงคิดตามชั่วโมง (ลองถามที่สนามบินดูอยู่ที่ไหน) แต่ถ้าใครซื้อตั๋วมาเป็นสายการบินเดียวกัน เช่น Jet Airway ทั้งสี่เที่ยว จะใช้บริการ Check Though สัมภาระที่เราโหลดได้เลย ก็เอาเฉพาะเป้ใส่ของจุกจิกเล็กน้อยติดตัว แล้วสัมภาระใหญ่ก็ฝากสายการบินไว้เลย

6.) ตั๋วจาก Delhi ไป Leh แนะนำให้จองที่นั่ง ติดกระจกฝั่งซ้าย คุณจะถ่ายรูปวิวเทือกเขาสุดอลังการก่อนถึง Leh ได้โดยไม่ย้อนแสง


- ย้ำ DEL-LEH ต้องนั่งฝั่งซ้ายติดหน้าต่าง ก็จะเจอวิวอลังการจากบนเครื่องบิน -


7. ที่พักมีให้เลือกเยอะ เราพัก Guest House กลาง ๆ ตกห้องละ 1,800 รูปี (900 บาท) / คืน รวมอาหารเช้า แต่ไม่มีฮีทเตอร์ สภาพโดยรวมพอได้ ส่วนน้ำอุ่นมาเป็นระยะ ๆ (บางช่วงไม่มาก็ซักแห้ง หรือไม่ก็อาบน้ำเย็นเอา)

8.) นักท่องเที่ยวทุกคน มีโอกาสเสี่ยงจาก โรค Altitude Sickness ซึ่งอันนี้ซีเรียสมาก อันตรายถึงเสียชีวิตได้ เพราะไม่ว่าร่างกายคุณฟิตแข็งแรงแค่ไหน โรคนี้เกิดได้ทุกคน ทุกวัย นักกีฬาอาจเป็น แต่คนสูงอายุอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ดังนั้นหาข้อมูลก่อนไปให้พร้อม พักผ่อนให้พอ ซึ่งโชคดีกลุ่มเรามี 9 คน ไม่มีใครมีอาการหนักเลย

9.) อากาศที่ Leh ออกซิเจนจะเบาบางกว่าปกติ แค่เดินก็หอบแล้ว แต่หากร่างกายใครออกกำลังกายเป็นประจำ ก็มีแต้มต่อนิดนึง คือ อาจเหนื่อยน้อยกว่าคนที่ไม่เคยออกกำลังกาย .... อย่าสับสน กับข้อ 8. คือ คุณแข็งแรงฟิตเป็นยอดนักกีฬา แต่คุณอาจเป็น Altitude Sickness ก็ได้ ดังนั้นช่วงวันสองสามวันแรก ทำอะไรช้า ๆ อย่าห้าวเกินไปหากมีอาการ Altitude Sickness ขึ้นมางานจะงอก ดังนั้นถึง Leh วันแรกแนะนำให้นอนพักผ่อนในโรงแรมสักงีบ ปรับร่างกายให้ชินก่อน อย่าห้าวออกไปเที่ยวต่อเลย พอตกบ่าย ๆ ค่อยจัดโปรแกรมไปเที่ยวรอบเมืองเบา ๆ เช่น Namgyal Monastery , Leh Palace , Shanti Stupa , Main Bazaar Market


- ธงมนต์ที่ Namgyal Monastery -


- วิวจาก Namgyal Monastery -


- วิวตัวเมืองจาก Leh Palace -


- เจดีย์ที่ Leh Palace -


- ภาพ Leh Palace ระยะไกล ที่ถ่ายจาก Shanti Stupa -



- ภาพตลาด Main Bazaar Market จะเห็น Leh Palace -



- ธงมนต์จิ๋ว รุ่นพกพาหาซื้อได้ที่ Main Bazaar Market -



- ภาพ Shanti Stupa ยามเย็น -


10.) รสชาติอาหารที่ Leh โดยส่วนตัวเราพอกินได้ กลิ่นเครื่องเทศไม่ได้ฉุนมากเท่าที่คิด แต่ไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์ หลังอยู่ไปหลายวันจะเริ่มเบื่อ (คือ กินได้นะ แต่เบื่อเอง) เลยแนะนำให้เตรียมน้ำพริก หมูหยอง หมูสวรรค์ มาม่ารสต้มยำ ไปให้พร้อมแล้วกัน

11.) อาหารจานจะใหญ่มาก มื้อแรกไม่รู้สั่งคนละจาน 9 คน 9 อย่าง สรุปคือจุกกินกันไม่หมด มื้อต่อมารู้ ก็สั่งสัก 5-6 จาน แล้วแบ่งกัน ตกมื้อนึงก็ 150 - 200 บาท / คน (เป็นอีกเหตุผลนึง ทำไมคนมาเยอะ แล้วค่าใช้จ่ายรวมจะถูกกว่า)

12.) คนที่ Leh อัธยาศัยดีมาก มีน้ำใจ เรา ไม่ต้องระแวงเหมือนคุยกับคนอินเดียทั่วไป ส่วนคำทักทาย ก็ "Juley" พูดไปเลยใช้ได้ทุกโอกาส ถือว่าเป็น Magic Word คือใช้ได้ทั้งเวลา สวัสดี, ขอบคุณ, บอกลา, ยินดีที่รู้จัก สรุปจำคำเดียวหากินได้ตลอดทริปว่างั๊นเหอะ


- ลามะน้อยที่ Lamayuru -



- ภาพวิถีชีวิตที่ Main Bazaar Market -


13.) สำหรับชาวโซเชียล แจ้งไว้ก่อนว่า Internet Wifi ของโรงแรม และร้านอาหาร ในตัวเมือง Leh สัญญาณค่อนข้างแย่ แต่ก็พออัพโหลด ดาวน์โหลดได้บ้างเป็นบางช่วง แต่ถ้าออกนอกเมืองอินเตอร์จะไม่มีเลย


การเดินทางของเราที่ Leh

14.) การเดินทางไปเที่ยวจุดต่าง ๆ เราให้โรงแรมติดต่อหารถให้ ราคารถเช่าเค้ามีมาตรฐานอยู่แล้ว คนขับส่วนใหญ่จะพูดอังกฤษได้ และขับซิ่งทุกคน แม้ถนนข้างทางเป็นเหวเพราะเค้าชินของเค้า ... ไม่จำเป็นว่าเราจะชินด้วยหรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า

15.) เราเปลี่ยนคนขับรถมา 3 คน คอนเฟิร์มขับซิ่งทุกคน คือ ถ้าขับเร็ว แต่สกิลขับเก่งก็พอได้อยู่ เช่น รู้จังหวะเข้าโค้งไม่เหวี่ยง เข้าเกียร์ดีไม่กระชาก แซงไม่กระชั้นเกิน ... อันนี้เป็นเรื่องของดวงล้วน ๆ แล้วกัน คนสุดท้ายที่เราเจอขับดีสุด และอยู่กับเรานานสุด แต่แนะนำใครเมารถง่าย ก็เตรียมยาดม ยาแก้เมารถมาด้วยเลย

16.) เมือง Leh เป็นจุดกึ่งกลาง เวลาจัด Route ไปเที่ยว จะมีเส้นวิ่งแนะนำอยู่แล้ว เช่นหากไปทิศนี้ จะต้องเที่ยวไหนบ้าง ... ดังนั้นถ้าไม่อยากทราบรายละเอียด หรือประวัติความสำคัญสถานที่ต่าง ๆ แบบเจาะลึก ... ก็ไม่ต้องจ้างไกด์ก็ได้ แค่เราทำการบ้านมาว่าอยากไปไหนบ้าง ตอนอีเมล์จองที่พักก็ปรึกษากับเจ้าของโรงแรม เพื่อให้เค้าติดต่อจองรถตามแผนเรา โดยโรงแรมอาจปรับหรือแนะนำแผนเดินทางมาเบื้องต้น พอเรามาถึงก็ค่อยมาคุยหน้างานกับคนขับอีกที ว่าแผนเดินทางอย่างนี้โอเคไหม คนขับรถเค้ารู้อยู่แล้วว่าเส้นทางนี้ เวลาเรามีเท่านี้สามารถแวะที่ไหนได้บ้าง

17.) เราใช้รถแวนซ์ใหญ่ ขนาด 12-15 ที่นั่ง แต่พวกเรานั่ง 9 คน ก็หลวม ๆ สบาย ๆ จะได้ไม่เบียดกัน แล้วเมื่อหารออกมากค่าใช้จ่ายต่อหัวถูกมากกกกกกก เมื่อเทียบกับรุ่นน้องไป 4 คน แต่ใช้รถ Toyota Innova ... ดังนั้น Leh รวมตัวกันได้ยิ่งเยอะ ค่าใช้จ่ายยิ่งถูก


- ภาพรถแวนซ์ที่ใช้เดินทาง -


18.) คนส่วนใหญ่ถ้าไปขี่อูฐที่ Nubra Valley แล้วค้างคืนนึง รุ่งขึ้นจะนั่งรถกลับ Leh ก่อนค้างตัวเมืองอีกคืนนึง แล้วจากนั้นค่อยเดินทางต่อไปทะเลสาบ Pangong ... แต่มันมีเส้นทางลัดตัดตรงจาก Nubra ไป Pangong ได้เลย แนะนำต้องลองให้คนขับรถเช็คก่อนว่า สภาพทางช่วงนั้นรถวิ่งไปได้หรือไม่ เห็นบางทีก็ปิดเพราะถนนพัง หรือหินถล่มลงมารถวิ่งไม่ได้ ... แต่ช่วงที่พวกเราไปสามารถใช้ได้เส้นนี้ได้ ก็ประหยัดเวลาไปเยอะ


- น้องอูฐน่าร๊ากกกก -


- ขี่อูฐที่ทะเลทราย Hunder Sand Dune -


- ภาพใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางตัดจาก Nubra Valley ไปทะเลสาบ Pangong -



19.) การเที่ยวที่ Leh ชีวิตเราอยู่ในรถเป็นส่วนใหญ่เลย ถ้าไม่อยากฟังเพลงอินเดียของคนขับรถ ก็เตรียม Handy Drive ที่มีเพลงไทย หรือเพลงสากลไปเปิดในรถเองด้วย ... ส่วนใหญ่รถจะมีช่องเสียบ USB ที่วิทยุอยู่แล้ว

20.) หมอนรองคอ เป็นไอเท็มโคตรสำคัญ จะหลับ จะหนุนคอแก้เมื่อย มีไว้ซะแล้วชีวิตบนรถจะดีขึ้นเยอะ ... อย่าลืมเตรียมพวกลูกอม และขนมคบเคี้ยวที่อยู่ท้องไปด้วย เช่น ทาโร่ ขนมปังทูน่า หมูแผ่น หมูสวรรค์ ฯลฯ เพราะบางทีเดินทางไปนอกเมืองหาร้านอาหารไม่เจอ ก็ได้พวกนี้ประทังชีวิตกันหิวตายได้


เตรียมพร้อมชุดแต่งกายรับความหนาวที่ Leh

21.) อากาศตอนปลายเดือนตุลาคมที่ Leh หนาวไหม สำหรับช่วงที่เราไปในเมืองตอนกลางวันก็ใส่ เสื้อ Heattech กับแจ๊ตเก๊ตยีนส์ธรรมดาก็พอได้อยู่ แต่ช่วงเวลาเย็น หรือกลางคืน ก็เปลี่ยนเป็นใส่แจ๊ตเกต Down ของยูนิโคล่แทน


- ภาพ Khardungla Pass ถนนที่สูงที่สุดในโลก -



22.) เวลาออกนอกเมืองอุณหภูมิจะต่ำกว่าในเมือง ขึ้นกับพื้นที่อยู่ระดับสูงแค่ไหน จุดหนาวพีคสุดของเรา คือ Tso Moriri กลางคืนประมาณ -10 องศา (ติดลบสิบองศา) อยู่ในบ้านพักปิดหน้าต่าง ประตูให้หมด ห้องนอนไม่มีฮีทเตอร์ก็ผ่านมาได้ แต่ตอนเช้าออกถ่ายรูปนอกบ้านที ... โอ๊ยยยย หนาวมือเท้าแทบหลุด ต้องรอแดดออกตอนเช้าค่อยโอเคขึ้นมาหน่อย


- ภาพตอนเช้าที่ทะเลสาบ Tos Moriri -


23.) เราเช่ามอไซด์ขับเองด้วยบางวัน แต่วนอยู่บริเวณรอบตัวเมืองสักยี่สิบโลไม่เกินนี้ ตอนแรกนึกว่าลมจะตีหนาวสั่น แต่เอาเข้าจริงใส่แค่แจ๊ตเกต Down ก็ขับได้ไม่ได้หนาวมากนัก (แต่ถ้าไปนอกเมืองไกล ๆ ขึ้นภูเขาไปไกล ๆ คงต้องเตรียมเสื้อกันหนาวให้ดีกว่านี้ เพราะคงหนาวกว่าขี่แถวในเมืองแน่)

24.) อุปกรณ์นอกจากเสื้อหนาว ก็เตรียมพวกผ้าพันคอ ครีมกันแดด (อากาศหนาวแต่แดดแรงมาก) ลิปมัน และโลชั่นทาให้ตลอด (เรากับถึงไทย ผิวแตกคันมาก ๆ ๆ ) ทิชชู่เปียก แว่นกันแดด และออฟชั่นเสริมของผุ้หญิงเตรียมกระโปรงยาวพริ้วคลุมถึงข้อเท้าไปด้วย เพราะถ้าไม่มีห้องน้ำอาจต้องใช้เคล็ดวิชาเด็ดดอกไม้หลังโขดหิน ส่วนผู้ชายไม่มีปัญหาเราพร้อมจอดรถแล้วยิงกระต่ายข้างทางเอา


- อากาศบางที่ติดลบ จนลำธารจับตัวเป็นน้ำแข็ง -


25.) ใครอยากมาช้อปปิ้งเสื้อกันหนาวที่ Leh ก็ได้ มีขายหลากหลายร้าน ถ้าเป็นแบบติดแบรนด์โดยมากจะเป็นของเลียนแบบ ราคาถูกแต่เรื่องคุณภาพก็ลดหลั่นลงมา (ร้านที่ขายแบบแบรนด์แท้ ๆ ก็มีบ้าง หาเจอไม่กี่ร้าน) แต่ถ้าแนะนำให้ไปเล็งอุปกรณ์กันหนาว ที่ทำจากขนสัตว์ทั้งหลาย พวกเสื้อแจ๊กเกต หมวก ถุงมือ รองเท้า ราคาถูกเวอร์ เตรียมตังค์มาถลุงที่ Leh กันได้เลย


ทำไมเลือกไปช่วงปลายเดือนตุลาคม

26.) ปลายเดือนตุลาคมที่ Leh เป็นช่วงใกล้หมดฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะเข้าหน้าหนาวเต็มตัว ช่วงเวลานี้ที่ Leh จะถือว่าเลยพีคซีซั่นไปแล้ว ดังนั้นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และโรงแรมส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยปิดเบรคหนีหนาวกันแล้ว ... โดยเฉพาะเรื่องร้านอาหารเสริมข้อมูลให้อีกนิด ว่าในเมืองอาจเหลือเปิดไม่กี่ร้าน ก็แนะถ้าไปช่วงนี้ปลายเดือนตุลาคม ให้เราตุนอาหารแห้งจากไทยไปเยอะหน่อยด้วย คือ รับรองยังมีร้านเปิดขายทุกวันอยู่ ไม่ถึงกับอดตายหรอก แต่ให้กินร้านเดิมซ้ำ ๆ ทุกวันอาจเบื่อ ... ติดพวกมาม่า ปลากระป๋อง หอยลายกระป๋อง ไปเลยเผื่อคิดถึงรสชาติแบบไทย ๆ ก็มีเสบียงพวกนี้ช่วยเราได้

27.) ฟังดูร้านอาหารก็ปิด ร้านขายของก็ปิด ชีวิตดูลำบาก แล้วไปช่วงนี้ทำไม !!! ??? ... คือ เราอยากไปเจอใบไม้เปลี่ยนสี ที่ Leh ก่อนไปเราก็ลุ้น ๆ ๆ ว่าจะไปตรงช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีพอดีไหม หรือไปถึงต้นไม้อาจโกร๋นใบร่วงหมดต้นแล้ว T__T เพราะปลายเดือนตุลาคม หน้าหนาวใกล้มาเยือนเต็มทีแล้ว ... เอาเข้าจริงพอไปถึง Leh ใบไม้เปลี่ยนสียังมีอยู่ทั่วเมืองเลย บอกได้คำเดียว " มันพีคมากกกก พีคคคค สุด ๆ อ่ะ "


- ภาพวิวจาก Lamayuru Monastery -


- ภาพใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง -


- ภาพใบไม้เปลี่ยนสีที่ตัวเมือง Leh -


28.) แม้ช่วงปลายตุลาคา ร้านขายของที่ระลึกในเมือง Leh จะทยอยปิดหนีหนาว ... แม้ร้านจะน้อย แต่มันเป็นช่วงนาทีทอง เพราะก่อนปิดทุกร้านจะมีเทศกาล Mega Grand Sale เพื่อระบายของในร้าน จากราคาปกติที่เทียบเป็นเงินไทยคือถูกแล้ว ก็จะยิ่งถูกเข้าไปอีก เพราะเจ้าของร้านขี้เกียจขนของกลับบ้าน จึงพร้อมใจถล่มราคา ล่อให้นักท่องเที่ยวควักเงินออกจับจ่ายใช้สอยกันแบบสุด ๆ

29.) ข้อนี้สำคัญในความคิดเรา พอเดือนตุลาคมไม่ใช่พีคซีซั่นแล้ว นักท่องเที่ยวก็เลยมาน้อย จึงเป็นช่วงเวลาที่คนไม่พลุกพล่าน ตามที่เที่ยวทุกแห่งพวกเราเลยได้เหมาสถานที่อยู่กรุ๊ปเดียวแทบตลอด อยากถ่ายรูปสวย ๆ ไม่ต้องเบียด ไม่ต้องต่อคิว ไม่ต้องแย่งมุมกับใคร ... คืออยากถ่ายเท่าไร ก็ถ่ายไป เอาเท่าที่พี่สบายใจได้เลย


- ทะเลสาบ Pangong -


- ทะเลสาบ Tso Moriri -


- ทะเลสาบ Tso Kar -


- Magnetic Hill -



30.) เท่าที่อ่านข้อมูลก่อนไป รถติดบนภูเขาที่ Leh เป็นเรื่องปกติ เพราะเส้นทางเลียบเขาแคบเป็นเลนขับสวนกัน ถ้ามีเหตุการณ์รถคันใดคันนึงเสีย รถจะติดพันกันเพราะช่องทางจราจรหายไปนึงเลน กว่าจะเคลียร์รถที่เสียให้พ้นทางได้ ก็เผาเวลากันไปตั้งแต่หลักนาที จนเป็นชั่วโมง ... แต่ช่วงที่เราไปไม่เจอรถติดเลย พอนักท่องเที่ยวน้อย รถก็น้อยตาม ชีวิตดีดีย์มากเลย


- ถนนเลียบภูเขา รถคันนิดเดียว -



31.) ช่วงเดือนตุลาคมที่เราไปเยือน ท้องฟ้าที่ Leh โปร่งสีน้ำเงินเข้ม ถ่ายรูปมายังไงก็สวย อยู่สิบกว่าวัน เจอฟ้าปิดอากาศขมุกขมัวแค่วันเดียว ... ทำให้ทริปนี้ถ่ายรูปมันส์มาก ยิงรัว ๆ ไปได้เลย แสงไม่ค่อยเปลี่ยน ถ่ายรูปง่ายมาก จะถ่ายไงก็สวย

- ถนนเลียบแม่น้ำสินธุ -


- Thiksey Monastery -


- ภาพถนนก่อนทางขึ้น Shey Palace -



32.) เค้าบอกฝุ่นที่เลห์เยอะ ให้เตรียมผ้าปิดปากปิดจมูกไปด้วย แต่ไม่รู้เพราะเราไปช่วงคนน้อย รถก็เลยวิ่งน้อยตาม เลยทำให้ฝุ่นไม่ได้ตลบขึ้นมามากนักหรือเปล่า ... เอาเป็นว่าเราเตรียมผ้าคาดจมูกไป แต่ไม่ได้หยิบมาใช้เลย

33.) เราอยู่ที่ Leh ประมาณสิบกว่าวัน หมดเงินไปประมาณ 9,000 บาท รวมค่าโรงแรม (นอนห้องละ 2-3 คน) ค่ารถเดินทางเที่ยวไปทั่ว ค่ากินก็จัดหนักเกือบทุกมื้อ (ในเมืองก็ดีหน่อย นอกเมืองก็ตามสภาพร้านอาหารที่หาได้) ... รวมค่าตั๋วเครื่องบินอีก 16,000 บาท สรุปทั้งทริปก็ประมาณ 25,000 บาทเอง

34.) Leh ไม่ได้มีดีแค่จุดหมายปลายทางที่จะไป เพราะรับรองว่าเราได้ตะลึงอ้าปากค้าง กับวิวสองข้างทางที่เห็นระหว่างเดินทางในรถแน่นอน ... ภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา แม่น้ำสินธุ์เขียวอมฟ้า ใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาสีน้ำตาลมหึมาใหญ่ ถนนที่สูงที่สุดในโลกซึ่งขาวโพลนด้วยหิมะ ... ปกติเราเป็นคนที่ขึ้นรถแล้วหลับตลอด แต่ทั้งทริปนี้เราหลับในรถน้อยมาก ไม่กล้าหลับเพราะกลัวพลาดวิวสวย ๆ ที่ Leh ช่วงไหนไป ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ตื่นเต้นถ่ายรูปเพลินไปหมด


- รถยนต์วิ่งบนเส้น Khardungla Pass -


- จุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย Indus และ Zanskar -


- วิวภูเขาสะท้อนน้ำ ก่อนถึงทะเลทราย Hunder Sand Dune -


- ทะเลสาบ Pangong น้ำใสมากกกกก -


- ออกมายืนหนาว ดูดาวที่ Nubra Valley -


35.) เอาเป็นว่าถ้าหลงเข้ามาอ่านได้ถึงข้อนี้ ก็คงรู้แล้วว่า Leh อลังการแค่ไหน ... ไม่มีอะไรแนะนำต่อหล่ะ นอกจากแนะรีบจองตั๋วไป Leh เลย ใครสงสัยอะไรถามมาได้ แล้วถ้ามีเวลาจะรีวิวทริปเส้นทางตลอดสิบกว่าวันพร้อมภาพชุดใหญ่จัดเต็มให้อีกทีแล้วกัน : )


ฝากเพจไว้สักหน่อย ถ้าชอบเดินทาง ชอบถ่ายภาพ

แวะไปพูดคุยกันได้ที่ FB: https://www.facebook.com/JoinMe2TheWorld


ความคิดเห็น