หลงรัก Niseko รีวิวโดย Wit Sil

Niseko เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องหิมะเป็นปุยแป้ง (Snow Powder) จุดมุ่งหมายปลายทางของนักเดินทางหลายคน เราออกเดินทางจาก Sapporo ในตอนเช้าเพื่อที่จะใช้เวลาที่ Niseko ให้มากที่สุด ระหว่างทางเรานั่งดูหิมะสีขาวที่เพิ่งตกมาเมื่อคืนตัดกับท้องฟ้าและน้ำทะเลสีฟ้าคราม ก่อนที่จะถึงสถานีรถไฟ Otaru บรรยากาศระ

หลงรัก Niseko

หลงรัก Niseko


Niseko เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องหิมะเป็นปุยแป้ง (Snow Powder) จุดมุ่งหมายปลายทางของนักเดินทางหลายคน เราออกเดินทางจาก Sapporo ในตอนเช้าเพื่อที่จะใช้เวลาที่ Niseko ให้มากที่สุด ระหว่างทางเรานั่งดูหิมะสีขาวที่เพิ่งตกมาเมื่อคืนตัดกับท้องฟ้าและน้ำทะเลสีฟ้าคราม ก่อนที่จะถึงสถานีรถไฟ Otaru

บรรยากาศระหว่างทางไป Otaru

เนื่องจากเราได้ขึ้นรถไฟในรอบที่เร็วกว่าแผนที่วางไว้ ทำให้เรามีเวลาออกมาเดินถ่ายรูปหน้าสถานีได้สักพักหนึ่ง ก่อนที่จะต่อรถไฟไปสถานีถัดไป

สถานีรถไฟ Otaru

จากสถานี Otaru รถไฟใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาทีวิ่งผ่านบ้านเรือนและท้องทุ่งที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะก็ถึงสถานี Kutchan ที่นี่ผมได้นัดแฟนไว้ ซึ่งได้เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ (เธอมาเที่ยวฮอกไกโดคนเดียวก่อนหน้าผมหนึ่งสัปดาห์ ทำตามความฝันที่จะเดินทางไปเที่ยวให้ทั่วเกาะ)

บรรยากาศระหว่างทางไป Kutchan

สถานีรถไฟ Kutchan

เมื่อถึงเวลารถบัสมาจอดที่ป้าย ความตรงต่อเวลาของคนญี่ปุ่นทำให้ผมชอบการเดินทางท่องเที่ยวประเทศนี้ วันนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มเรา 5 คน นักท่องเที่ยวชาวเอเซียอีก 1 คู่ กับคนญี่ปุ่น 2 คน ทำให้ขนกระเป๋าใบใหญ่ของเราที่นำมาด้วยขึ้นไปบนรถได้อย่างไม่ลำบาก รถบัสใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาที เราก็มาถึง Grand Hirafu (Welcome Center)

Donan Bus Station สถานีรถบัสที่ Kutchan

Grand Hirafu (Welcome Center)

จุดที่รถบัสจอด อยู่ด้านขวาของ Welcome Center

เมื่อลงจากรถเราอดไม่ได้ที่จะนำกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยต้องนำสัมภาระที่ขนติดตัวมาไปฝากไว้ที่โรงแรมที่พักก่อน ที่นี่เราจองที่พักแยกกันเนื่องจากผมกับแฟนจองที่พักไว้ก่อนล่วงหน้า เป็นที่พักแบบ Guest House ราคาไม่แพงจนเกินไป ส่วนเพื่อนๆผมสามคนผมจองโรงแรมที่อยู่ไม่ไกลจากป้ายรถบัสและอยู่ระหว่างทางผ่านไป Guest House

เส้นทางที่เดินลงไปโรงแรม

รถเกลี่ยหิมะสีเหลืองตัดกับหิมะสีขาวและท้องฟ้าสีคราม

ผมเดินมาส่งเพื่อนที่โรงแรม เพื่อทำการฝากกระเป๋าไว้ก่อน เนื่องจากเปิดให้เช็คอินเวลา 15:00 น. เราเดินต่อไปยัง Guest House แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยุดเก็บภาพไว้ จนเพื่อนต้องหันมาบอกว่าเดี๋ยวฝากกระเป๋าเสร็จก็มาถ่ายรูปได้

โรงแรม Niseko Prince Hotel Hirafutei

วิวระหว่างทางไป Guest House

ที่พักของผมคืนนี้ เป็น Guest House ทำด้วยไม้ เราเข้าไปด้านใน ถอดรองเท้าเปลี่ยนใส่รองเท้าที่เตรียมไว้ให้ ด้านล่างไม่มีคนอยู่แต่มีป้ายเขียนไว้ว่าให้ขึ้นไปติดต่อด้านบน แฟนผมจึงขึ้นไปติดต่อระหว่างที่ผมขนกระเป๋าเข้ามาเตรียมไว้ สักพักมีผู้หญิงวัยกลางคนเดินลงมาต้องรับ แนะนำจุดต่างๆใน Guest House และให้กุญแจบอกทางให้เราเดินไปห้องพัก เราขอจ่ายค่าที่พักไว้ก่อน เพราะตอนกลับจะได้สะดวก

Guest House Moutain Jam

ห้องพักของเรามีเตียงสองเตียง โซฟานั่งงวางอยู่กับพื้น มีทีวีจอเล็กๆ ซึ่งเราไม่ได้เปิดเลยระหว่างพักอยู่ที่นี่ บนเตียงมีผ้าเช็คตัว ผ้าเช็คหน้า และแปรงสีฟันวางไว้ ถึงแม้ว่าห้องจะดูเก่า พื้นดูสกปรก แต่เตียงนอนและผ้าปูก็สะอาดพอสำหรับพักผ่อนในคืนนี้

เตียงนอนคู่ พร้อมผ้านวมกันหนาว

โซฟา ตู้เย็นและทีวีที่ไม่ได้ถูกใช้งาน

เรากลับออกมาจากที่พัก เพราะเพื่อนๆคอยอยู่ด้านหน้า ผมพาเดินออกไปอีกด้านเพื่อให้ได้เห็นวิวอื่นบ้าง เพื่อนๆจึงออกปากถามว่า ทำไมรู้ว่าต้องเดินไปทางไหน ผมแกล้งตอบกลับไปว่านั่งเทียนทำการบ้านมาก่อน แต่จริงๆแล้ว ผมเดินทางมาที่นี่สองถึงสามครั้งแล้ว ผ่านกูเกิ้ลสตรีท

เวลาตอนนี้ประมาณเที่ยง เราเดินหาร้านอาหารรับประทานกัน แต่ด้วยความที่หิวและร้านอาหารอยู่ห่าง เราจึงเลือกร้านอาหารที่มีรูปอาหารน่ากินและอยู่ใกล้ ไว้มื้อเย็นมีเวลาค่อยเดินหาร้านอื่นกินกันอีกที

ร้านอาหารกลางวัน ตึก Suiboku ชื่อร้าน A-BU-Cha 2

บรรยากาศภายในร้าน

เมนูชุดอาหารกลางวัน

สุกี้ยากี้ ขนาดสองคน 4,800 เยน

ข้าวชุดไก่ทอด 1,800 เยน

ข้าวชุดไก่ย่าง 2,200 เยน

ชุดข้าวไข่ปลาแซลมอน 2,300 เยน

หลังจากกินอิ่น เราเดินย้อนขึ้นกลับไปทางป้ายรถเพื่อไปขึ้นกระเช้าชมวิวกัน เพื่อนคงแอบบ่นในใจว่า ไม่ให้กูพักเลย มาถึงก็เดินอีกแล้ว


เมื่อเดินถึงสามแยก เราเลี้ยวขวาไปตามป้ายที่ระบุว่า Gondola เส้นทางนี้ประมาณ 300 เมตร แต่มีหิมะเต็มพื้นเลย บางช่วงหิมะกลายเป็นน้ำแข็ง ผมแนะนำให้เพื่อนเดินบนหิมะที่ฟูขึ้นมาจะได้ไม่ลื่น แต่ตัวเองกลับลื่นเกือบล้มเหมือนกัน ระหว่างทางวิวด้านซ้ายเป็นหิมะมีคนมาเล่นสโนว์บอร์ดผาดโผน บางคนหมุนตัวได้ บางคนก็ล้ม ถ้าเราอยู่เมืองนี้คงมีโอกาสได้ลองประสบการณ์แบบนี้บ้าง แต่อย่างว่าบ้านเราคงได้แค่กระโดดตีลังตาลงคลอง ด้านขวาจะเห็นภูเขา Mt. Yotei หรือฟูจิน้อย วันนี้ฟ้าใส ฟูจิน้อยออกมาให้เราได้ยลโฉมกันอย่างเต็มตา บางครั้งทำให้รู้สึกอิจฉาคนเมืองนี้

ก่อนถึง Hirafu Gondola จะผ่านโรงแรม Ki niseko ซึ่งโฆษณาว่าออกมาหน้าโรงแรมสามารถขึ้นกระเช้าไปสกีลงมาถึงโรงแรมได้เลยครับ แต่ราคาก็สูงตาม ด้านหน้าโรงแรมทำลานสำหรับให้เด็กมาเล่น Sled ช่วงสั้นสั้น ถ้าได้พักที่นี่คงฟินน่าดู

Ki Niseko: The newest ski-in ski-out luxury resort hotel with doorstep access to the world's best powder.

เดินขึ้นเนินไปเล็กน้อยก็ถึง Hirafu Gondola แล้ว จุดจำหน่ายตั๋ว Gondola อยู่ที่ Information ภายในอาคารสีขาวในรูป ผมพาหลงไปอาคารสีเทา เข้าไปด้านในมีแต่ขายของและให้เช่าชุด เดินตัดขึ้นไประหว่างตึกไปสอบถามพนักงานจึงทราบว่าให้ไปซื้อบัตรตึกข้างข้าง ก็ที่อื่นที่จำหน่ายบัตรกับขึ้นกระเช้าตึกเดียวกัน อาศัยความเคยชินอีกแล้ว เราจ่ายค่ากระเช้าไปกลับ 1,800 เยนต่อคน และค่ามัดจำบัตร 1,000 เยนต่อบัตรหนึ่งใบ เมื่อลงมาแล้วให้นำบัตรมาหยอดคืนใส่ตู้เพื่อรับเงินคืนครับ หรือใครจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้ แต่ผมขอคืนละ ค่าข้าวตั้งมื้อหนึ่ง

เมื่อได้บัตรแล้วเราเดินขึ้นชั้นสองออกทางด้านหลังจะเห็นลานสกีกว้าง ให้เลี้ยวขวาไปขึ้นกระเช้าที่อาคารสีเทา โดยนำบัตรที่ได้มาทาบกับเครื่องอ่านบัตรแล้วเดินผ่านราวกั้นเข้าไปครับ ผมยืนหาอยู่ตั้งนานจนเจ้าหน้าที่มาบอกให้แตะบัตร ก็ที่แตะมันอยู่ด้านข้าง ไม่ได้อยู่ที่ตัวกั้นเหมือน BTS บ้านเราเลยไม่เห็น บ้านนอกอีกแล้ว กระเช้านี้เป็นแบบปิด นักสกีและคนปกติใช้ร่วมกัน พวกเราห้าคนรอขึ้นกระเช้าตัวเดียวกัน แต่ก่อนออกมีนักสกีฝรั่งขึ้นมาอีกคน สงสัยอยากทำรอบ ทำให้เราไม่สามารถเดินถ่ายรูปได้มากนัก เกรงใจเขา

กระเช้าไต่ระดับขึ้น สวนทางกับกระเช้าขาลง และนักสกี นักสโนว์บอร์ดที่ลื่นไถลลงมา เมื่อหันมองกลับไปเราถึงกับตะลึงกับภาพที่เห็น Mt. Yotei หรือฟูจิน้อย ออกมาให้เราเห็นชัดเจนมาก ภูเขามีรูปร่างสมส่วน ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะสีขาว ดูครั้งแรกเหมือนกับภูเขาไฟฟูจิ แต่มีขนาดล็กกว่า สิ่งนี้เองจึงทำให้ niseko เป็นสถานที่เล่นสกีที่คนจากทั่วทุกมุมโลกอยากมาสัมผัส

เราใช้เวลานั่งกระเช้าเกือบ 10 นาที ก็ถึงยอดเขา นักสกีส่วนใหญ่จะเล่นสกีออกไปทางลานกว้าง ผมเห็นนักสกีคนหนึ่งเดินขึ้นเขาไปอีก จึงบอกเพื่อนให้เดินตามขึ้นไป เพราะคิดว่าด้านบนน่าจะมีวิวสวยสวยให้ถ่ายรูปกัน แค่วิวที่มองตามขึ้นไปก็สวยแล้ว

หิมะบนเขาด้านนี้ขาวสะอาดเป็นปุยนุ่น สมกับที่เรียกว่า Powder snow ประกอบกับวิวพื้นหิมะสีขาว ท้องฟ้าสีคราวสดใส จนต้องหยุดถ่ายรูปกัน ที่นี่เราสามารถทิ้งตัวนอนกับพื้นได้เลยครับ ถ้าเป็นเด็กคงกระโดนลงไปนอนให้หิมะกระจาย

เราเดินไต่ระดับขึ้นไปบนหิมะที่ฟูนุ่ม อากาศที่หนาวเย็น แต่โชคดีที่ไม่มีลมทำให้ชุดเสื้อผ้าที่ผมเตรียมไปรับมือได้สบาย (เสื้อยืดคอกลม เสื้อโปโลคอปก เสื้อกันหนาวหนาด้านใน และเสื้อกันหนาวด้านนอก กางเกงยีนฮีทเทคทับด้วยกางเกงกันน้ำอีกตัว) ส่วนเพื่อนผมใส่กางเกงยีนไปแค่ตัวเดียวบอกหนาวขามาก ก็อากาศด้านบนติดลบ ทำให้หิมะไม่กลายเป็นน้ำแข็ง แต่เป็นขนมถ้วยฟูแทน ถ้าเราขึ้นมาแต่เช้า ยังไม่มีใครไปเหยียบคงได้เห็นหิมะที่สวยมากกว่านี้

เราเดินขึ้นมาได้ครึ่งทางประมาณ 50 เมตร ก็เริ่มเห็นฟูจิน้อยแล้ว หยุดถ่ายรูปกันหน่อย วันนี้โชคดีจัง อากาศเป็นใจ

เราเดินขึ้นจนถึงยอดเขา และถ้าเดินไปรอบรอบจะเห็นวิวได้ 270 องศาเลยครับ เราเลือกที่จะไปเก็บวิวฟูจิน้อยกันก่อนเลย

ใครขึ้นมาถึงจุดนี้แนะนำให้หาชุดมีสีสรรหน่อยมานอนถ่ายรูปเลย จะได้ไม่บังวิว แต่อย่านอนกลิ้งไปมานะครับ เดี๋ยวกลิ้งตกเขาลงไป รูปนี้ถูกนำไปเป็น Profile ใน facebook ของแฟนผมเลย

จุดที่เรามาถ่ายรูปนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ Miharashi Course (advanced ungroomed areas) เป็นจุดที่มีความชันมากครับ นักสกีที่ชำนาญเท่านั้นจึงจะขึ้นมาเล่นกัน ทำให้แทบจะไม่มีคนตามขึ้นมาเลย

ระหว่างที่เราถ่ายรูปเล่นกันอยู่ มีนักสกีและสโนว์บอร์ดขึ้นมา ผมได้มีโอกาสถ่ายวิดีโอไว้ครับ เข้าไปดูใน link

https://www.facebook.com/wit.sil.1/videos/10208208...

ขอยืมสโนว์บอร์ดมาถ่ายรูปคู่ด้วย อิอิ คนญี่ปุ่นใจดีให้ยืมด้วย แต่ยืมถ่ายรูปแค่คนเดียวนะเกรงใจเขา ถ้าถ่ายทุกคนคงมีเคือง

เรามองหาวิวมุมอื่นถ่ายรูปกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถ่ายไว้ทุกด้านเพราะมัวแต่ถ่ายรูปแฟนคู่กับฟูจิน้อย ก็วิวมันสวยนิ

ขากลับตอนเดินลงเขานี่อยากกลิ้งลงมาเลย ถ้าเอา Sled ขึ้นมาด้วยคงฟิน ถ่ายย้อนแสงภาพเลยออกมาเทาดำหน่อย

ผมเดินลงคนสุดท้าย เรียกแฟนให้หยุดก่อน เพราะคิดว่าถ้าถ่ายรูปกระโดดตอนลงเขานี่ จะได้ภาพเหมือนกระโดดได้สูงมาก อย่าลืมถ่ายรูปตอนกระโดดกันนะครับ

เพื่อนผมไปหยุดคอยที่กระเช้าเตรียมจะลงไปด้านล่างแล้ว แต่ผมยังไม่อยากลงขอเดินไปอีกด้านหนึ่งด้วย เราจึงเดินผ่านจุดขึ้นกระเช้า ไปทางร้านอาหาร Mountain Hut Cafe และให้เพื่อนขึ้นไปคอยหลบหนาวกันก่อน ส่วนผมขอตัวออกไปเดินเก็บรูปที่จุดอื่นก่อน

ระหว่างทางเดินไปร้านอาหาร มีคนมาหัดเล่นสกีบนเขาด้วยครับ ใครจะคิดว่าบนยอดเขาแบบนี้มีลานกว้างกว้าง ให้เล่นสกีด้วย

ป้ายภาษาญี่ปุ่นบนเขา กับวิวฟูจิน้อย จุดนี้เป็นจุดที่ผมชอบมากที่สุดของด้านนี้ครับ ผมยืนถ่ายรูปอยู่นาน ได้ไปหลายภาพ

ยังไม่เต็มอิ่มเลย อยากเดินไปให้รอบรอบ แต่เกรงใจนักสกี คงคิดว่า มีคนมาเดินเล่นอยู่บนเขาได้งัย ผมจึงออกไปเก็บวิวด้านหน้าร้านอาหารมาฝากเท่านั้น ไม่ได้เดินไปจุดอื่นอีก ถ้าเล่นสกีได้คงนั่งกระเช้าขึ้นไปอีก เพราะจุดนี้เหมือนไม่ชันเท่ากันสกีลงไปด้านล่าง

ถ่ายรูปด้านหน้าร้านอาหาร Mountain Hut Cafe จนจุใจ เราก็เข้าไปพักทานเครื่องดื่มและเค็กกันก่อนเดินทางกลับลงมา

ขากลับลงมากระเช้าว่าง เราแยกกันลง จะได้ถ่ายรูปกันเต็มที่ครับ ขาลงนั่งมองดูวิวกันเพลินเลย

ลงจากกระเช้า นำบัตรไปใส่ตู้ ได้เงินค่ามัดจำคืน 1,000 เยน แล้วเดินกลับทางเดิมครับ ระหว่างทางแวะซื้อ Hot Dog เพื่อนอยากลองอาหารข้างทางบ้าง ร้านนี้มีเก้าอี้ให้นั่งกินกัน แต่อากาศเย็นมาก เราเผลอเดินกินไปด้วย ดีที่นี่มีชาวต่างชาติเยอะ จึงไม่ได้เป็นที่สนใจมากนะ ถ้าในเมืองคงมีคนมองตามหลายคนเลย

เราเดินออกไปทาง Hirafu Intersection เพื่อหาร้านอาหารเย็นรับประทานกัน วิวฟูจิน้อยสะท้อนแสงพระอาทิตย์ยามเย็นสวยไปอีกแบบครับ แต่อากาศก็เริ่มเย็นมากขึ้นด้วย ถุงมือและหมวกคลุมศีรษะจึงเป็นสิ่งจำเป็น อย่าลืมพกติดตัวไว้ด้วยครับ

เราเดินชมบรรยากาศ แวะถ่ายรูปเรื่อยเรื่อยจนมาถึงที่บริเวณสี่แยก Hirafu จุดนี้มีร้านอาหารญี่ปุ่นและร้านพิชช่า อยู่ฝั่งตรงข้าม

เห็นร้านอาหารอินเดียแล้ว ทำให้นึกถึงตอนที่ได้กินอาหารอินเดียครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ ร้านนั้นทำอาหารอินเดียได้ดีมาก กลิ่นเครื่องเทศไม่แรง รสชาติก็อร่อย ไม่เหมือนกับที่เคยกินที่ร้านอาหารข้างทางที่ปีนังที่กลิ่นเครื่องเทศแรง และรสชาติไม่ถูกปาก

เราเดินดูบรรยากาศและสำรวจร้านอาหารไปในตัว ที่ Niseko ก็มีร้านอาหารไทยด้วยครับ ลองหาดูในรูป

Australla House เป็นโรงแรมขนาดย่อม การออกแบบและสีเหลืองของตัวโรงแรมมีความโดดเด่น ทำให้ต้องถ่ายรูปเก็บไว้

หลังจากเดินสำรวจอยู่นาน เราตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหาร Fuji zushi ซึ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ที่อยู่ตรงสี่แยกครับ

โมเดลอาหารและราคาที่แสดงอยู่หน้าร้าน ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อเข้าไปดูเมนูอาหารกลับมีรูปให้เลือกมากกว่า อีกทั้งเมนูมีภาษาอังกถษกำกับ ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เราก็ได้แค่ชี้ที่รูปเพื่อสั่งอาหาร เพราะพนักงานพูดภาษาญี่ปุ่นใส่เราก่อน

ชูชิหน้ารวม ราคา 1,600 เยน +8%

ราเมนหน้าซีฟู้ด 1,450 เยน +8%

ข้าวหน้าปลาไหลทอด 1,750 เยน +8%

ข้าวหน้าหมูทอด 1,350 เยน +8%

กินมื้อเย็นอิ่มกันแล้วเราออกไปที่ Seico Mart ร้านซุปเปอร์มาเก็ตขนาดกลางซึ่งอยู่ตรงข้ามถนน ผมกับแฟนหาซื้อของไปกินเมื้อเช้ากันก่อน เพราะ Geust House ที่พักไม่มีอาหารเช้าให้ อีกทั้งเราวางแผนออกแต่เช้าไปหากิจกรรมทำที่ Hanazono กัน

เจอสตอเบอรี่ลูกใหญ่ ซื้อมากินซะหน่อย ราคาสตอเบอรี่ที่นี่แพงกว่าที่อิ่นที่แฟนผมไปก่อนหน้า แต่ผมก็ยังอยากลอง

ซื้อของเสร็จเราแยกย้ายกลับไปพักผ่อน วิวตอนกลางคืนที่ Hirafu สวยดีเหมือนกันนะ ไฟลานสกีด้านบนยังเปิดอยู่เลย

ตอนเช้าตื่นออกมาแต่เช้า คืนกุญแจที่กล่องใส่กุญแจ แล้วออกมาถ่ายรูปหน้า Guest House ที่พักเป็นที่ระลึกไว้หน่อย เราชำระค่าห้องไว้ตอนเช็คอินเข้าที่พักแล้ว ทำให้ไม่ต้องปลุกเจ้าของออกมาจ่ายเงิน

Good Morning วิวระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าหน้า Guest House เวลา 7:00 น.

เราลากกระเป๋าไปโรงแรมที่เพื่อนพัก เพื่อฝากกระเป๋าไว้ แล้วข้ามถนนไปขึ้นรถบัสไป Hanazono ฟรีรอบแรก 7:50 AM ที่ป้ายรถที่มีสัญลักษณ์ตามรูป ซึ่งอยู่หน้าโรงแรม Chalet Ivy a Niseko Hotel เพื่อนบอกว่าที่พักที่นี่ดี เปิดหน้าต่างออกมาเห็น Mt. Yotei อาหารเช้าหลากหลาย ได้ออนเชนทั้งก่อนนอนและตอนเช้า ถ้าไม่รีบออกมาจะอยู่กินอาหารเช้าต่ออีกนาน กะให้คุ้ม

รถมินิบัสวิ่งมาเห็นเรายืนคอยอยู่ก็หยุดรับ และวิ่งผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน Log Village มีชาวต่างชาติขึ้นมาอีกสามคน ใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที เราก็มาถึง Hanazono แล้ว กิจกรรมที่นี่เริ่ม 9:00 AM เราจึงออกไปถ่ายรูปกันก่อน

เจ้าหน้าขี่ snow mobile มาจอดเราไปยืนถ่ายรูปข้างรถ เจ้าหน้าที่ใจดีให้ขึ้นไปขี่ถ่ายรูปกันได้ครับ จัดไปคนละสองสามรูป

ถ่ายรูปเสร็จยังเหลือเวลา เข้าไปนั่งด้านใน ร้านกาแฟเปิดขายให้ก่อนเวลา ซื้อมานั่งกินอาหารเช้ารอไป

9:00 AM เราไปติดต่อเช่า Tube มาสองอันผลัดกันเล่นได้ครับ ส่วนกิจกรรม snow mobile เริ่ม 09:30 AM กลัวไม่ทันกลับรถรอบ 10:10 AM เพราะต้องไปรับกระเป๋าและขึ้นรถไปสถานี Kutchan ให้ทันรอบ 11:07 AM

เล่น Tube ที่นี่สะดวกตรงที่มีสายพานเลื่อนขึ้นมาด้านบนไม่ต้องเดิน ทางลาดเอียงยาว มีทั้งด้านที่ slop น้อย และ slop มาก วันที่ไปเล่นยังไม่มีคนมาเล่นเลยครับ พวกเราถือห่วงยางขึ้นและไถลลงกันเหมือนเด็กเลย

อัตราค่าเช่า Tube อันละ 2,500 ต่อชั่วโมงครับ แบ่งกันเล่นกี่คนก็ได้ แต่เล่นได้ครั้งละคน และห้ามเล่นในเลนเดียวกัน เขากลัวอันตราย

เวลาผ่านไปเร็วมาก เราต้องมารอรถกลับกันแล้ว รถออกจากที่นี่ไป Granf Hirafu ทุก 20 นาที เริ่มเวลา 07:50 AM

รถมาส่งที่ป้ายฝั่งตรงข้ามโรงแรม เราเข้าไปรับกระเป๋าแล้วออกเดินลากกระเป๋าขึ้นไปที่ป้ายรถไป Kutchan กัน ขาลากกระเป๋าขึ้นนี่เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันครับ วันนี้มีคนเดินทางกลับไม่ถึง 10 คน รถว่างนั่งสบายครับ จบรีวิว Niseko เพียงแค่นี้ครับ แล้วเราจะกลับมาใหม่

วันนี้เราจะเดินทางไป ทะเลสาป Toya กันต่อ รอติดตามรีวิว ล่องเรือชมฟูจิน้อยกลางทะเลสาปกันนะครับ

ข้อมูลการเดินทาง

การเดินทางไป Grand Hirafu (Welcome Center)

08.43-09.28 นั่งรถไฟจากสถานี Sapporo ไปลงสถานี Otaru

09.38-10.52 ต่อรถไฟจากสถานี Otaru ไปลงที่สถานี Kutchan

11.10 จากสถานี Kutchan นั่งรถบัสไปลงที่ Grand Hirafu (Welcom Center) ค่ารถ 390 เยน

(ตารางรถบัสตั้งแต่วันที่ 9/12/2016-12/03/2016 มีรถรอบ 08.30 , 09.55 , 11.10 , 13.35 , 15.05)

แผนที่บริเวณ Grand Hirafu

ตารางรถบัสไป Niseko Hirafu (Welcome Center) ที่ติดประกาศอยู่ที่ท่ารถบัส สถานีรถไ ฟ Kutchan

ตารางรถบัสจาก Niseko Hirafu (Welcome Center) ไปสถานีรถไฟ Kutchan ที่ติดประกาศไว้ที่ Welcome Center

สำหรับคนที่ไปแบบเช้าเย็นกลับ มีที่ฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ Kutchan ด้วยครับ

ตารางรถบัสกลับไป Sapporo หรือ New Chitose Airport ที่ติดประกาศไว้ที่ Welcome Center

ตู้คืนบัตรขึ้นกระเช้า เพื่อรับเงินคืน 1,000 เยน

ตู้ซื้อตั๋วเข้าไป Onsen ที่โรงแรม Niseko Prince Hotel Hirafutei เพือนบอกว่าเหมือนมีคนเข้าไปนอนทั้งคืนเลย

แผนการเดินทางของทริปนี้ครับ

วันที่ 1 เวลา 13:15 น. เดินทางถึง CTS เที่ยว Sapporo และพักที่ Hokkaido Sapporo-eki Kita-guchi

แลกตั๋ว JR-Hokkaido 7 วัน 24,000 เยน เปิดใช้ วันถัดไป จ่ายค่าตั๋วรถไฟเข้าเมืองเพิ่ม 1,360 เยน

วันที่ 2 เวลา 08:43 นั่งรถไฟไป Otaru แล้วต่อรถไฟไป Kutchan แล้วนั่งนั่งรถบัสไป Grand Hirafu

วันนี้เที่ยวที่ Niseko พักที่ Moutin Jam/Niseko Prince Hotel Hirafutei

วันที่ 3 เวลา 11:50 น. นั่งรถบัสไปสถานี Kutchan ต่อรถไฟไป Oshamambe แล้วต่อรถไฟไป Toya(JR-MURORAN) แล้วต่อรถบัสไปทะเลสาปโทยะ (Toya Lake) คืนนี้พักที่ Kohan Tei

วันที่ 4 ล่องเรือทะเลสาปโทยะ แล้วนั่งรถบัสไปสถานี Toya(JR-MURORAN) ต่อรถไฟไป Noboribetsu แล้วต่อรถบัสไป Noboribetsu Onsen เที่ยวฟาร์มหมีกับบ่อนรก คืนนี้พักที่ Takimoto

วันที่ 5 นั่งรถบัสไปสถานี Noboribetsu ต่อรถไฟไป Sapporo(JR) วันนี้ไปเที่ยว Mt. Moiwa พักที่ Hokkaido Sapporo-eki Kita-guchi

วันที่ 6 นั่งรถไฟไป Otaru Chikou ต่อรถบัสไป Kiroro ตอนเย็นกลับมาเที่ยวที่ Otaru แล้วกับไปนอนที่ Sapporo

วันที่ 7 นั่งรถไฟไป Tomamu เที่ยวและพักที่ The Tower

วันที่ 8 เดินทางกลับไปเดินเที่ยวที่สนามบิน CTS ก่อนกลับกรุงเทพฯ


ความคิดเห็น