+++ Sikkim & Darjeeling : สวัสดีอินเดีย 8 วัน 7 คืน ... ทริปนี้ก็จะมีหิมะหน่อย ๆ +++ รีวิวโดย JoinMe2TheWorld : )

ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเอง จะติดใจกับประเทศอินเดียอะไรหนักหนา ถึงได้ไปเที่ยวอินเดีย 2 ครั้งติดกันในรอบเวลาแค่หกเดือน ะจากทริปแรกเมื่อปลายตุลาคมปีที่แล้ว ก็พึ่งเที่ยว Leh Ladakh เสร็จไป ... พอช่วงเดือนเมษา ตรงกับสงกรานต์ ก็มีเพื่อนมาชวนไปอินเดียอีกรอบ โดยแพลนทริปนี้จะไปลุยเที่ยวที่เมือง Sikkim & Da

+++ Sikkim & Darjeeling : สวัสดีอินเดีย 8 วัน 7 คืน ... ทริปนี้ก็จะมีหิมะหน่อย ๆ +++

+++ Sikkim & Darjeeling : สวัสดีอินเดีย 8 วัน 7 คืน ... ทริปนี้ก็จะมีหิมะหน่อย ๆ +++

 วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เวลา 06.59 น.

 วันที่เดินทาง 5 ส.ค. 2560



ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเอง จะติดใจกับประเทศอินเดียอะไรหนักหนา ถึงได้ไปเที่ยวอินเดีย 2 ครั้งติดกันในรอบเวลาแค่หกเดือน ะจากทริปแรกเมื่อปลายตุลาคมปีที่แล้ว ก็พึ่งเที่ยว Leh Ladakh เสร็จไป ... อช่วงเดือนเมษา ตรงกับสงกรานต์ ก็มีเพื่อนมาชวนไปอินเดียอีกรอบ โดยแพลนทริปนี้จะไปลุยเที่ยวที่เมือง Sikkim & Darjeeling กัน


คิดดูแล้วถ้าเราอยู่ไทยตอนเดือนเมษามีร้อนตัวละลายแน่นอน ... งั๊นขอไปสร้างความระทึกให้ตัวเอง ด้วยการไปเที่ยว Sikkim & Darjeeling ช่วงวันที่ 8-15 เม.ษ. 17 เอาดีกว่าแล้วกัน


ก่อนที่จะไปเข้าเรื่องว่า แต่ละวันไปเที่ยวอะไรมาบ้าง คือ ขอเกริ่นสรุปข้อมูลเตรียมตัวไป Sikkim กันนิดนึง -ก็ไล่เป็นข้อ ๆ ไป จะได้อ่านง่ายดี




1.) จะไป Sikkim ก่อนอื่นเลย อย่างแรกที่ต้องมี คือ วีซ่าอินเดีย ... แล้วก็แจ๊ตพอตเลย เพราะก่อนไปอินเดียรอบนี้ ต้นเดือน เม.ย. มีประกาศจากสถานฑูต ว่าจะปรับราคาค่าธรรมเนียมวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เป็น 4,300 กว่าบาท ... มีคิดหนักเลยเด่ะ เพราะค่าวีซ่าโคตรแพงเลยจ้าาา นายจ๋าาาา

แต่ช้าก่อน E-Visa คือ พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเเล้ว ค่าธรรมเนียม E-Visa แค่ 50 USD (ก็ประมาณ 1,700 - 1,800 บาท แล้วแต่อัตราแลกเปลี่ยน) ... ส่วนขั้นตอน Apply E-Visa ลองหาดูในเนท มีคนรีวิวไว้เยอะ ข้อดีหลายอย่างเลย วิธีสมัครง่ายไม่ยาก, ค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า สะดวกกว่าไม่ต้องเสียเวลาทั้งเวลาเดินทางไป หรือเสียเวลาเข้าคิวตอนยื่นเอกสาร

ขั้นตอนสมัครว่าง่ายแล้ว ขึ้นตอนอนุมัติก็เร็วมาก ... หลังจากเราสมัคร E-Visa เสร็จ เจ้าหน้าที่ตอบอีเมล์อนุมัติ E-Visa กลับมาแทบจะวันเดียวกันเลย (ส่งเช้า ตอนเย็นแจ้งอนุมัติกลับมาแล้ว) ดังนั้น E-Visa เป็นอีกทางเลือกนึงลองดู

อ้ออย่าลืม Print อีเมล์ที่แจ้งผลอนุมัติ E-Visa ไปโชว์ ตม.ขาเข้าอินเดียที่สนามบินด้วย (ย้ำอีกรอบ เมล์แจ้งผลอนุมัตินะ !!! ไม่ใช่แต่เมล์ตอบกลับ ว่าได้รับใบสมัคร E-Visa นะ ) เพราะตม.อินเดีย จะตรวจเอกสารอนุมัติ ที่เราได้แล้วแจ้งจากอีเมล์ด้วย ก่อนปั๊มตรา Passport ให้เข้าประเทศอินเดียไปได้



2.) เมือง Sikkim ที่เป็นพระเอกของทริปนี้ เป็นรัฐเล็ก ๆ ที่อยุ่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เรียกได้ว่าเป็น รัฐสุดขอบชายแดนอินเดียแล้วหล่ะ เพราะ Sikkim อยุ่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ทั้งเนปาล จีน (ในส่วนของเขตธิเบต) และภูฎาน

title="ประเทศเนปาล"

และในตัวรัฐ Sikkim เอง ก็มีแบ่งเป็นเขตต่างๆ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก โดยมีเมืองหลวงของรัฐ Sikkim อยู่ที่เมือง Gangtok



ส่วนอีกเมืองที่อยู่ในโปรแกรมเที่ยวเราด้วยคือ Darjeeling จะอยู่ในเขตรัฐ West Bengal ที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐสิกขิม

ถ้าใครจะไปทั้งสองเมืองนี้ในรอบเดียวกัน ให้วางแผนเที่ยวให้ดี เพราะ Sikkim เป็นพื้นที่พิเศษที่เรามี Visa เข้าอินเดียไม่พอ จะต้องทำ permit ขออนุญาตเข้าเขต Sikkim และลงตราประทับอีกตราในเล่ม passport ด้วย

โดย permit เราสามารถไปทำตรงหน้าด่านก่อนเข้าเขต Sikkim ได้เลย ให้เตรียมรูปถ่ายติดบัตร และก็สำเนาหน้าวีซ่า ไปสักสิบชุด (เพราะนอกจากของ permit เข้า Sikkim แล้ว เวลาเราเดินทางไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ใน Sikkim เราก็ต้องทำ permit ขอต่างหากอีกด้วย)

ทีนี้ที่บอกให้วางแผนให้ดี ก็เพราะว่าหลังจากเราได้ permit เข้าเขต Sikkim แล้ว พอเที่ยวเสร็จเราจะออกจาก Sikkim ไป Darjeeling ซึ่งอยู่รัฐ West Bengal เราจะต้องไปประทับตราออกจากเขต Sikkim ด้วยอีกรอบ ... แล้วหลังจากนักท่องเที่ยวที่ขอ permit ออกจาก Sikkim แล้ว จะกลับเข้ามา Sikkim อีกรอบต้องเว้นไป 30 วันหลังจากเดินทางออกจาก Sikkim รอบล่าสุด

ดังนั้นเราจะวางแผนเที่ยว Sikkim หรือ Darjeeling ก่อนก็ได้ แต่จะเข้า ๆ ออก ๆ สลับไปมาไม่ได้ คือ ต้องเก็บที่เที่ยวที่ใดให้ครบก่อน แล้วค่อยข้ามไปอีกเมืองนึง เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่านักท่องเที่ยวไทยอย่างไรสามารถเข้า Sikkim ได้แค่รอบเดียว แล้วต้องเว้นไปสามสิบวัน (ซึ่งก็คงไม่มีค่อยมีใครเที่ยวสลับไปมาอยู่แล้ว เพราะเมืองมันไกลนั่งรถเป็นวัน แต่ก็บอกเป็นข้อมูลไว้ก่อน)

- รูปด่านที่เขต South Sikkim ที่เราต้องไปทำเรื่องออกนอก Sikkim ไป Darjeeling -



3.) ทีนี้เราจะไป Sikkim ต้องเดินทางยังไง อย่างแรกต้องนั่งเครื่องจากไทยไปเมือง Kolkata ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่สุดทางเขตตะวันตกของอินเดีย แล้วจากนั้นเท่าที่หาอ่านข้อมูลมา จะเลือกเที่ยว Sikkim หรือ Darjeeling ก่อนก็ได้ แล้ววิธีเดินทางก็มีหลายวิธีมาก ทั้งนั่งรถโดยสาร เลือกรถไฟ หรือไปเครื่องบิน

เอาสรุปเลยแล้วกัน ตามสูตรที่พวกเราไปมา คือ เที่ยว Sikkim ก่อน แล้วค่อยไปเก็บที่ Darjeeling โดยวิธีเดินทางจะนั่งเครื่องไปลง Kolkata แล้ว ก็บินอีกต่อไปที่เมือง Bagdogra แล้วจาก Bagdogra ก็นั่งรถยาวตลอดเพื่อเที่ยวที่ต่าง ๆ ใน Sikkim

หลังจากเที่ยวใน Sikkim เสร็จ ก็ตีรถไปที่ Darjeeling เสร็จแล้วก็ให้รถไปส่งที่ Bagdogra นั่งเครื่องย้อนกลับอีกสองไฟท์ Kolkata และก็ไทยตามลำดับ


โดยรถที่มารับส่งสนามบิน และรถที่เที่ยวระหว่างเมืองต่าง ๆ เราติดต่อบริษัท Local tour ที่ Sikkim ให้เค้าเสนอราคามาตามแพลนเที่ยวของพวกเรา รวมทั้งค่าทำ permit ต่าง ๆ ด้วยเลยทีเดียว จะได้ไม่ต้องติดต่อหารถหลายรอบ

และเนื่องจาก Sikkim เป็นพื้นที่ค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน จะไปเที่ยวใน Sikkim หากจากมี permit แล้ว เราจะต้องมี Local guide ติดมากับเราด้วย (ไกด์จะเป็นคนไปเดินเรื่อง permit ตามจุดตรวจต่าง ๆ ให้) โดยพวกเราไปกัน 8 คน ใช้รถ 2 คัน ... ตอนติดต่อ Local tour ไปเค้าก็จัดรถมา สองคันพร้อมคนขับ บวกไกด์ให้อีกนึงคน รวมเป็น 11 คน

ไกด์กับคนขับ เค้าหาอาหารและที่พักเอง เราไม่ต้องจัดการให้เค้า ... แต่พอเที่ยวเสร็จก็ให้ เงินทิปเป็นสินน้ำใจแก่พวกเค้าด้วย ตามที่เราเห็นสมควรแล้วกัน

ส่วนโรงแรมที่เข้าพักแต่ละแห่ง ก็จองไปก่อนผ่านทาง Agoda หรือไม่ก็ Booking.com โดยค่าใช้จ่าย ทริปนี้รวมจ่ายไปประมาณ 25,000 บาท รายละเอียดคร่าว ๆ ตามนี้

    • ค่าวีซ่า 1,800 บาท
    • ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ (รวม 4 เที่ยว) 9,500 บาท
    • ค่าโรงแรม 4,100 บาท / คน / 7 คืน (ชื่อที่พักตามตารางข้างบน นอน 2 คน / ห้อง)
    • เงินกองกลาง 9,000 บาท เป็นค่ารถ ค่าทิป ค่าอาหาร ค่าตั๋วที่เที่ยว รวมตลอดทริป
    • ใช้จ่ายส่วนตัว ของกิน ขนม ของฝาก อีก 600 บาท
    • รวม ก็ประมาณ 25,000 บาท


4.) ก่อนไปเรามีเช็คข้อมูลเรื่องระดับความสูงของเมืองต่าง ๆ ของ Sikkim ที่อยู่ในแพลนเดินทาง โดยส่วนใหญ่ Sikkim จะไม่ค่อยสูงเท่าไร (เราเทียบกับที่ต่าง ๆ ที่ Leh ที่เคยไปมา แล้วเราไม่มีอาการ Altitude Sickness ก็เลยคิดว่า เราคงเที่ยวได้สบายไม่มีปัญหา)

พอเดินทางไปจริง เราก็ไม่เจอปัญหาเรื่องนี้ตามที่คาดไว้ เดินซ่าส์ไปมาได้ตามปกติ เเต่เพื่อนที่ไปด้วยบางคน มีอาการปวดหัว มึนหัว จนถึงไข้ขึ้น ที่ Zero point ซึ่งมีความสูงประมาณ 4,600 เมตร (เป็นจุดที่สูงที่สุดในทริปนี้แล้ว) ดังนั้นถ้าใครจะมีแพลนเดินทางไปเที่ยว Sikkim ก็ลองหาข้อมูล และวิธีป้องกันอาการ Altitude Sickness ไปด้วยแล้วกัน

ซึ่งอันนี้ซีเรียสมาก เพราะอาการ Altitude Sickness อันตรายถึงเสียชีวิตได้ ไม่ว่าร่างกายคุณ จะฟิตแข็งแรงแค่ไหน โรคนี้เกิดได้ทุกคน ทุกวัย นักกีฬาอาจเป็น แต่คนสูงอายุอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ดังนั้นหาข้อมูลก่อนไปให้พร้อม พักผ่อนให้พอ ... เราทำตารางเทียบความสูงจุดต่าง ๆ ไว้ให้เทียบทั้ง Sikkim และ Leh ลองเทียบดูเอาเพื่อเป็นแนวทาง (แอบเทียบกับดอยอินทนนท์ให้ด้วย จะได้นึกออกว่าแต่ละที่จะสูงประมาณไหน)




5. เครื่องแต่งกาย ก็ขนไปสุดใหญ่ไฟกระพริบเหมือนกัน เพราะตอนไป Leh หนาวมากกกก แต่พอไปถึงจริงที่แถว Gangtok ส่วนตัวรู้สึกแค่เย็นสบาย ๆ เสื้อแจ๊ตแกตยีนส์ตัวเดียวก็เอาอยู่ แต่ทางเหนือแถว Lachung ขึ้นไป Yumthang เรื่อยไปจนถึง Zero Point ก็เริ่มหนาวมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็พอทนไหว ขออย่างเดียวลมอย่ามา ถ้าฝนตกแล้วลมตีมาเนี่ยะ มีหนาวสะท้านเลย ... แต่รวม ๆ เราว่าหนาวน้อยกว่า Leh ช่วงเดือน ต.ค. - พ.ย. ที่ไปมา เพราะทริปนี้เราไม่ได้หยิบเอาเสื้อ Down มาใช้ แค่ใส่เสื้อ Heattech ด้านใน กับเสื้อแจ๊ตเกตยีนส์ธรรมดาตลอดทริปก็ได้อยุ่




6. เรื่องอาหารการกินก็ตามสไลต์อินเดียอ่ะ ถ้าอยู่ในตัวเมือง Gangtok ก็ตัวเลือกเยอะหน่อย มีร้าน Taste of Tibet อร่อยมาก แล้วก็อีกร้านที่ Darjeeling ชื่อ Kunga Restaurant รสชาติเยี่มมเช่นกัน สั่งกินเลยอร่อยทุกอย่าง กินกันจนพุงกางแน่นมาก

แต่ถ้าอยู่นอกเมืองก็ตามสภาพอาจหาร้านอาหารดี ๆ ยากหน่อย ก็แนะนำพกเสบียงไปให้พร้อม มาม่า หมูแผ่น หมูสวรรค์ อาหารกระป๋องตุนไปให้พอ เผื่อใครกินยากก็พึ่งพวกนี้เอากันหิวโซได้


แล้วมีเรื่องแอบบอกนิดนึง หากใครเป็นมนุษย์ไอติมอย่างเรา ที่อินเดียไอติม Baskin Robbin ถูกมาก ราคาถูกกว่าไทยเกือบครึ่ง ที่ Sikkim ก็มีอยู่ตรงถนนคนเดิน (M.G. Road)

หรือไม่ใครอยากลองไอติม Brand ของอินเดียที่เป็นไอติมตู้แช่ ตามร้านขายของชำ ก็แนะนำให้ยี่ห้อ Amul นี่เลย แพ็คเกจดูดี ราคาไม่แพง แถมรับประกันความอร่อย เพราะเรากินทุกวัน เจอตู้แช่ตามร้านไม่ได้ต้องซื้อตลอด วันนึงกินสองแท่งสามแท่งต้องมี ฮ่าฮ่าฮ่า

- ไอติม Amul หาได้ในตู้แช่ตามร้าน ลองดูอร่อยดี -



- ไอติมแท่งรส Green Mango -


- ไอติมโคน รสลิ้นจี่คาราเมล (lychee caramel) -



7. ทริปนี้ก็อีกเช่นเคย ชีวิตเราฝากไว้บนรถเป็นส่วนใหญ่เลย แนะนำเลย Handy Drive อัดเพลงโปรดใส่ไปเยอะ ๆ ได้เสียบช่อง USB ในรถฟังจนเพลินแน่ ไม่งั๊นอาจฟังเพลงอินเดียของคนขับรถแทน ฮ่าฮ่าฮ่า

แล้วอีกอัน คือ หมอนรองคอ เตรียมไปเลย โคตรสำคัญ ใช้หนุนคอตอนนั่ง หรือใช้กันหัวโขกตอนหลับบนรถเพราะถนนเป็นหลุมบ่อเพียบ ... พี่ที่ไปด้วย แกบอกกลับไทยจะไปทำ MRI สแกนสมองดูหน่อย เพราะหลับหัวโขกรถไปตลอดทั้งทริป ถ้าสมองได้รับการกระทบกระเทือนจะรักษาได้ทันท่วงที ฮ่าฮ่าฮ่า




8. ตามทริปที่แพลนไป จะค่อนข้างหลวม ๆ ไม่ได้อัดตารางแน่นในทริปนี้มากไป เพราะกลัวเหนื่อย ถ้าใครมั่นใจว่าแกร่งจริง จะอัดที่เที่ยวเยอะกว่านี้ก็ได้ เช่น

    • Chopta Valley ที่เมือง Lachen
    • ที่เที่ยวต่าง ๆ ที่เมือง Pelling
    • จาก Darjeeling ไป Sandakphu จุดที่สูงสุดในรัฐ West Benga
    • รวมทั้งตัวเมือง Gangtok ก็มีที่น่าสนใจแวะอีกหลายที่ ทั้งวัด สวนพฤกษศาสตร์ และกระเช้าชมเมือง แต่พวกเราแวะไม่ครบ เพราะฝนตกมาด้วย เลยต้องตัดโปรแกรมบางส่วนไป

แล้วที่ Sikkim เราคิดว่าอากาศค่อนข้างเปลี่ยนเร็ว จากแดดออกอยู่ดี ๆ ฝนตกมาเฉย ก็ไม่รู้ว่าเราไปช่วงเดือน เม.ษ. ที่เป็นช่วงหน้าฝนของที่นั่นหรือเปล่าไม่รู้ เลยเจอฝนบ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงบ่าย ๆ เจอฝนตกเกือบทุกวัน

ตามสถานที่เที่ยวเหมือนกันเจอแดดเปรี้ยง ๆ ผ่านไปแป๊ปเดียวฝนตกมาแล้ว จากฟ้าใส ๆ มาเป็นเฆมครึ้มขาวโพลนถ่ายรูปไม่สวยแล้ว ... เลยแนะนำว่าถ้าเจอแดดดี แสงดี อยากไปเที่ยว ไปถ่ายรูปรีบทำเวลาด่วนเลย ก่อนฝนตกแล้วอดไป




9. แนะนำอีกเรื่องที่ Kolkata หากใครอยากแวะไปเที่ยวในเมือง เราไปถามแท๊กซี่ที่สนามบิน โอ้โหเจอโขกเลือดสาดมาก ก็แท๊กซี่เหลืองที่เป็นสัญลักษณ์ของ Kolkata นั่นหล่ะ แม้จะเรียกจากเคาน์เตอร์สนามบินก็ตาม แถมรถไม่มีแอร์อีกด้วยนะ จากสนามบินเข้าเมืองเจอไปเปิดราคาที่ 800-900 รูปี

เลยอยากแนะนำนี่เลย Uber อินเดียจ้าาาาา เรียกจากสนามบินเข้าเมือง หรือจากเมืองกลับสนามบินขาละประมาณ 400-450 รูปีเอง ราคาถูกกว่ามาก แถมมีแอร์เย็นฉ่ำสบายไม่ร้อนด้วย




10. ทีนี้เราเคยไปมาแล้วสองที่ทั้ง Sikkim & Darjeeling และก็ Leh Ladakh วิวมันธรรมชาติ ภูเขา ทะเลสาบ แม่น้ำต่าง ๆ แบบดูคล้าย ๆ กัน ... ก็มีเพื่อนมาถาม ที่ไหนสวยกว่ากัน ถ้าให้เลือกได้ที่เดียว หรือจะไปเทีี่ยวครั้งแรก ควรเลือกไปที่ไหน !!! ???

ก็ขอแชร์ความเห็นส่วนตัว (ย้ำอีกที !!! ความเห็นส่วนตัว คนอื่นอาจคิดไม่เหมือนกัน) การไปเที่ยวทั้งสองที่ออกแนว นั่งรถจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เพื่อเที่ยวชมธรรมชาติภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และก็ วัดวังต่าง ๆ แม้มาแนวคล้ายกันทั้งสองที่ แต่ก็มีจุดที่ต่างอยู่เล็กน้อยในความคิดเรา

    • Leh Ladakh ... เปรียบเหมือนกับ " ราชันย์แห่งภูผา " คือ วิวภูเขาที่ Leh จะเห็นได้จากระยะไกล ลูกเบิ้ม ๆ เน้นอลังการ มองเห็นได้สุดลูกหูลูกตา ... แล้วจะเป็นแบบภูเขาแห้งแล้งหาสีเขียวบนภูเขาไม่ค่อยเจอ วิวดูยิ่งใหญ่ทรงพลัง ดูเวอร์วังอลังการ แล้วท้องฟ้าใสกิ๊ก ถ่ายรูปไงก็สวย แม้แต่วิวข้างทาง ก็ชวนให้เราต้องสตั๊นอ้าปากอ้างได้ตลอดเวลา คือ พูดง่าย ๆ สวยทั้งจุดหมายที่จะไป และระหว่างทางที่ไป
    • Sikkim ... เราเปรียบเหมือน " ราชินีแห่งขุนเขา " คือ วิวภูเขาเหมือนกัน แต่เป็นเขาสีเขียวมีต้นไม้ขึ้นตลอดทาง โดยรถเราต้องขับไต่ถนนขอบผาตามหุบเขาแทบตลอด เลยไม่ค่อยเห็นวิวระยะไกล มองไปทางไหน ก็ภูเขา หุบเขาวนไปวนมา ... แล้วพอเป็น ราชินีแห่งขุนเขาที่อินเดีย ก็ต้องขี้อายนิดนึง วิ่งหลบแอบหลังต้นไม้ ตามสไตล์หนังแขก ... เพราะอากาศที่นี่เปลี่ยนตลอด ฝนตกบ่อย ฟ้าครึ้มสีขาวตุ่นทั้งวัน เป็นผู้หญิงขี้อายทำให้ถ่ายรูปวิวระหว่างทางได้ยากหน่อย

เอาเป็นว่า เราต้องขอยกให้ Leh Ladakh เฉือน Sikkim ไปครึ่งช่วงตัว เพราะ Leh สวยจริง สวยตลอดทาง ส่วน Sikkim ตามทะเลสาบ หรือจุดชมวิวต่างก็สวยไม่แพ้กันนะ ... แต่ถ้านับวิวระหว่างทางด้วย เพราะเราต้องอยู่บนรถนานทั้งคู่ อันนี้ต้องยกให้ Leh จริง ๆ

แต่เดี๊ยวก่อน เราไม่ได้กำลังบอก Sikkim ไม่โอเคนะ (อย่าพึ่งชิงปิดกระทู้ไปก่อน ฮ่าฮ่าฮ่า) คือ เราไป Sikkim เราก็ชอบ โดยเฉพาะที่ Lachung & Yumthang โคตรสวยเลย สวยจนแทบลืมหายใจ

และอย่างว่าอันนี้ เราเปรียบเทียบจากคนละช่วงฤดู เพราะเราไป Leh Ladakh ตอนใกล้หน้าหนาว (ปลาย ต.ค.) ฟ้าก็เลยใสกิ๊ก และมีใบไม้เปลี่ยนสีด้วย ... ส่วน Sikkim เราไปตอน เม.ย. ไม่ใช่หน้าหนาว เลยเจอฝนเยอะหน่อย เพราะคนขับรถที่ Sikkim ก็บอกถ้ามาตอนปลายปีเป็นช่วง Peak season ของ Sikkim อากาศจะดีกว่านี้มากมาย

และอีกประเด็นนึงที่อยากให้คิดกันด้วย คือโรค Altitude Sickness เพราะ Leh Ladakh อยุ่บนพื้นที่สูงกว่า Sikkim ค่อนข้างเยอะ (ดูตามรูปเปรียบเทียบข้างบน) โอกาสที่อาจเป็น Altitude Sickness ก็มีเยอะกว่า ดังนั้นใครจะไป Leh ก็อาจต้องเตรียมยา เตรียมร่างกายให้พร้อมนิดนึง

อ่ะสรุป ของสรุปอีกที ... ถ้าเลือกไม่ถูกก็จัด ไปมันทั้งสองทริปเลย ทั้ง Leh Ladakh และก็ Sikkim & Darjeeling รับรองสวยแน่นอนทั้งสองที่ ฮ่าฮ่าฮ่า

แล้วเผือใครสนใจหาข้อมูล ทริปใบไม้เปลี่ยนสีที่ Leh ก็อ่านดูตามลิงค์ด้านล่าง มีสองเวอร์ชั่นให้เลือก แบบ Mini-Review หรือเวอร์ขั่นฉบับเต็ม

+++ Autumn Trip : Mini-Review ... ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ LEH LADAKH +++
https://th.readme.me/p/7910

+++ LEH LADAKH Trip : ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เลห์ ลาดักส์ ... เวอร์ชั่นฉบับเต็ม +++
https://th.readme.me/p/9000

ก็ปูพื้นแนะนำกันไปคร่าว ๆ แล้ว ถ้าใครมีคำถามสงสัย เรื่อง Sikkim เพิ่มเติมจากนี้ (หรือ Leh Ladakh ด้วยก็ได้นะ) ก็สอบถามพูดคุยกันมาได้ ตามเพจด้านล่าง

FB: https://www.facebook.com/JoinMe2TheWorld



อ่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า โม้มาเยอะแล้ว ... ทริป Sikkim ที่ไปมานี้ ได้เจอกับวิวยอดภูเขาสูงเสียดฟ้า ฟินกับหิมะปุยขาว ๆ และก็ถนนโค้งไปแล้วก็โค้งมา มันจะเป็นอย่างไร ... ใครพร้อมแล้ว ตามมาได้เลย : )



#JoinMeToSikkim #Day1

วันเเรกการเดินทางเครื่องออกตีห้าต้องบินจากไทยไปลงที่ Kolkata หลังจากนั้นก็จะต่อเครื่องไป Bagdogra อีกที ก็พึ่งเคยใช้บริการ spice jet เป็นครั้งเเรก

ความบันเทิงเริ่มตั้งเเต่เคาน์เตอร์เช็คอิน ยันขึ้นเครี่อง นึกว่าอยู่กลางย่านตลาดพาหุรัด เสียงพี่บังตะโกนคุยข้ามหัวข้ามเก้าอี้กันสนุกสนามมาก ก็ต้องทน ๆ ไป ดีว่าง่วงเพราะไม่ได้นอนเมี่อคืน ก็พยายามข่มตาให้หลับ ที่จริงก็หลับ ๆ ตื่น ๆ มาพยายามเรียกสติให้เต็มที่ก็ตอนถึง Kolkata หกโมงเช้าเลย (เวลาที่อินเดีย ช้ากว่าที่ไทย 1 ชั่วโมงครึ่ง)

ถึง Kolkata แล้วต้องรอ 7 ชม. เพี่อต่อเครื่องไป Bagdogra ว่าจะหาที่บริการฝากกระเป๋าในสนามบิน แล้วไปเเวะเที่ยวในเมือง Kolkata ก่อน เลยไปลองถามที่เคานเตอร์ spice jet ขาออกว่าเช็คอินเลยได้ไหม จะได้ไม่ต้องฝากกระเป๋าที่อี่น

ก็เดินลากกระเป๋าเดินเปลี่ยน จากฝั่งขาเข้ามาเป็นฝั่งขาออก พอเข้าไปใน Gate ฝั่งขาออก เพื่อไปถาม ที่เคาน์เตอร์ spice jet เลยบางอ้อพึ่งรู้ว่าพี่อินเดียมีกฎ ผู้โดยสารที่เข้าประตู Terminal มาแล้ว อีนี่จะห้ามนายออกไปไหน นะจ๊ะน๋ายยยจ๋าาา

เค้าอนุญาตให้ออกเฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เพราะมีทหารถือปืนเฝ้าหน้าประตูทางออกเลย อ่ะหลวมตัวเข้ามาแล้วออกไปข้างนอกไม่ได้ เเต่ยังดีสายการบินให้เช็คอินกระเป๋าก่อนได้ เลยไม่ต้องเเบกของพะรุงพะรังเดินไปมา

หมดห่วงเรื่องกระเป๋าสัมภาระ ก็ไปหาข้าวในสนามบินกินรองท้องก่อน ก็ลองวัดดวงที่ร้าน Wow Momo ในสนามบินดู Momo ร้านนี้ก็ใช้ได้อร่อยดี ... เรียกว่าทริปนี้ Momo (ซาลาเปาอินเดีย มีทั้งแบบทอดแบบนึ่ง) เป็นอาหารประจำทริปของพวกเราเลยทีเดียว เพราะมีทุกร้านกินข้าวต้องสั่ง Momo เกือบทุกร้าน

- Momo ทอดไส้ไก่ ที่สนามบิน อร่อยใช้ได้เลย -

- อันนี้คล้ายเกี๊ยวซ่า แต่เป็นไส้ผักก็รสชาติโอเคได้อยู่นะ -

-ภาพอาคารสนามบิน Kolkatta ใหม่กิ๊กเลย ข้างบนเพดานทำเป็นสวยอักขระโบราณสวยดี -


หลังจากกินกันเสร็จก็ไป Sight Seeing Kolkata จากในฝันเอาแล้วกัน คือเหนื่อย ก็นอนหลับพับบนเก้าอี้ในอาคารผู้โดยสารนั่นหล่ะ ก็รอจนเครื่องไป Bagdogra ออกตอนบ่ายโมง

พอได้เวลาขึ้นเครื่อง ก็บินอีกชั่วโมงกว่าไปยัง Bagdogra เเต่ยังไม่ถึง Sikkim นะ คือต้องนั่งรถจาก Bagdogra เพื่อไป Gangtok อีก (เมืองหลวงของรัฐ Sikkim) ... พอทุกคนรับสัมภาระจากสายพานเรียบร้อย ก็ออกไปเจอคนขับรถที่นัดไว้ให้มารอรับที่สนามบิน เพื่อนั่งรถอีกหลายชั่วโมงจนมาถึ่ง Gangtok ตอนหัวค่ำ

สรุปออกจากกรุงเทพฯ ตอนตีห้า แต่เดินทางมาถึงโรงแรมที่ Gangtok , Sikkim ตอนทุ่มกว่า เเค่วันเเรกก็หมดเเรงข้าวต้มกันไปแล้ว เดินทางกันได้ทรหดจริง ๆ ทริปนี้ - -"

- ถ่ายจากบนรถที่ออกจาก Bagdogra กำลังมุ่งหน้าไป Gangtok



#JoinMeToSikkim #Day2

วันนี้เริ่มมีแพลนไปเที่ยวที่ Tsomgo เป็นทะเลสาบ อยู่สูง 3,752 เมตรจากระดับน้ำทะเล ก็นัดรถให้มารับออกจากโรงเเรมที่ Gangtok ตอนเก้าโมง เลยมีเวลาเหลือตอนเช้า ไปเดินเล่นที่ตัวเมืองตรงแถวถนนคนเดินก่อน

- ภาพตัวเมือง Gangtok ยามเช้า อากาศกำลังเย็นสบาย ออกไปเดินเล่นดีกว่า -



- สภาพตัวเมือง ก็เป็นตึกที่สร้างบนภูเขากันจนเต็มพื้นที่เลยทีเดียว -


- ยิ่งถ่ายจากระยะไกลยิ่งเห็นชัด เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สร้างบนภูเขา -


- ก็เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยจนมาถึง M.G. Road ที่มีอนุเสารีย์ของท่านมหาตมะคานธี -


- มาเช้าไปหน่อย ... ร้านค้ายังไม่เปิดเลย ฮ่าฮ่าฮ่า -



- ก็ดูภาพบรรยากาศยามเช้าที่ M.G. Road และบริเวณข้างเคียงกันยาว ๆ ไป -




พอใกล้ได้เวลานัด ก็เดินกลับมาโรงแรม รออีกสักพักรถก็มารับเพื่อเดินทางไป Tsomgo กัน ก็เริ่มขับรถมุ่งหน้าออกไปทางนอกเมือง มองย้อนกลับมา อืมมม ... สร้างบ้านสร้างอาคารกันเก่งจริง ๆ สร้างบนภูเขาทั้งลูกกันเลยทีเดียว



ก็ขับรถกันไป ทางเริ่มไต่เขาเรื่อย ๆ เจอจุดตรวจ permit ตรวจเอกสารกันจริงจังไม่ใช่น้อย ทำให้รถติดยาวเป็นกิโลฯบนเขา


พอผ่านด่านตรวจมาได้ รถค่อยเเล่นชิวหน่อย แต่ทางก็เป็นสองเลนสวน ทางชันขึ้นเขาตลอด แล้วสภาพถนนก็ค่อนข้างเเย่ หลุมบ่อเพียบ ยิ่งตอนสวนกันทีมีระทึกสุด ๆ จะตกเขาไหมฟ่ะนั่น



- จังหวะนี้ก็ลุ้นสุด ๆ คือขับสวนกลับรถบรรทุก ที่ริมขอบถนนก็ผาสูงชัน -



- รถบรรทุกวิ่งสวนมาแล้ว ถนนแคบมากข้างทางไม่มีที่กั้นด้วย คือขับพลาดก็ล่วงไปก้นภูเขาได้เลย -


- คิวคันเราต้องเบียดกับรถบรรทุกบ้างแล้ว คือดีนะอยู่เลนใน อยู่เลนนอกคงมีช็อค -


- คือทางจะสูงเลาะขอบผา ถนนจะแคบ จะชันอย่างไง เข้ากี่โค้งก็ตาม ... พี่คนขับเค้าใส่กันไม่ยั้ง -


และจังหวะเข้าโค้งกันมันส์ ๆ อยู่ ก็เพิ่มความระทึกไปอีกขั้น ... ตรงที่ขับ ๆ อยู่ รถของพวกเราดันความร้อนขึ้น ควันโขมงไปต่อไม่ไหว ต้องจอดหยุดให้เครื่องเย็นพักใหญ่ ... ตามรูปก็นั่นหล่ะ รถที่จอดเปิดฝากระโปรงคันขวามือ รถเราเองที่จอดพักเครื่อง ฮ่าฮ่าฮ่า


พอพักรถเครื่องเริ่มเย็น พี่คนขับก็กวักมือให้ไปต่อ เพื่อทำเวลาไปยัง Tsomgo ตอนนี้เราเริ่มอยู่สูง อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้หนาวมาก ... แล้วที่แปลก คือ เริ่มเห็นเกล็ดน้ำแข็งขาว ๆ จับตามพุ่มหญ้า หรือต้นไม้ข้างทาง บางกองใหญ่สูงเป็นเมตรเลยก็มี คือ เรียกว่าแม่คะนิ้งตามดอยที่ไทยอายไปเลย เจอแม่คะนิ้งที่ทางขึ้น Tsomgo เข้าไปนี่


- สังเกตุดูในภาพ จะเริ่มมีกองเกล็ดน้ำแข็งขาว ๆ ตามริมทางถนน -


ยิ่งขึ้นสูงอากาศก็เริ่มหนาวขึ้น แล้วพอมาถึงจุดพักรถ ก็มีจอดพักยืดเส้นยืดสาย พร้อมไปจิบชานมเพิ่มความอุ่นให้ร่างกายกันหน่อย ... ก็ใกล้ถึงทะเลสาบ Tsomgo อีกไฮไลท์ของทริปนี้แล้ว



ณ จุดนี้คงต้องเรียกว่า เริ่มเห็นหิมะจับตัวขาวโพลนบนภูเขาเต็มไปหมดหล่ะ ไม่ใช่แค่เป็นเกล็ดน้ำแข็งที่กองอยู่ตามพื้นถนนเหมือนช่วงที่ผ่าน ๆ มา


จากที่ขับไปก็โยกหัวเป็นชาวร็อคกันมาตลอดทาง ประมาณเกือบสามชั่วโมง รวมรถเสีย รวมจอดพัก ก็ถึงทะเลสาบ Tsomgo จนได้ แล้วฟ้าใสเคลียร์มาก แสงสวยแดดส่องลงที่ทะเลสาบพอดี ก็ถ่ายรูปกันเพลินไปเลย เเต่ลมพัดอย่าพัดมานะ ลมตีมาวูนนึงหนาวโฮกกก อุณหภูมิน่าจะประมาณ 4 องศาได้






เริ่มออกไปเดินหามุมถ่ายรูปเล่นกันรอบทะเลสาบ บรรยากาศแบบดีงามตามท้องเรื่อง ผู้คนก็เยอะอยู่ แต่ไม่ได้เบียดเสียดกันเท่าไร ก็เดินสวนกันไปกันมา มีต้องหลบ Yak กันบางช่วง เพราะเค้ามีบริการเอา Yak มาให้นักท่องเที่ยวขี่ชมรอบทะเลสาบด้วย







พอเดินมาได้สักพักนึง เฆมครึ้มก้อนใหญ่มาเลย บังเเสงซะมิด จากภาพสดใสสไตล์ฟรุ้งฟริ้ง เป็นฟ้าปิดแสงไม่มี ... แอบคิดเข้าข้างตัวดี ฟ้าครึ้มก็ดีมารอบเดียวได้เจอ สองบรรยากาศเลย

ทีนี้พอยิ่งไม่มีเเดด เลยยิ่งหนาว เเต่ก็ทนอยู่ต่อกันอีกพักใหญ่ เดินวนเล่นรอบทะเลสาบ ถ่ายรูปเล่นหิมะเก๋ ๆ เมษาที่ไทยร้อนใช่ไหม ที่นี่ลมพัดทีไข่เเทบเเข็ง ฮ่าฮ่าฮ่า


สุดท้ายได้เวลาขึ้นรถกลับเข้าเมือง นั่งรถไปพักเดียว ฝนตกลงเม็ดหนักเอาเรื่อง ทำให้ตีรถขากลับเข้าเมือง ข้างทางมีหมอกตีขึ้นคลุ้งเต็มไปหมด แถมมีลูกเห็บลงบางช่วง เพลินกันครบทุกอากาศเลย

พอฝนตกถ่ายรูปวิวข้างทางไม่ได้ ก็หลับยาวเลยจ้าาาา ... มาตื่นตอนถึงเมืองหยุดตกพอดี ก็เข้าที่พักเก็บของแล้วก็ชวนกันออกไปเดินที่ถนนคนเดินต่อ พร้อมกับหาร้านข้าวกินด้วย เย็นวันนั้นลองไปกินที่ร้านดังที่ Gangtok ชื่อร้าน Taste of Tibet อยู่ตรงถนนคนเดิน ก็อร่อยดีนะ

กินเสร็จก็แยกย้ายกัน ไปเดินช้อปปิ้งต่ออีกสักพัก แล้วก็เดินกลับโรงเเรมไปนอนพักเอาแรง เพราะรุ่งขึ้นมีทริปที่ต้องนั่งรถสะท้านก้นกบจาก Gangtok ไปยัง Lachung ที่อยู่ตอนเหนือกัน : )


#JoinMeToSikkim #Day3

วันนี้แพลนออกจาก Gangtok เพื่อมุ่งหน้าไปเมือง Lachung ซึ่งเป็นเขต North Sikkim รับรองนั่งรถกันเมื่อยเมื่อยแน่วันนี้ ก็ตื่นแต่เช้าออกไปเดินถ่ายรูปเล่นในตัวเมืองก่อน อากาศเย็นสบาย ก็เดินถ่ายไปเรื่อยเปื่อยตามประสา


พอได้เวลาก็เดินกลับโรงแรมมาเก็บของแล้วเช็คเอาท์ เพราะเราต้องไปค้างที่ Lachung สองคืน ตอนกลับมา Gangtok อีกคืนก็เปลี่ยนโรงแรมนอน ไม่ได้นอนโรงแรมเดิม ... ขนของขึ้นรถเสร็จ ก็ออกเดินทางกันเลย หลังออกจาก Gangtok สักพัก ก็เจอป้ายต้อนรับ Welcome to North Sikkim ... โอเคแปลว่าคนขับรถมาถูกทางหล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า


วันนี้เฆมเยอะแสงน้อย ฟ้าครึ้มตลอด แถมมีฝนตกมาบางช่วงอีกด้วย ... นอกจากจุดหมายที่ปลายทางคือ Lanchung ระหว่างทางไกด์ของเราจะพาแวะ น้ำตก น้ำตก และก็น้ำตก เลยว่าแวะน้ำตกมันทั้งวัน แวะไปสามน้ำตก ... แล้วหาน้ำตกจากไหน ก็แวะเอาจากข้างทางนั่นหล่ะ เจอแล้วจอดเลย เพราะถนนที่ขับผ่านไป Lachung มันเป็นทางเลาะภูเขา ขับเลียบผาไปมา เลยมีจุดที่น้ำไหลลงมาเป็นสายน้ำตกหลายจุดเลย

- น้ำตกแรก ชื่อ Seven Sisters Waterfalls หรือ น้ำตกเจ็ดสาวน้อย (ชื่อไทยเรามัวเอง ฮ่าฮ่า) -


- น้ำตกแห่งที่สองที่แวะชื่อ Naga Waterfall -

ก่อนที่จะเอียนน้ำตก ก็มีแวะกินข้าวระหว่างเป็นร้านอาหารอินเดียบุฟเพต์ อารมณ์จุดจอดให้แวะกินข้าวระหว่างทาง ประมาณร้านหม้อแกงแม่กิมลั้ง ... เพราะลงจากรถเข้าไปถึงกับพงะ ร้านเล็ก ๆ ก็จริง แต่เจอพี่บังนั่งกันแน่นร้าน แล้วพวกเราจะไปนั่งเบียดที่ไหนเนี่ยะ

ไกด์บอกพวกยูวว์ ไม่ต้องห่วงไป ว่าแล้วตะโกนสั่งพนักงานเป็นภาษาอินเดีย พนักงานเดินมาโค้งพาไปห้องพิเศษหลังร้าน ... น่านนนน VIP ได้อีก แต่ดูแล้วเหมือนเป็นห้องนั่งเล่น ของเจ้าของร้านมากกว่าไว้รับลูกค้าจริง ๆ ... แต่เอาเหอะนั่งกินหล่ะหิว มื้อนั้นรสชาติอาหารเฉย ๆ พอกินได้ ... แต่การบริการที่พวกเราได้รับระดับมหาราชาเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

พี่พนักงานกับไกด์เรา เดินมาดูตลอด อะไรหมดขาดเหลืออะไร เดี๊ยวจัดให้ได้ ... แทบจะมาจับช้อนประคองข้าวเข้าปาก หรือถ้าเคี้ยวข้าวแทนได้ คงเคี้ยวแทนไปหล่ะ กินเสร็จก็ต่อเมนูของหวาน คือไอติมตู้หน้าร้านอาหารนั่นหล่ะ ลองคนละรสสองรส อืมมม ไอติมโอท๊อปอินเดียรสชาติดีเยี่ยม ในราคามหามิตรภาพ : P


อิ่มท้องแล้ว ก็ออกเดินทางกันต่อ เรียกว่า นั่งรถกันทรหดจริง ๆ นอกจากขับเลาะเขาให้เสียวตกไปเล่นแล้ว ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นระยะ ๆ ... แล้วที่หนีไม่พ้นเลยจริง ๆ ก็คือ ทางโค้งไป แล้วก็โค้งมา เรียกว่า ทางเส้นแม่ฮ่องสอนที่ว่าแน่ ๆ ชิดซ้ายตกขอบไปเลย เพราะ Sikkim ทางโค้งมันเยอะจริงๆ เยอะจนทีมงานในรถมีอ้วกพุ่งกะทันหัน บอกให้คนขับรถจอดแทบไม่ทัน ฮ่าฮ่าฮ่า

- ดูเอาเหอะ ทั้งแคบเป็นเลนสวนทั้งขับเลาะเขา ... ขับไม่ดี ตกไปก็ไม่ต้องคิดหล่ะรอดไหม -



และแล้วก็มาถึงน้ำตกแห่งที่สาม ที่ชื่อ Bhim Nala Waterfalls จริง ๆ มีเยอะกว่านั้นตามข้างทาง แต่ไม่ได้แวะ ... อืมมมม วันนี้ทางรัฐบาล น่าจะประกาศให้เป็น วันท่องเที่ยวน้ำตกเเห่งชาติของอินเดีย (ประชดน่ะ)



ระหว่างที่แวะน้ำตก Bhim Nala Waterfalls ฝนจากที่แค่โปรย ๆ ก็ยกระดับความรุนแรง เป็นตกเม็ดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ... ค่อย ๆ ขับกันมาเรื่อยจนถึง Lachung ก็ตอนเย็นหล่ะ ลงจากรถเข้าโรงแรม เจอลมพัดทีตัวแทบแข็งอากาศเย็นมาก

และประเด็นสำคัญที่พวกเราต้องลุ้น คือ พรุ่งนี้จะขึ้นไป Yumthang Valley กับ Zero point ถนนทางไปจะเปิดไหม เพราะฝนตกหนักอย่างนี้ ก็ต้องลุ้นกันไป ส่วนมื้อเย็นก็โนชอยส์ ต้องสั่งกินอาหารที่โรงเเรม บวกถลุงมาม่า กับของปลากระป๋องที่เเบกกันมา ก็รอดไปได้อีกมื้อ เเล้วเเยกย้ายกันนอน



#JoinMeToSikkim #Day4

หลังจากฝนตกหนักมาทั้งคืน แต่พอตื่นมาเช้านั้น Lachung ฟ้าใสมาก มองออกจากโรงแรมที่พักไปเจอวิวภูเขาใหญ่โอบล้อมตัวเมือง Lachung ไว้แทบจะเกือบทุกด้าน เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์จริง ๆ

และก็ตามคาดจากเมื่อวานที่ฝนตกหนักตลอดคืน ทำให้เช้านี้พวกเราขึ้นไปจุด Zero point ไม่ได้ เพราะหิมะมาบล็อคถนนทางขึ้น Zero point เอาไว้ โดยเราจะไปได้ถึง Yumthang Valley และต่อไปไกลที่สุด ณ จุดอีก 8 กิโลก่อนถึง Zero point เท่านั้น T_____T

ไกลกว่านี้ห้ามรถวิ่งไปต่อแล้ว ก็ตามนั้น ไปได้ถึงแค่ไหนก็แค่นั้น เพราะเดินทางมาถึง Lachung แล้วนิ ... พอรถมารับที่โรงแรม ก็ขึ้นรถแล้วเดินทางไปกันเลย


-หน้าโรงแรมอยู่จุดหลักกิโล ที่ Lachung 1 กม.พอดี ... ก็เริ่มจากตรงนี้แล้วไปลุย Zero Point กัน -




- ออกจากตัวเมืองก็มีด่านตรวจ Permit ... เสร็จแล้วก็เป็นทางถนนชันไต่ขึ้นเราไปเรื่อย ๆ -



ภาพที่มองออกจากหน้าต่างรถ เป็นภาพภูเขาที่มีหิมะเต็มไปหมด เมื่อมาเทียบกับขนาดรถของพวกเรา ก็กลายเป็นรถของเด็กเล่นคันจิ๋วไปเลย แล้วฟ้าใสมาก ถ่ายรูปยังไงก็สวย ก็ขับลุยไต่ขึ้นเขากันไป ยิ่งสูงขึ้นก็เริ่มเจอหิมะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ



แม้จะขึ้น Zero point ไม่ได้ ... แต่ยังไงธรรมชาติก็มีแอบเซอร์ไพส์ ให้รางวัลปลอบใจพวกเราเล็ก ๆ เพราะ บริเวณป่าสนหลังเข้าเขต Yumthang Valley มีหิมะเกาะอยู่เต็มป่าสนเต็มไปหมด

หิมะลงมาปกคลุมหนาเพราะเกิดจากฝนตกเมื่อวาน มาปะทะอากาศเย็น ก็เลยกลายจับตัวเป็นหิมะขาวโพลนเต็มไปหมด มองไปคือบรรยากาศสองข้างทางสวยมาก ... สวยจนต้องคิดว่า เอ้ยยย !!!! เราอยู่อินเดีย หรืออยู่ในเมืองเทพนิยายกันแน่ เพราะมันสวยงามจนบรรยายไม่ถูก



พอขับรถมาถึง Yumthang Valley ตามเแผนเราจะต้องเเวะ Yumthung ขากลับ ... เเต่จากวิว ณ ตอนนั้น เวลานั้น โคตรแห่งความสวย ชาวคณะอดใจกันไม่ไหว ... เลยขอจอดถ่ายรูปที่ Yumthung กับวิวลานหิมะสุดลูกหูลูกตากันก่อนแล้วกัน อ่ะไปดูภาพเอาแล้วกัน ว่าวิวสวยจนต้องกราบงาม ๆ เป็นอย่างไง




ไกด์เราดูท่าหล่ะ พวกนี้มันไม่หยุดถ่ายแน่ ๆ ต้องกวักมือเรียกตามมาให้ขึ้นรถขับไปกันต่อ ... ก็ขับไต่เขาขึ้นสูงไปเรื่อย แม้ทางไปต่อจากนี้จะแย่มาก สภาพถนนเละไปหมด

เเต่วิวสวยแบบไม่เกรงใจเมมโมรี่กล้อง เพราะหันไปทางไหนก็โดนไปหมด ทั้งสองฝั่งถนนสวยเหมือนภาพวาด กิ่งใบต้นสนที่มีหิมะเกาะเต็มไปหมด ... คือ ก็ไม่รู้เป็นโชคดี หรือโชคร้าย ที่ฝนตกหนักเมื่อคืน แม้ไปไม่ถึง Zero point เเต่แลกกับได้วิวเเบบนี้แทน



-มองย้อนกลับไปไกล ๆ ก็คือ Yumthang Valley ที่เราพึ่งแวะกันมา -


- ก็ขับรถไต่ระดับความสูงกันไปเรื่อย ๆ -




ออกจาก Yumthang มาอีกประมาณชั่วโมงกว่า เราก็ถึงจุดสูงสุดที่รถวิ่งถึงได้วันนั้น ... คือ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าจุดไหนอ่ะนะ ก็เลยแบบขอมโนเอาเองว่านั่น คือ จุด Zero Point Five

ใกล้กันหล่ะ 0.5 ก็เกือบ 0 แล้ว อีก 8 โลเอง ฮ่าฮ่าฮ่า ... จุดนี้เป็นลานโล่งๆ มีหิมะ วิวด้านหลังเป็นเทือกเขา
คือ ความรู้สึกตอนนั้น ไม่รู้พูดบ่นในใจกับตัวเองไปกี่พันรอบ ทำไมวิวมันสวยโคตร ๆ อย่างนี้อ่ะ ... ก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปกันเข้าไป กดจนแทบนิ้วล็อค ฮ่าฮ่าฮ่า


- สูงกว่านี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะหิมะบล็อคทางถนนไว้ ... เลยเห็นรถจอดเรียงกันเป็นแถว -



- ได้เวลาลงสำรวจพื้นที่แล้ว ... ไป ๆ ๆ ออกไปเดินเล่นกัน -




- ที่เห็นอยู่ ด้านหน้าไกลลิบ ๆ น่านคือ Zero point ที่ไปไม่ได้ ใช่ม๊ายยยย T__T -




แล้วก็ได้เวลาลง จากจุด (เกือบจะ) Zero Point ไปยัง Yumthang Valley ... จากที่ตอนเช้าฟ้าใสอยู่ดี ๆ แล้วก็ตามสูตรเดิม เหมือนเป็นโค้วต้าที่สิกขิม ที่หลังเที่ยงเฆมต้องครึ้ม แดดเริ่มหมด แล้วเเสงก็น้อยลงเรื่อย ๆ

ระหว่างทางที่ขับรถลงมากัน หิมะข้างทางก็ละลายไปเกือบหมดแล้ว ... จนมาถึง Yumthang ก็นับเป็นโชคของพวกเรามาก ที่เมื่อเช้าขาเเวะลงที่ Yamthung ก่อน ... ไม่งั๊นมีเงิบแน่

เพราะ Yumthung ตอนเช้าที่เห็นเป็นทุ่งหิมะ เหมือนวิวสวิสฯ ... แต่พอตอนบ่ายๆ หิมะหาย กลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยววัวหลังแฟลตปลาทองไปแทนแล้ว






- อ่ะสองเทียบให้ดูมุมเดียวกันชัด ๆ ระหว่างภาพแรกเป็นวิวตอนบ่ายที่กลับมาอีกรอบ -

- ภาพที่สองเป็นวิวตอนเช้าที่แวะก่อน แล้วเจอวิวหิมะจัดเต็ม -



เสร็จแล้วก่อนจะตีรถยาวไป Lachung เพื่อนอนค้างอีกคืน พอกลับไปถึง Lachung เห็นแสง ยังพอได้ เลยไปเดินถ่ายรูปเล่นในหมู่บ้านก่อน แล้วค่อยเข้าเข้าโรงแรมไปพัก กินปาร์ตี้มาม่า แล้วแยกย้ายกันไปนอนเอาแรง



#JoinMeToSikkim #Day5

บิดขี้เกียจตื่นตอนเช้า อากาศประมาณ 10 องศา แทบไม่อยากลุกจากผ้าห่มที่เตียงเลย ... แต่วันนี้ต้องกลับไป Gangtok แล้ว ยอมตื่นไปเดินเล่นถ่ายรูปบรรยากาศตอนเช้าใน Lachung ดีกว่า

Lachung เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ดังนั้นวิวเกือบ 360 องศารอบเมือง คือภูเขา มองไปทางไหนก็เจอภูเขา แล้วเนื่องจากเป็นเมืองที่มีขนาดเล็ก จนอยากเรียกว่าเป็นหมู่บ้านก็ได้นะ เพราะเดินไปเดินมาก็เกือบจะทั่วแล้ว ฮ่าฮ่าอ่า


- เช้านี้มีไกด์เจ้าถิ่น "เจ้าแบล็ค" คอยดูแลด้วย จะเดินไปไหน ก็เดินตามเราตลอดเป็นชั่วโมงเลย -



เดินถ่ายรูปเล่นเสร็จ ก็กลับมาเก็บของ แล้วประมาณเเปดโมงครึ่ง ก็ออกเดินทางกลับ Gangtok นั่งรถย้อนกลับไปทางเดียวกันจากขามานั่นหล่ะ ... ระหว่างทางไกด์ของเรา ก็มีพาเข้าเเวะเข้าวัดอีกสักที่ด้วย ถามชื่อมาแล้ว เเต่จำชื่อไม่ได้อ่ะ - -"



หลังจากแวะวัดเสร็จ ก็ขับรถยาว ๆ กลับไป Gangtok เลย ก็ทำเวลาได้ค่อนข้างดี เพราะไปถึง Gangtok ตอนบ่ายสามโมงครึ่งเอง สงสัยเป็นขาลงจากเขามั๊ง รถเลยขับได้ไวกว่า ... ทีนี้มาถึงโรงแรมที่ Gangtok เร็ว ก็เลยเเพลนหาที่เที่ยวเพิ่มกัน เพราะเวลาเหลือ

ก็เลือกไปกันที่วัด Rumtek ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่สุดใน Sikkim โดยตัววัดจะอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ชม. ก็เหมาเเท๊กซีไปกันคันละ 1,100 รูปี คันนึงนั่ง 4 คน ราคานี้รวมรอรับพวกเรากลับแล้วนะ




ก็อยู่กันที่วัด Rumtek ยันพระอาทิตย์ตก พอแสงหมดจึงค่อยนั่งรถกลับเมีอง ระหว่างทางเนื่องจากวัด Rumtek อยู่บนเขาอีกลูกตรงข้ามกับตัวเมือง Gangtok

พอมองย้อนไปที่ตัวเมือง Gangtok จะเห็นตึกอาคารต่าง ๆ เปิดไฟจนภูเขาสว่างไปทั้งลูก ... โอ้โหหหห !!! เป็นเมืองบนเขาที่ใหญ่จริง ๆ แล้วดูสวยดี ก็เลยขอให้ลุงขับแท๊กซี่จอดรถ ให้พวกเราถ่ายรูปเมือง Gangtok กันแป๊ปนึง

- ตัวเมือง Gangtok ตอนเปิดไฟเวลาตอนกลางคืน ... เป็นเมืองบนเขาที่ใหญ่มว๊ากกก -



- Gangtok แบบเบลอ ๆ ... ปรับโฟกัสให้เป็นโบเก้ดวง ๆ -


- Gangtok แบบโบเก้เล็ก ระยิบระยับ ... อืมม แบบนี้ไปถ่ายกรุงเทพก็ได้ม่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า -


เสร็จก็นั่งรถเข้าเมือง มาหาข้าวกินที่ถนนคนเดินตามสูตร วันนี้กินร้าน The Coffee Shop แต่งร้านเหมือนร้านอาหารกึ่งร้านกาแฟที่บ้านเราหล่ะ .... อาหารรสชาติโอเค เป็นแบบแนวอาหารตะวันตก สเต๊ค เบอร์เกอร์ สปาเก็ตตี้ พิชช่า ไก่ทอด (ไก่ทอด อันนี้อร่อยมาก ชื่อเมนู Italian Chicken Popcorn ... ต้องสั่งเบิ้ลสองจาน) ที่ร้านมีของหวานให้เลือกกินด้วย เรียกว่าคาวหวาน จบในร้านเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า ... แล้วผจก.ร้านแต่งตัวได้เนี๊ยบมาก ไว้หนวดตามสไลต์ฮิปเตอร์เลย

- ภาพบรรยากาศร้าน The Coffee Shop จากในเวบของร้าน -



ทีนี้มันมีประเด็นนิดนึง ตรงที่พอกินเสร็จ เรียกเก็บเงินพวกเราก็จ่ายไป ไม่ได้ตรวจบิลให้ดี แล้วก็ออกไปเดินช้อปปิ้งที่ถนนคนเดิน จนร้านปิดกันเกือบหมด จึงเดินกลับโรงแรม

พอถึงโรงแรมมานั่งเคลียร์ค่าใช้จ่ายระหว่างวัน ไปดูบิลร้าน The Coffee Shop เค้าไม่ได้คิดค่าขนมที่พวกเราสั่งมาด้วยในบิลที่เรียกเก็บ (คือ ในบิลคิดแต่ค่าอาหาร) ... แล้วจะเดินกลับไปจ่ายเพิ่มก็ไม่ได้ เพราะร้านปิดไปแล้ว ... พี่ท่านผู้นำประจำทริป เลยพยายามหาทางติดต่อร้าน พอดีไปเจอ FB ร้านจากทางอินเตอร์เนท

ก็เลยทักเข้าไปใน chat massage ว่าเราเป็นลูกค้าคนไทยกลุ่มใหญ่ ๆ ที่ไปกินข้าวร้านเค้า เมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา เราดูบิลแล้วเค้าลืมคิดค่าขนมกับโต๊ะเรา แล้วเราอยากจะจ่ายเพิ่มให้เค้า แต่ติดที่ว่าร้านเค้าปิดไปแล้ว และพรุ่งนี้เช้า เราต้องเดินทางออกจาก Gangtok ไป Darjeeling ตอนเจ็ดโมงเช้า ซึ่งร้านเค้าก็ยังไม่เปิดอีก

เป็นอย่างนี้จะให้เราทำอะไรได้บ้าง เพราะก็ไม่สบายใจที่จ่ายไม่ครบ ... รอสักพักข้อความใน inbox ก็เข้ามาจาก ร้าน The Coffee Shop ตอบกลับเข้ามาที่พวกเรา

" Hello, No problem at all.

That would be a gift from our side

for a safe journey to Thailand "

คือ อ่านแล้วแอบอมยิ้มตามเลย เค้าตอบกลับมาได้น่ารักมาก คือ มูลค่าขนมที่เค้าตอบกลับมาก็ไม่เท่าไรหรอก แต่น้ำใจในข้อความที่เค้าส่งกลับมาอันนี้มันล้นมากมาย ... สรุปในคืนนั้นร้านนี้ ทำเอาพวกเราอิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ คืนนั้นก็นอนหลับฝันดีกันเลย

ดังนั้นใครมาใครไป Gangtok ก็ฝากร้าน The Coffee Shop ไว้ในอ้อมใจด้วยน๊าาาาา ... อ่ะฝากให้เฟสบุ๊คของร้านไว้ด้วยเลย ร้านแต่งสวย อาหารอร่อย บริการดี ราคาไม่แพง แถมน้ำใจงามอีกด้วย

FB : The Coffee Shop - Gangtok



#JoinMeToSikkim #Day6

โปรแกรมวันนี้จะเดินทางจาก Gangtok ไป Darjeeling เเถมยัดโปรเเกรมเพิ่ม เที่ยวเมือง Namchi ก่อนด้วย ก็เลยต้องออกกันแต่เช้าตอนเจ็ดโมง

ตาม Google map แม้ว่าระยะทาง Gantok - Namchi - Darjeeling จะวัดได้แค่ประมาณเกือบ 130 กิโลเมตร แต่พอออกจากเมืองถนนก็เริ่มเป็นหลุมเป็นบ่อตามเดิม ต้องมีจอดรถรอ ในบางช่วงมีซ่อมทาง ถนนเป็นทางเบี่ยงต้องผลัด ๆ กันไปคนละฝั่ง

แล้วยังไม่รวมเวลาแวะเที่ยวตามจุดต่าง ๆ เรียกว่าวันนี้ เป็นวันที่นั่งรถกันถึกสุดในทริป ก็นั่งรถหลับหัวโขกโยกเยกกันไปทั้งวันเช้ายันมืด


โดยระหว่างทางจุดแรกที่แวะลงไปเที่ยวถ่ายรูปกัน เป็นไร่ชา ที่อยู่ก่อนถึงตัวเมือง Namchi สักพัก ก็ไม่แน่ใจว่าชื่ออะไรเหมือนกัน เอาว่าคนขับให้ลง เราก็ลงตาม ฮ่าฮ่าฮ่า

- แก๊งค์ครอบครัวชาวอินเดียนี้ ... พอรู้ว่าพวกเราเป็นคนไทย มาชวนถ่ายรูปใหญ่เลย -


พอเข้าเขต Namchi ก็จะแวะอีกสามที่ อย่างที่บอก Namchi นี้พวกเราไม่ได้ทำการบ้านมาเลย เรียกว่า คุยกับบริษัทรถเมื่อวานที่ถนนคนเดิน ... ว่าอยากได้รถจาก Gangtok ไป Darjeeling แล้วมีที่ไหนพอแวะเที่ยวได้บ้าง บริษัทรถก็แนะนำว่าเมือง Namchi เป็นทางผ่านแวะเที่ยวได้

โดยบริษัทรถคิด ราคาที่ 6,000 รูปี / คัน เป็นรถ Toyota อิโนว่า ราคานี้รวม Gantok - Darjeeling และรวมแวะเที่ยวที่ Namchi ด้วย ถ้าไม่แวะ Namchi เค้าคิด 5,000 รูปี

ถ้าเที่ยว Namchi ด้วย ก็ตีเป็นเงินไทยแล้ว ตกเพิ่มคันละ 500 บาท หารกันสี่คนต่อคัน ก็ 125 บาท / คน ... จ่ายคนละเพิ่ม 125 บาท แต่ได้แวะเที่ยวเพิ่ม ก็จัดไปเด่ะ จะรอไรหล่ะ ดังนั้นก็แต่พี่คนขับเลย อยากพาไปแวะไหนก็เอา ... วันนี้ตามใจพวกพี่เค้าเลยฮ่ะ

มาถึงที่เเรกที่เเวะ คือวัด Samdruptse Monastery เป็นวัดพุทธที่เมือง Namchi ความน่าสนใจของวัดนี้ คือ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มีกระเช้าลอยฟ้า และที่สำคัญวัดมีฟรี wifi เร็วซะด้วย ทำให้ติดต่อโลกโซเซียล และอัพรูปลง FB กันใหญ่ (อันนี้เด็ดสุด 555)


- พระพุทธรูปที่วัด Samdruptsemonastery ... ใหญ่ขนาดไหน ลองเทียบไซด์คนที่ฐานองค์พระดู -



ที่ต่อมาเป็นวัดฮินดู ชื่อ Siddheswar Dham เข้าไปก็ยิ่งใหญ่ มีสีสันดใส ตามสไตล์วัดเเขก ที่เด่นสุดในวัดก็ต้องเป็น รูปปั้นพระศิวะทรงตรีศูลขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นเห็นได้จากในระยะไกล

หรือไม่ก็เจดีย์ที่เราสามารถหาทุกเฉดสีในโลกได้จากเจดีย์นี้ ... แต่ที่เรารู้สึกประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นปะติมากรรมรูปปูนปั้นเเพนด้าหยินหยางแนวสีทูโทน ที่ดูเป็นศิลปะล้ำสมัยยิ่งนัก


- แพนด้าหยินหยางแบ่งสีขาวครึ่ง ดำครึ่งอย่างชัดเจน ... คนปั้นนี่จิตนาการเป็นเลิศ -




หลังจากที่ออกจากวัดฮินดู Siddheswar Dham มา ก็ขึ้นรถไปต่อแบบงง ๆ เพราะไม่รู้ว่าพี่คนขับรถจะพาเราไปไหนต่อ ก็พาขับรถออกไปเส้นนอกเมืองสักพัก พี่แกก็หักเลี้ยวจอดข้างทาง แล้วบอกนี่เป็นจุดแวะเที่ยวอีกจุดชี่อ Tarey ฺBhir

Tarey Bhir ที่มีลักษณะเป็นทางเดินเลียบสันเขา ฝั่งนึงวิวเป็นหน้าผา อีกด้านเป็นทิวต้นไม้ทอดยาวคู่กันไปประมาณ 3 กิโล ให้เดินชมวิวเล่นเพลิน ... แต่พอเดินจริง ๆ นอกจากเพลินจริง แล้วยังเหนื่อยจริงด้วย เพราะทางมันเป็นบันไดขึ้นลง ๆ เขาไปมา ก็หอบเอาเรื่องเหมือนกันนะ


ซึ่งเขาลูกนี้ มีพี่น้องฝาเเฝดอยู่ที่ไทยด้วยนะ คือสารภาพตามตรงตอนเห็น Tarey Bhir แวบแรกอ่ะ นี่มันใช่เลย ... ดอยม่อนจอง ที่ อ.อมก๋อย เชียงใหม่ ชัด ๆ !!!!

คือ ถ้าไม่เคยไปเห็นด้วยตา ตัวเองมาทั้งสองที่ แล้วมาเห็นภาพจากในอินเตอร์เนท ต้องนึกว่า มี copy & paste กันมาแน่ ๆ ก็เเปลกดี ธรรมชาติสร้างไรให้เหมือนกันขนาดนี้ อ่ะลองดูภาพเทียบกัน ระหว่าง Tarey Bhir กับ ม่อนจองที่เราเคยไปถ่ายภาพมา

- ภาพแรก Tarey Bhir ที่เมือง Namchi -


- ภาพที่สองนี้ ดอยม่อนจอง ที่เชียงใหม่ จะเหมือนกันไปไหมเนี่ยะ -

ปอลิง. ใครสนใจดอยม่อนจอง ก็เคยรีวิวไว้ ตามกระทู้นี้เลยฮ่ะ https://th.readme.me/p/4509

พอเสร็จเที่ยวครบสามที่ พี่คนขับรถก็พานั่งรถ ไปต่อเส้นทางถนนที่จะออกนอกเมือง เพื่อข้ามด่านตราประทับที่ Passport ก่อน เพราะ Namchi ตั้งอยู่ในเขตรัฐ Sikkim ส่วนเมือง Darjeeling อยู่ในรัฐ West Bengal

ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนต้องลงตราประทับ passpot ที่ด่านก่อน หลังออกจาก Sikkim แล้วนักท่องเที่ยวต้องเว้น 1 เดือน ถึงจะเดินทางเข้าเขตรัฐ Sikkim ได้อีกครั้ง


- ด่านตรวจก่อนออกจาก Sikkim ไปเข้าเขต West Bengal -




หลังข้ามด่านมาได้ ก็จอดแวะกินข้าวเย็นกันก่อน เพราะเห็นบอกต้องไปอีกไกล อาจหาร้านอาหารไม่ได้แล้ว ก็กินกันก่อนเลย พอเสร็จก็เดินซื้อขนม ซื้อน้ำตุนเสบียงก่อนเดินทางไปต่อ

- น้ำมะม่วงอัดลม อันนี้อร่อยชอบมาก ๆ -

- Kitkat รส Duo coffee ก็อร่อยดีใช้ได้ ๆ -



ออกจากร้านอาหารตรงแถวด่านมา ก็เริ่มมืดแล้ว เช็คระยะดูยังต้องไปต่อ 40 กิโลก่อนถึง Darjeeling แล้วสังเกตุดู พี่คนขับเริ่มตาโรยแลดูหมดพลังงานหล่ะ ออกจาก Gangtok เจ็ดโมงกว่า ๆ ก็ขับยาวมาตลอด เลยต้องหาเพลงบิ๊วจังหวะตึ๊ดๆ ปลุกใจพี่เค้ากันใหญ่

ผลตอบสนองดีเกินคาด นิ้วเริ่มเคาะกระดิก หัวโยกตามเพลง ถนนเลนสวนไต่ขอบภูเขา ทางก็ไม่ดีเเถมมืด ... เเต่พี่แกกดคันเร่งมิด เบียดเเซงรถคันหน้าไปทั่ว ยังกะอัดม้ามา ... ที่พีคสุด มีจังหวะดริฟท์ขึ้นเขา ทางโค้งแบบ 720 องศา ได้ร้องกรี๊ดลั่นคัน นึกว่านั่งรถไฟเหาะดรีมเวิร์ล คือกว่าจะถึง Darjeeling ตอนสองทุ่มครึ่ง พูดได้คำเดียว เป็นการนั่งรถที่ระทึกสุดในชีวิตหล่ะ - - "


พอถึง Darjeeling ก็เข้าเช็คอินที่โรงแรมรีบเข้าห้องพักผ่อน เพราะเพลียเดินทางมาทั้งวัน แถมพรุ่งนี้ต้องออกจากโรงแรมตอนตีสี่ครึ่ง เพื่อไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ Tiger Hill



#JoinMeToSikkim #Day7

เป็นเช้าที่ทรหดอีกเช้า เพราะต้องออกจากโรงเเรมเเบบเมาขี้ตาตอนตีสี่ เพื่อไปขึ้น Tiger Hill จุดชม Sunset ของ Darjeeling ออกจากโรงแรมมา ก็เจอรถติดกันเเต่เช้ามืดเลย เพราะถนนในเมืองเเคบ รถก็เยอะมากกกก ... เข้าใจแล้วทำไมต้องออกแต่เช้ามืดตีสี่ เพราะมันไม่ไกลมาก แต่รถมันติดสุด ๆ

คือคิดว่า ณ เวลานั้นนักท่องเที่ยวทุกคนคงมากองรวมอยู่ บนถนนเพื่อขึ้Tiger Hill กันทั้งเมืองหล่ะ รถเลยติดยาวเป็นหางว่าวตั้งแต่ หน้าโรงแรมยันขึ้นไปบนยอด Tiger Hill

พอขึ้นไปถึงได้ ต้องร้อง .... ว้าววว ประทับใจสุดๆ (ประชดน่ะ) เพราะเจอสภาพเเขกมุง ตลบทั้งฝุ่น ตลบทั้งกลิ่นเครื่องเทศ นึกภาพตามก็ประมาณคนมาเบียดกัน ในช่วงวันปีใหม่ที่ยอดดอยอินทนนท์ แต่อันนี้เป็นเวอร์ชั่นพาหุรัด

คือ เรียกว่าเป็นการตื่นตีสามครึ่ง ออกตีสี่ เพื่อมาเจอสิ่งนี้ ... อืมมมม เป็น Sunset ที่กลิ่นหอมที่สุดในชีวิต สูดกลิ่นพระอาทิตย์ขึ้น ที่แถมมีรสเครื่องเทศได้ในระยะประชิดมาก : P


วิวยอดเขา Kandungjenka ที่ว่ากันสามารถมองเห็นได้จาก Tiger Hill วันนั้นก็ไม่ต้องลุ้นเลย สภาพฟ้าปิดอย่างนี้ มองไม่เห็นแน่

แถมตอนนั้นก็มองวิสัยทัศน์ได้แคบมาก เพราะหลงไปอยู่กลางดงค่ายกลชุดสาหรี่ ต้องขอยอมแพ้กับมุมมหาชน แล้วก็ขอฉีกตัวเอง เดินไปหามุมเนินไกล ๆ แทน ค่อยหายใจหายคอโล่งขึ้นมาหน่อย ... ก็นั่งรอพระอาทิตย์กันอีกพักใหญ่ กว่าจะโผล่พ้นเฆมขึ้นมาได้


พอขาลงจาก Tiger Hill ก็เจอรถติดอีก เรียกว่าเป็นโปรแกรมหลักสูตรภาคบังคับ ของนักท่องเที่ยวทุกคนที่มา Darjeeling เลยก็ว่าได้ ว่าตื่นเช้ามือมา Tiger Hill เสร็จแล้ว ลงเขาไปแวะวัด Ghoom Monastery ตามต่อด้วย อนุเสาวรีย์ Batasia loop ที่กลางเมือง

- รถติดบนเขา ขาลงจาก Tiger Hill -


- วัด Ghoom Monastery -

- มีตลาดนัดหย่อม ๆ บริเวณหน้าวัด Ghoom Monastery ด้วย -


พอออกจากวัด Ghoom Monastery ก็ฟันผ่ารถติดยามเช้า เพื่อไปอนุเสาวรีย์ Batasia Loop ที่เป็นจุดยอดฮิตจุดต่อไป


จริง ๆ ตรงจุดนี้ Batsasia Loop จะมีตารางบอกเวลาว่า รถไฟ Toy Train จะวิ่งผ่านตอนไหน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชม แต่รอตามเวลาแล้ว ก็ไม่เห็นมีรถไฟวิ่งมา เลยขี้เกียจรอแล้ว

เพราะไหนจะคนเยอะ แล้วรถก็ติดสุดๆ เที่ยวตามกระแส ก็ต้องทำใจ จริง ๆ คนขับรถบอกมีออกที่ แต่พวกเราขอตัดจบช่วงเช้าเอง กลับไปพักที่โรงแรมดีกว่า .... พอถึงโรงแรมก็เดินขึ้นห้อง ในสภาพคล้ายซอมบี้ เพราะตื่นตีสามครึ่ง ... ก็ขอเข้าไปนอนพักเอาแรงก่อน แล้วค่อยตื่นมาเที่ยวใหม่ช่วงบ่าย

หลังชาร์ตแบตด้วยการนอนเติมพลังแล้ว ... ตื่นมาช่วงบ่ายค่อยมีแรงหน่อย ก็ไปลุยกันต่อ เริ่มแรกช่วงบ่ายกับโปรแกรมเเวะไร่ชา ที่เค้าว่ากันว่าชา Darjeeling ขึ้นชื่อเรื่องความหอมและรสชาติเป็นเลิศ ไปถึงนักช้อปชาวไทยก็ได้โอกาสละลายเงินรูปีกันใหญ่


แล้วต่อด้วยป่าสน Lamahatta ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ... ต้องขับรถออกมาไกลนิดนึง แต่ถ้ามีเวลาก็ไปเหอะ สวยคุ้มค่า เพราะเป็นป่าสนบนเนินเขา วิวสวยแปลกตาดี ค่าเข้าชม 10 รูปี หรือ 5 บาทเอง จะถูกไปไหน


เเละที่สุดท้ายของวัน พวกเราก็ไปเเวะสถานีรถไฟ Toy Train ซึ่งเป็นรถไฟขนาดเล็ก ที่ยังวิ่งให้บริการอยู่ โดยเราจะสามารถพบเห็นเจ้ารางของรถไฟ Toy Train อยู่ทั่วตัวเมือง Darjeeling และในปัจจุบันองค์การยูเนสโก้ก็ได้ประกาศ ขึ้นทะเบียน Toy Traing เป็นมรดกโลกแล้วด้วย

- ก็ลองดูว่าขบวนรถไฟมีขนาดจิ๋วเหมือนของเล่นซะขนาดนี้ เลยได้ชื่อว่า Toy Train ซะเลย -


ก็อยู่ที่สถานีรถไฟ Toy Train กันจนเย็นพอดี ต่อไปเป็นเรื่องใหญ่หล่ะ คือเรื่องกิน ว่ามื้อเย็นนี้จะไปกินกันที่ไหน ... ก็หาข้อมูลเจอร้านอาหารธิเบต ชื่อ Kunga Restaurant เป็นร้านเล็ก ๆ รับลูกค้าได้จำกัดเเค่ประมาณ 6 - 7 โต๊ะทั้งร้าน ก็ต่อคิวกันพักนึง พอถึงคิว ได้โต๊ะก็สั่งกันเต็มที่ รสชาติเยี่ยม อิ่มพุงกางสุด ๆ ใครมาเที่ยวที่ Darjeeling แนะนำให้มาร้านนี้เลย

พอกินเสร็จก็แยกกันไปช้อปปิ้งต่อที่เดินถนนคนเดินสักพัก ก็เข้าโรงเเรมเตรียมเเพ็คของเพราะต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นแล้ว



#JoinMeToSikkim #Day8

แม้ Darjeeling จะดูเเออัดไปนิด แถมรถติดหน่อย แต่ยังไงก็น่าลองมาเที่ยวดู แล้วอากาศเมืองนี้เย็นสบายช่วงที่ไปเดือน เม.ย. ก็ประมาณ 20 องศา ก็กำลังดีนะ ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป

โดยเฉพาะตอนเช้าเนี่ยะ นอนหลับสบายไม่ค่อยอยากตื่นเลย แต่เช้าวันนี้ต้องเดินทางกลับไทยแล้ว ก็พยายามเเซะตัวลุกจากเตียงมาเก็บของ เพราะนัดรถมารับตอนสิบโมงไปสนามบิน ... ตอนแรกว่าจะไปเดินเล่นในเมืองอีกรอบ แต่จากเเดดออกอยู่ ๆ ฝนก็ตก

เลยอยู่เเต่ในโรงแรม พอรถที่นัดไว้มารับ ก็ขนของขึ้นรถออกเดินทางกันเลย รูปที่ถ่ายวันนี้ ก็จะเป็นถ่ายจากบนรถซะส่วนใหญ่ ระหว่างทางจาก Darjeeling ไปที่ Bagdogra เจอไรก็กดซัตเตอร์ถ่ายไปเรื่อย



- รูปนี้ด้านซ้ายจะเห็นท้ายขบวนรถไฟ Toy Train ที่มีรางวิ่งอยู่ในตัวเมืองด้วย -



ระหว่างนั่งรถก็เจอ ฝนตกๆ หยุดๆ มาตลอดทาง คนขับบอกถ้าจะมา Dajeeling ควรมาปลายปี ฟ้าจะใส อากาศจะดีกว่าช่วงนี้มากมาย แถมมองเห็นวิวยอดเขา Kandungjenka ได้ชัดเจน ... อยู่บนรถเดินทางประมาณ 3 ชม. พอถึงสนามบิน Bagdogra ก็ได้เวลาสนุกสนานอีกครั้งแล้วซิ

เเค่ต่อเเถวสแกนกระเป๋า กับเช็คอินตั๋วที่เคาน์เตอร์ ก็เหมือนได้เล่นเกมส์ลับไอคิวสมองประลองปัญญา ว่าเราจะทำไงดีหนอออ ... จะได้ไม่ให้พี่บังมาเนียนเดินเเทรกเเถวเเซงเราได้

เป็นการต่อคิวในสนามบินนะ แต่โคตรเหนื่อยเลย กว่าจะรอขึ้นเครื่องจาก Bagdogra ได้ ... เพราะมนุษย์บับมีสกิลความตีมึนสูงมาก จนมนุษย์ป้าตัวท๊อปต้องมีอาย ถ้ามาเจอสกิลเเซงคิวขั้นเทพของเหล่ามนุษย์บัง

- ป้าย Tag รับกระเป๋าที่เครื่องสแกน สไลต์ Hand Made ที่สนามบิน Bagdogra -


- ได้ขึ้นเครื่องซะที โคตรเหนื่อยกับการต่อคิวที่สนามบิน Bagdogra -


พอถึงสนามบิน Kolkata แล้วหัวค่ำพอดี ก็แพลนเข้าไปหาข้าวกินในเมือง และก็หาที่ช้อปปิ้งนิดหน่อย แนะนำเลยถ้าเข้าเมืองจากสนามบินที่ Kolkata ให้
ก็นั่ง Uber เลย นอกจากก็บริการโอเคกว่า เพราะรถ Uber มีเเอร์เย็นฉ่ำทุกคัน ขาละประมาณ 400 - 450 รูปีเอง ไม่ต้องไปปวดหัวกับ Local เเท๊กซี่ เพราะแค่ลองไปถามเเท๊กซี่เหลือง ที่สนามบินบอกมาค่าแท๊กซี่ขาละ 800 รูปี แถมเป็นระบบถ่ายเทอากาศรับลมจากธรรมชาติอีกด้วย ... ก็เลยตัดสินใจไม่ยาก เลือกนั่ง Uber เด่ะ จะคิดมากทำไม ฮ่าฮ่าฮ่า


- แก๊งค์แท๊กซี่เหลือง สัญลักษณ์ของเมือง Kolkata ... แต่ราคาแพงเหลือเกิน เลยได้แต่ถ่ายรูป -


ร้านอาหารในเมือง เลือกไปกินอาหารแนวเบงกาลี ที่ร้าน Bhojohori Manna ก็อร่อยดี กินข้าวเสร็จ ก็แยกกันไปเดินหาของฝาก ส่วนเราเดินหาของหวาน เจอร้านไอติม Baskin Robbin สั่งสองลูกบวกโคน ราคาถูกกว่าที่ไทยเกือบครึ่ง ... โคตรถูก พึ่งมารู้วันสุดท้าย ไม่งั๊นกินมันทุกวันเลย ที่ถนนคนเดินที่ Gangtok ก็เห็นมีร้าน Baskin Robbin อยู่ สายชมรมคนชอบไอติมห้ามพลาด

จบกิจกรรมเสริมสร้างเเคลอรี่ ก็นั่งรถกลับสนามบิน ไปรอขึ้นเครื่อง Spice Jet กลับไทยตอนเที่ยงคืน
ก็จบทริป Sikkim & Darjeeling ไปเเบบไสย์ ๆ สไตล์อินเดีย ... แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้า บายยยย : )


ฝากเพจไว้สักหน่อย ถ้าชอบเดินทาง ชอบถ่ายภาพ

แวะไปพูดคุยกันได้ที่ FB: https://www.facebook.com/JoinMe2TheWorld

ความคิดเห็น