สัมผัสลมหนาว ดูดาวบนดิน เยือนถิ่นมะขามหวาน รีวิวโดย Saraporn Panpim

หลังจากพักผ่อน ติดช่วงโควิคมานานแสนนาน  ก็ได้เวลาออกมาสูดไอหมอกให้เต็มปอด และเก็บภาพความสวยงามกันที่เขาค้อ  ภูเขาลูกเล็กๆสลับซับซ้อน ซ่อนตัวอยู่ในป่า  กับยอดภู ที่อยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ทริปนี้พกกล้อง canon EOS-RPที่ตัดสินใจเลือก กล้อง canon EOS-RP ใช้ adapter ต่อเลนส์ E

สัมผัสลมหนาว ดูดาวบนดิน เยือนถิ่นมะขามหวาน

สัมผัสลมหนาว ดูดาวบนดิน เยือนถิ่นมะขามหวาน

 วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 02.23 น.

 วันที่เดินทาง 26 มิ.ย. 2563

หลังจากพักผ่อน ติดช่วงโควิคมานานแสนนาน 

ก็ได้เวลาออกมาสูดไอหมอกให้เต็มปอด และเก็บภาพความสวยงามกันที่เขาค้อ 

ภูเขาลูกเล็กๆสลับซับซ้อน
ซ่อนตัวอยู่ในป่า 

กับยอดภู ที่อยู่ท่ามกลางเมฆหมอก

  • ทริปนี้พกกล้อง canon EOS-RP
  • ที่ตัดสินใจเลือก กล้อง canon EOS-RP ใช้ adapter ต่อเลนส์ EF 50mm f1.8
    เพราะความคล่องตัว เพราะครั้งนี้นอกจากถือกล้องแล้ว ยังต้องแบกลูกไปด้วย จึงต้อง
    ไม่พลาดที่จะได้เก็บภาพสวยๆ
  • ด้วยฟังชันก์ง่ายต่อการใช้งาน การเข้าถึงเมนู 
  • หน้าจอ LCD พับจอได้ เหมาะสำหรับสาย Selfie
  • การใช้งานที่ปรับแต่งด้วยโหมดต่างๆ มี skin tone ที่เหมาะกับถ่ายภาพบุคคล ให้สีผิวที่สมจริง ง่ายกับการเอาไปโปรเซสเพิ่ม
  • ไปเที่ยวครั้งนี้เราเน้นถ่ายรูป portrait ภาพที่ได้ออกมาแบบละลายพื้นหลัง 
  • ชอบโทนสีของกล้องที่มีความนุ่มนวลของสีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ cannon สีไม่ฉูดฉาดเกินไป
    แต่ก็ยังรักษาความคมของแบบไว้ได้อย่างน่ามอง
  • นอกจากรูป portrait แล้ว เรายังท้าทายประสิทธิภาพของกล้องและเลนส์ ด้วยการเก็บวิว ก็สามารถถ่ายภาพวิวได้อย่างสวยงามด้วยเช่นกัน
  • ด้วยความเป็น Full-frame mirrorless ทำให้สะดวกในการพกพา เบา ไม่ต้องใช้หลายเลนส์
    อันนี้คือดีย์มาก
  • แต่ถ้าอยากใช้เลนส์เพิ่มและก็สามารถต่อด้วยตัว adapter จะใช้เลนส์ RF หรือ EF ก็แล้วแต่เงินในกระเป๋าเลย
    #EOSRP
    #EF_50mmf1.8
    #CanonThailand
    #CanonEOSRThailand

ใครพร้อมแล้วตามมาเลย

จุดหมายปลายทางใกล้เข้ามา เราแวะตามทางไปเรื่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ
มีฝนบ้างประปรายตลอดทาง
นี่แหละ เสน่ห์ของหน้าฝน

เห็นพระองค์สีขาวเห็นเด่นเป็นสง่าแต่ไกล ฉากหลังเป็นภูเขา  

ทางเข้าอยู่ติดกับถนนหลัก ช่างเชื้อเชิญเราให้เข้าไปเยือน

 

วัดนี้ก็คือ วัดถ้ำเขาปรางค์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

อดที่จะไม่แวะไม่ได้เลย ได้สัมผัสความยิ่งใหญ่

ขององค์พระอย่างใกล้ชิด



เราเดินทางไปภูทับเบิกวันแรก เพื่อหลีกหนีผู้คนในวันหยุดที่จะมาถึง

ข่าวของอาทิตย์ที่แล้วทำให้เรากลัว การที่รถติดยาวบนทางขึ้นภูทับเบิก 

มาถึงเวลา 16:00 น เป็นเวลาเดียวกันกับพายุเข้า

ทั้งลม และเม็ดฝนชุ่มฉ่ำกับสายหมอกหนาๆ 

หนาวจนต้องขังตัวเองอยู่ในรถเพื่อตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อดี...

กระท่อมนั่นแหละ

วิวขนาดนี้ ใครอยากจะตัดใจ

ในการเดินทางหลายคนสมหวัง หลายคนผิดหวัง
ตามแต่ช่วงเวลาและโอกาส
ที่พักที่จองไว้เป็นอันยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย
เปลี่ยนแพลนกะทันหันมานอนรีสอร์ทด้านล่างแทน 

กินข้าวเย็นที่ได้จากการแวะซื้อ เพราะเย็นแล้ว


ตื่นสายๆลงมากินข้าวเช้าข้างล่าง ไม่ไกลจากที่พัก
ที่นี่มีร้านเป็นศูนย์อาหาร ราคาก็ทั่วไป มีทั้งอาหารตามสั่ง ส้มตำ
ตามแต่จะเลือกกิน

เสร็จแล้วต้องรีบขึ้นภูทับเบิก ไปแก้มือจากเมื่อวาน
แวะจุดชมวิวข้างทาง ก็ยังคงเห็นแต่ความขาวโพลน

เมื่อวานฝนตก วันนี้หมอกมาตามเวลานัดหมายอย่างไม่ต้องสงสัย 


มองกลับไป โน้น จอดรถไว้ เลยรถสีส้มไปอีก แยกขวามืดๆนั่นแหละรถเรา
แต่คิดว่าเราน่าจะมาผิดทาง เพราะไม่มีใครเดินตามมาเลย
ผาหัวสิงห์น่าจะข้ามยอดนั้นไป

เดินย้อนกลับไป พื้นแฉะพอประมาณ ชวนลื่น


อากาศเย็น หมอกฟูๆ ลอยฟุ้งพัดไปตามสันเขา



เดินกลับมาที่รถแล้วมองกลับไป ไกลเอาเรื่อง
แต่อากาศแบบนี้ผ่านไปนานแค่ใหนก็ไม่รู้


เราเดินเล่น ถ่ายภาพ 

สูดอากาศสดชื่น เบื้องหน้าหมอกลงหนาจนอยากโอบกอดไว้นานๆ

ระหว่างทางเห็นวิวของถนนที่ลัดเลาะตามแนวเขา

กว่าจะถึงเราต้องเดินผ่านแปลงผักกาดของชาวบ้าน



ความชื้นของอากาศ ทำให้เจอไลเคน มอส
เกาะก้อนหิน ต้นไม้ เหมือนกับต้นไม้ในเทพนิยาย 

และเป็นเหมือนดัชนีวัดความสุขของธรรมชาติ


จากผาหัวสิงห์ก็ขึ้นไปยังจุดชมวิวภูทับเบิก
พอมีที่เราได้จอดรถ

ถือว่าคนไม่เยอะมาก

ภูทับเบิกเวอร์ชันนี้ดูแปลกตาไปมาก
ลานกางเต็นท์อยู่ติดกับหอวัดอุณหภูมิ เมื่อครั้งที่เคยมากางเต้นท์

เห็นวิวหน้าผาหมอกหนาอยู่เบื้องล่าง ไม่มีแล้ว

ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นรีสอร์ทอยู่รายล้อม และมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ
คนแห่เข้าไปกินจนแน่นร้าน
ทุกคนใฝ่ฝันดั้นด้นมากิน เป็นภาพที่ดู แล้วต้องบอกว่า กลับดีกว่า



ภูทับเบิกที่ทุกคนอยากมาชื่นชมธรรมชาติถูกปรุงแต่งจนเกินงามแต่ก็เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเวลา ที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

เปลี่ยนที่ละน้อย ขอให้อยู่ไปแบบนี้นานๆ

แต่นั่นแหละ
เราเองก็เป็นผู้สนับสนุนเขาเหล่านั้นเองไม่ใช่เหรอ 



ลงจากภูทับเบิกก็บ่ายสองโมงกว่าแล้ว

เจอตลาดแวะเดินรับบรรยากาศของวิถีชีวิตชาวบ้าน

ตลาดเป็นอีกที่
ที่บ่งบอกความเป็นวัฒนธรรมการกินอยู่


ตลาดนัดวัดแคมป์สน ซื้อข้าวเย็น ดูน่ากินไปซะทุกอย่าง
ของ ผลไม้ ผักสดๆจากชาวบ้านปลูกกันเอง

คืนที่ 2 นี้ พักที่เขาค้อ บ้านเมฆกับหมอก


ทางไปหมู่บ้านในหุบเขา
ทางเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ถนนดินสลับกับถนนลาดยาง

เข้ามากลางไร่ สวนของชาวบ้าน เก็บของแล้วก็ลงมาเดินเล่นยามเย็น

มีที่กางเต็นท์แบบมีหลังคา ไม่ต้องกลัวเปียก


เต็นท์กระโจม ห้องพักไม่กี่ห้อง


นั่งมองแสงยามสนธยากับอากาศเย็นๆ



กินข้าวเย็นแล้วก็อยากจะซุกตัวในผ้าห่ม
ถ้ามีหมูกระทะกับผองเพื่อนก็คงจะฟินกว่านี้


ที่นี่เหมาะกับการถ่ายดาวและล่าช้างเป็นอย่างมาก

แสงไฟรบกวนน้อย
เช้ามืด อากาศ 20 องศา กับความหนาวเย็นยะเยือก 

ภาพทางช้างเผือกเห็นเป็นฝ้าจางๆสีขาวพาดผ่านท้องฟ้า

ต้องทำเวลากับการถ่ายทางช้างเผือกที่กำลังจะตกเส้นขอบฟ้า
เมฆกำลังบดบัง
และแสงจากดวงอาทิตย์กำลังจะมาทักทาย 


เห็นความอลังการของหมู่ดาว
เส้นขีดที่เห็นในภาพน่าจะเป็นดาวเทียมที่ถ่ายได้
และนี่คือความสวยงามที่เราเก็บไว้ในความรู้สึกและความทรงจำ

นับเป็นประสบการณ์อันมีค่า ที่สร้างความประทับใจ
และแล้วก็ตกหลุมรักที่นี่ไปอย่างไม่รู้ตัว


ตื่นอีกที 6:00 น หมอกคืบคลานปกคลุมทั่วบริเวณ แล้วค่อยๆล่าถอยห่างออกไป



เป็นเช้าที่พิเศษ และไม่อิดออดกับการตื่นนอน


พลางนึกว่าคนที่นี่ช่างโชคดีเสียจริง

แปดโมงอากาศสู้กับแสงอาทิตย์ แต่ก็ยังเย็นสบาย
เช้าๆ กินข้าวต้ม 

กลับไปนอนกลิ้งเกลือกต่ออีกหน่อย ให้สมกับวันพักผ่อน
ไม่อยากกลับเลย

ได้เวลาเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว
เช็คเอ้าท์ออกเกือบเที่ยง อากาศยังเย็นสบาย
นี่คือ บรรยากาศเกือบเที่ยงงงง
โอ้ววววว ไม่อยากกลับบ้านจริงๆๆๆๆ 

ทริปนี้ ไม่แวะจุดฮิตหรือไฮไลต์ที่ใหนเลย

มีแต่ขับผ่าน
ทางไปพิโน่ลาเต้ ขึ้นเขา ทางแคบ ชันมาก ผ่านกลางวัดผาซ่อนแก้ว

คนเยอะเลยขอบาย

ทุ่งกังหันลมเขาค้อก็ดีนะ ถ้าใครยังไม่เคยไปแนะนำเลย
มีทุ่งดอกไม้สวยๆ ร้านขายของชาวบ้าน มีจุดชมวิวกังหัน ชิงช้า จุดถ่ายรูปเพียบ
มีร้านกาแฟเป็นเพิงเล็กๆแทรกตัวอยู่ 1 ร้าน ที่ไปมาก็สักสองปีกว่าแล้ว
ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปรึเปล่า

สุดท้ายนี้ แม้จะมีโควิคเข้ามาทำให้โลกทั้งโลกได้หัวหมุน

ก็ขอให้มีอะไรดีๆ เป็นฟ้าหลังฝนที่มอบของขวัญให้เราได้ชื่นใจ

แล้วออกไปกอดธรรมชาติกันได้ ในรีวิวฉบับหน้า

ค่าใช้จ่ายน่าจะ≈ สามพันกว่าๆ
บ้านมะขามรีสอร์ท≈600
บ้านเมฆกับหมอก≈800
ค่าน้ำมัน แก๊ส≈พันนึงมั้ง
ที่เหลือก็ค่ากินตลอดทาง

ติดตามรีวิวอื่นๆ ได้ที่

เพจไปเที่ยวกัน

ไปเดินเล่นกันที่ พิพิธภัณฑ์พระราม 9

กางเต้นท์ริมเล นอนเซฟังเสียงคลื่น

ตลาดน้ำสามวัง กับเมืองเก่า ที่นี่พนัสนิคม

พายคายัควังบอน นอนเต้นท์เล่นน้ำตก

กางเต้นท์กัน จันทบุรี

กว่าจะถึงภูเก็ตตอนที่ 1

กว่าจะถึงภูเก็ตตอนที่ 2 ตามล่าหาติ่มซำ

กว่าจะถึงภูเก็ต ตอนที่ 3 บทส่งท้าย

จากโคราชถึงปากช่อง...ที่เที่ยวลับๆ ที่น้อยคนนักเข้าไม่ถึง

สัมผัสบรรยากาศความสุขที่ Hotel J Pattaya วันหยุดธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา // รีวิวที่พัก ที่เที่ยว ที่กินแบบจัดเต็ม

เลเจนด์ สยาม ความงามแบบฉบับไทยๆ

ยิ่งรู้จัก ยิ่งหลงรักเมืองลำปาง

เติมความสุขอิ่มแปล้ ณ สะพานแพ โฮมสเตย์

เที่ยว อิต่อง เหมืองปิล๊อค น้ำตกจ๊อคกระดิ่น กางเต้นท์ที่ทองผาภูมิ

กาลครั้งหนึ่ง ที่หัวหิน





ความคิดเห็น